หน้าแรก เว็บบอร์ด หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype โปรโมชั่น Pic Post ตรวจหวย ควิซ Page คำนวณ คำคม วิดีโอ สเปซ เกม Play ไดอารี่ อัลบั้ม แต่งรูป Glitter ดาวน์โหลดรูปจาก IG
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาแจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาสร้างบอร์ด ตั้งกระทู้ใหม่

ดาวไร้เดือน ตอนที่ 2 เริ่มวันใหม่

บอร์ด นิยาย เรื่องเล่า โพสท์โดย Niffy

ตอนที่ 2  เริ่มชีวิตใหม่

 

และในวันนั้น ผมก็ได้เรียนอย่างมีสมาธิ เพราะว่าไม่มีใครแกล้ง ในเมื่อไม่มีใครแกล้ง ผมก็ไม่กังวล  แต่สิ่งที่กังวล ก็คือเรื่องแม่ แม่จะอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อผมออกมาอยู่กับครูจันทร์แบบนี้ ไหนจะเรื่องงานบ้าน ไหนจะเรื่องอาหารการกิน พี่แบ้งค์ไม่ต้องพูดถึง รายนั้น วัน ๆ อยู่แต่ในบอน ไม่ก็ไปเสพยากับเพื่อน ๆ ในสลัม  ชีวิตในสลัม ใครใฝ่ดีได้ถือว่าเก่งมาก เพราะสิ่งแวดล้อมมันก็เอื้อให้เราเป็นคนไม่ดีมากกว่าคนปกติ ไม่ได้บอกว่า คนรวยบ้านหรูหราจะเป็นคนดีหมด แต่สิ่งแวดล้อมในสลัมแบบนั้น มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ นี่ก็ถือว่าผมโชคดีมากที่ได้ครูดี ครูจันทร์ เป็นทั้งพ่อ เป็นทั้งพี่ชาย เป็นทั้งที่ปรึกษา เป็นได้ในทุก ๆ เรื่อง  จนกระทั้งตอนเย็น ครูจันทร์รับผมกลับบ้าน ผมนั่งกินข้าว กับครูจันทร์  ครูกันต์ แม่ครูนั่งหัวโต๊ะ และก็พี่กฤต พี่บอส บนโต๊ะมีอาหารมากมาย มีทั้งปลากระพงสามรส  แกงจืดเต้าหู้  และก็ไก่อบ  อาหารบนโต๊ะมันดูเลิศเลอเพอร์เฟคมากสำหรับผม  แตกต่างจากที่บ้านผมเป็นอย่างมาก เต็มที่ก็น้ำพริกปลาทู มันก็ทำให้ผมอดนึกถึงแม่ไม่ได้ว่าจะกินอะไร  แต่ผมก็กิน กินจนหมดทุกเม็ด เพราะครูจันทร์เคยสอนไว้ว่า อย่ากินทิ้งกินขว้าง จนถึงขั้นตอนเก็บโต๊ะ ผมก็ช่วยครูจันทร์เก็บโต๊ะ ทุกคนที่นี่ช่วยกัน ไม่มีต้องให้บอกกล่าว

 

“ครูจันทร์ครับ เดี๋ยวผมเอาไปล้างให้ทุกคนเองครับ”

 

“ได้ยังไงละตาร์  ใครกินคนนั้นก็ต้องเอาไปล้างสิ จะให้ใครคนใดคนหนึ่งล้างไม่ได้”  พี่กฤตบอกกับผม

 

“วันนึงครับพี่ ให้ผมทำอะไรให้ครูจันทร์บ้าง” ผมบอกครูจันทร์ด้วยรอยยิ้ม

 

“วันนี้วันเดียวนะ” ครูจันทร์ชี้นิ้วมาที่ผม และก็ยิ้ม ๆ

 

“ไป เดี๋ยวพี่ไปช่วย” พี่กฤตบอกกับผม ผมรวบรวมจานชามไปเก็บไว้ในครัว พี่กฤตเดิมตามเข้าไป  พี่กฤตเอาอาหารที่เหลือ เก็บใส่กล่องทัปเป้อแวร์เข้าตู้เย็น  ส่วนผมก็รวบรวมจานไปวางไว้ที่ซิ้งค์ ผมล้างน้ำยา พี่กฤตล้างน้ำเปล่า  และในระหว่างที่ผมล้างจาน ข้างนอก แม่ครูจันทร์กับครูจันทร์ก็คุยกัน

 

“มีน้ำใจนะ เด็กคนนี้” แม่ครูจันทร์เอ่ยชมผม

 

“ตางค์เค้าเป็นอย่างนี้แหละครับ ตอนอยู่ที่โรงเรียน อาสาทำเวรให้แทบทุกวัน”  ครูจันทร์เผลอเรียกชื่อเก่าผมโดยไม่ตั้งใจ ทำให้แม่ครูจันทร์นึกแปลกใจว่าใครกัน ตางค์

 

“ตางค์”  ผู้เป็นแม่ถามด้วยความสงสัย เพราะเท่าที่เคยได้ยินมา เด็กคนนี้ ชื่อตาร์ ไม่ใช่ตางค์

 

“อ๋อ ชื่อเก่าตาร์เค้านะครับแม่ ชื่อจริงเค้าชื่อเศษตางค์ แต่ผมไม่เรียกเค้าอย่างนั้นนะ ผมจะเรียกแค่ตางค์”

 

“ชื่อแปลกดีนะ แม่ไม่เคยเห็นใครชื่อแบบนี้มาก่อนเลย” ประโยคบอกเล่าของคุณแม่ครูจันทร์ขัดแย้งกับใบหน้าที่ยังมีความสงสัย จนครูจันทร์ต้องหันไปทางครัว เพราะกลัวผมจะมาได้ยิน แต่เมื่อผมยังอยู่ในครัว ครูจันทร์ก็เลยอธิบาย  

 

“อย่างนี้ครับแม่  แม่ของตางค์เค้ามีความเชื่อ ว่าเด็กคนนี้เป็นตัวซวย พอตางค์เกิดมา พ่อก็เจ้าชู้ มีเมียใหม่ไปเรื่อย แถมยังติดเหล้า  ส่วนแม่เค้าก็ประชดชีวิต ประมาณว่าคุณทำได้ เราก็ทำได้ เล่นการพนันแทบทุกชนิด ส่วนพี่ของตางค์ก็ติดยา และก็เล่นการพนันแบบแม่  พ่อแม่ตางค์เค้าทะเลาะกันทุกวันครับ มีน้อยครั้งมากที่จะพูดกันดี  ๆ ยิ่งวันไหน ไม่ถูกหวย ตางค์เค้าจะโดนด่า และแม่ของตางค์ เค้าก็จะบอกกับตางค์เสมอว่า ที่ครอบครัวเป็นแบบนี้ ก็เพราะตางค์เกิดมา  แรก ๆ  มันก็ไม่รุนแรงเท่าไหร่ แต่มันยิ่งหนักขึ้น หนักขึ้นทุกวัน ตางค์ทั้งโดนตี โดนทุบ หนักสุดก็โดนเตะโดนกระทืบก็มี และก็ไปเที่ยวพูดในชุมชน ในโรงเรียนว่าตางค์ไม่ใช่ลูก เป็นเด็กที่เก็บมาเลี้ยง ทั้งที่ความเป็นจริง ตางค์เป็นลูกแท้ ๆ”

 

“โห ทำไมใจร้ายจัง พ่อแม่อะไรเนี่ย ยิ่งกว่าละครอีกนะเนี่ย” ผู้เป็นแม่ไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้ จะเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว

 

“ครับ ยิ่งกว่าละคร และที่หนักซ้ำร้ายไปกว่านั้น คือเพื่อน ๆ ของตางค์ก็เอาชื่อตางค์มาล้อกันสนุกปาก  ว่าเป็นเด็กไม่มีพ่อไม่มีตั้งแต่ยังเด็ก ตอนแรก ๆ เด็กพวกนั้นมันก็ร้ายแบบเด็ก ๆ แหละครับ แต่พอมันโตขึ้นมา ความร้ายของมันก็ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จนผมชักรับไม่ได้ ผมต้องคอยปกป้องตางค์มาโดยตลอด และหลัง ๆ ตางค์เค้าก็จะกลายเป็นเด็กเก็บตัว ซึมเศร้า การเรียนก็ตกลงเยอะ แต่พวกครูที่โรงเรียนเค้าก็รู้ดีครับ ว่าตางค์เป็นคนยังไง เค้าก็เลยช่วยเหลือในส่วนของคะแนนเก็บ พวกเราเชื่อว่า สิ่งเหล่านี้น่าจะทำให้ตางค์เค้ามีกำลังใจครับ แต่จริง ๆ แล้วมันช่วยอะไรไม่ได้เลยครับ ตางค์เค้าหงอย ๆ จ๋อย ๆ ซึม ๆ เหมือนเดิม เพราะว่าตางค์เค้าถูกฝังหัวมาแบบนี้”

 

“แปลกเนอะ คนเป็นแม่แทนที่จะให้กำลังใจลูก กลับซ้ำเติม และทำให้ลูกรู้สึแย่  ไอ้เด็กพวกนี้มันก็ร้ายนะ  ไม่เหมือนเมื่อก่อนตอนที่แม่ยังเด็ก แม่สงสารเด็กคนนี้จัง ทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้ไม่รู้” ผู้เป็นแม่บอกกับลูกชายด้วยน้ำเสียงที่สงสารจับใจ

 

“ใช่ครับแม่  ที่แม่พูดนั้นถูกร้อยเปอเซน  อันที่จริงแล้ว ผมชวนตางค์มาอยู่กับเราตั้งนานและครับ แต่ตางค์เค้าไม่ยอม เค้าบอกว่าอยากดูแลแม่ เป็นห่วงพ่อ คือตางค์เค้ามีจิตใจดีนะครับ  โดนขนาดนี้ ยังเลือกที่อยู่ดูแล จนกระทั่ง เมื่อวานตอนเย็น ตางค์เค้าก็โดนเพื่อนแกล้งอีก หนำซ้ำยังโดนคนที่บ้านทำร้ายอีก ผมก็เลยทนไม่ไหว เลยต้องพามาอยู่กับเราให้ได้ หัวเด็ดตีนขาดยังไง ผมก็ไม่ยอมให้ตางค์อยู่ในสภาพเดิม ๆ ผมสงสารนะครับ ผมไม่อยากให้เด็กดี ๆ อย่างตางค์ต้องมาเสียคน บางครั้งคนดีก็กลายเป็นคนเลวได้ ถ้าเจอสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี”

 

“ดีแล้วแหละ จันทร์ช่วยคนตกทุกข์ได้ยากแบบนี้  จันทร์ได้บุญนะลูก อย่างที่ลูกพูดก็ถูก  บางทีคนดี ๆ แต่ไปอยู่ไปเจอสิ่งแวดล้อมแย่  ๆ ก็อาจเสียคน ชีวิตติดลบก็เป็นได้  แหม ตอนแรกแม่ก็นึกว่าจันทร์นี่ตาแหลม พาเด็กมาให้แม่ผลักดันเข้าวงการบันเทิง”

 

“ไม่ใช่เลยครับแม่ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ที่ผมพาตางค์มาอยู่ เพราะว่าสงสารเค้า ” ครูจันทร์หันไปยิ้มกับแม่ของตน แต่ก็ยังแปลกใจในชื่อสตายุ ว่ามาจากไหน

 

“อ้าว และชื่อสตายุละ มาจากไหน”

 

“อ๋อ ชื่อนี้ ผมเป็นคนตั้งให้ครับ  ตอนแรกตางค์เค้าก็จะไม่เอาหรอกครับ แต่ผมก็ขอร้องแกมบังคับ เผื่อว่าจะได้ลบปมในใจของเค้าได้บ้าง ผมเลยเรียกเค้าว่าตาร์ แต่ก็มีบ้างบางครั้งครับ ที่ผมหลุดปากเรียกเค้าตางค์เพราะว่าชิน”

 

“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง ไม่น่าหละ เมื่อกี้จันทร์ถึงได้พูดชื่อตางค์ แม่เก็ทและ” แม่ของครูจันทร์กล่าว

 

“เฮ้อ ชีวิตคนเรานะ มันมีปัญหาหมด นี่ถ้าจันทร์ไม่ได้เล่า แม่ก็ไม่รู้หรอกนะเนี่ย  เพราะว่าถ้าดูจากภายนอก  หน้าตา ผิวพรรณดูดีเลยนะ นี่ถ้าจับแต่งตัวหน่อย  เป็นลูกคุณหนูได้เลยนะเนี่ย  ว่าแต่ เห็นจันทร์บอกว่าตางค์เค้าอยู่สลัม  แต่ทำไมดูหล่อดูดีขนาดนี้หละ”

 

“พ่อแม่ตางค์เค้าหน้าตาดีนะครับ ตางค์ก็เลยดูดี  เรียกได้ว่ามีต้นทุนมาดี  และอีกอย่างตางค์เค้าก็เป็นคนสะอาดสะอ้านนะครับ ผมสอนเค้าตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าอย่าทำตัวสกปรกซกมก อย่าทำตัวเหม็น เข้าใกล้ใครเค้าจะได้รัก จะได้เอ็นดู ไม่รังเกียจ อีกอย่าง  เค้าก็เป็นคนหัวอ่อนด้วยครับ  เชื่อฟังที่ผมสอนไปทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต และเรื่องเรียน ตางค์เค้าหัวไว และก็ขยันมากครับ คือเหมือนตัวเค้าเอง ก็อยากจะหลุดพ้นจากสภาพที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้   เมื่อก่อนตอนยังเป็นเด็ก ตางค์เค้าก็เป็นเด็กน่ารักร่าเริงเหมือนเด็กทั่วไป แต่พอตั้งแต่ ป 5 ขึ้นมาเค้าก็ค่อนข้างเก็บตัว และมาพีคสุดตอน  ม 1 เนี่ยแหละครับ ผมกลัวเค้าจะเป็นโรคซึมเศร้า  ว่าง ๆ ช่วงพักกลางวัน หรือหลังเลิกเรียน ผมต้องนั่งเป็นเพื่อนเค้าแทบทุกวัน  และก็บ่อยครั้ง ที่ผมแอบร้องไห้คนเดียว บางวันก็ไม่เงินมาซื้ออาหาร ต้องกินน้ำก๊อกโรงเรียน ผมเลยต้องเอาอาหารไปแบ่งให้เค้ากิน  โชคดีครับ ที่ตางค์เค้ากินง่ายยู่ง่ายครับ และก็กินของแต่มีประโยชน์” ครูจันทร์อธิบายให้ผู้เป็นแม่ฟัง

 

“อ๋อ ที่จันทร์บอกว่าจะเอาอาหาร ไปให้นักเรียน คือเอาไปให้เด็กคนนี้”

 

“ใช่ครับแม่”

 

“เฮ้อ บางครั้งเราดูข่าว ดูละคร เราก็ว่าเรื่องนี้มันจะมีในสังคมหรอ  มันจะมีในสังคมจริง ๆ มั้ย  นี่ก็พิสูจน์เห็นแล้วว่า มันมีในสังคมจริง ๆ  บางครั้ง สิ่งที่ไม่ได้ออกข่าว หรือว่าลงตามโซเชี่ยลมีเดี่ยใช่ว่าจะไม่มี”

 

“ตอนนี้ทางเราก็ได้แต่ดูแลกันไป ทั้งเรื่องสภาพจิตใจ และเรื่องการเรียน”

 

“และก็เรื่องงาน”  ผู้เป็นแม่พูดเสร็จและก็ยิ้ม เพราะในใจของตน มองว่าเด็กคนนี้ น่าจะอยู่ในวงการบันเทิงได้อย่างสบาย ๆ เพราะผ่านปัญหามาเยอะ 

 

“ยังไงครับแม่”  ผู้เป็นลูกไม่เข้าใจในท่าทางที่เบาใจขนาดนี้ ในเรื่องงานของเด็กสตางค์

 

“เมื่อกี้ จันทร์บอกว่า ตางค์เป็นคนอยู่ง่าย กินง่าย” ผู้เป็นแม่มองไปที่หน้าของลูกชาย โดยพูดเน้นคำิ  “แบบนี้ก็ดีเลย น่าจะอยู่วงการบันเทิงได้อย่างสบาย ๆ แม่รับรองเลยนะ ว่าเด็กคนนี้ ต้องดัง คอนเฟิร์ม” แม่ครูจันทร์พูดอย่างมั่นใจ ซึ่งตรงกันข้ามกับผู้เป็นลูก เพราะในใจเอง ยังกังวลความรูสึกของหนุ่มน้อย เพราะหากไปเจอบทที่กระทบกระเทือนอารมณ์ อาจจะทำให้เตลิดไปได้ และตอนนี้ หัวใจของหนุ่มน้อยเองก็เปราะบางเหลือเกิน

 

“ของอย่างนี้คงต้องค่อยเป็นค่อยไปนะครับคุณแม่ ยิ่งตางค์เป็นคนไม่ค่อยมั่นใจแบบนี้แล้ว ผมยิ่งอดห่วงไม่ได้ ในวงการบันเทิง และอีกอย่างที่ผมเป็นห่วงคือ เวลาเป็นดารา มันไม่ใช่ถ่ายละครและก็จบ ไหนจะต้องเจอนักข่าว เจอสื่อโซเชี่ยลมีเดี่ยต่าง ๆ เจออะไรต่อมิอะไร ผมกลัวว่าตางค์จะรับไม่ไหว ยิ่งปัญหาที่ตางค์เจอมามันเกินเด็ก ผมก็เลยอดห่วงไม่ไหว”

 

“แหม มันก็ไม่ได้วันนี้ พรุ่งนี้ ของแบบนี้   แม่ก็รู้ว่ามันก็ต้องค่อยเป็นค่อยไปอยู่แล้ว  ลูกไม่ต้องห่วงว่าแม่จะไปเร่งรัด แม่ไม่ยอมให้เด็กของลูก  ไม่สิ  คนของเราต้องบอบช้ำ และก็หนีเตลิดไปหรอกน่า ” แม่ครูจันทร์พูดด้วยท่าทีสบายใจ 

 

“เอ๊ะ ว่าแต่ลูกเองพักหลังจะรู้เรื่องพวกวงการบันเทิงดี เปลี่ยนใจยังทันนะลูก  ลาออกจากครู และมาทำอะไร ๆ ที่มันมีสีสันกว่าเยอะดีกว่ามั้ยน้า ตอนนี้ลูกเองก็ยังไม่ได้แก่ พอได้อยู่น้า” แม่ครูจันทร์พูดหยอดลูกทั้งที่ในใจลึก ๆ ก็รู้ว่าต่อให้พูดอย่างไร ลูกของตนไม่มีทางชอบวงการบันเทิงอยู่แล้ว

 

“ไม่ดีกว่าครับแม่ ผมไม่ชอบ”  ผู้เป็นลูกพูด และพรางหลบสายตาไปทางอื่น 

ส่วนภายในห้องครัว ผมกับพี่กฤตก็ยังคงล้างจานต่อให้เสร็จ และตอนนี้ใกล้จะเสร็จแล้ว  เหลืออีกเพียงไม่กี่ใบ

 

“ตาร์ พี่ขอไปห้องน้ำก่อนนะ ข้าศึกบุก เดี๋ยวพี่กลับมาช่วยต่อ”  ผมเข้าใจคำว่าข้าศึกบุกของพี่กฤตหมายถึงอะไร ซึ่งนั่นก็คือปวดอุจจาระนั่นเอง พี่กฤตพูดเสร็จก็เดินออกจากอ่างล้างจานทันที

 

“ครับพี่กฤต แต่ก็ไม่เป็นไรก็ได้ครับพี่กฤต อีกสองสามใบจะเสร็จแล้ว” ผมหันไปบอกพี่กฤตตอนเดินออกจากครัว

 

“อ้าว และตาร์หละ” ผมได้ยินเสียงคุณย่าแทรกเข้ามา

 

“ตาร์ล้างจานอยู่ครับ ตอนนี้ผมปวดขี้”  และพี่กฤตก็วิ่งขึ้นไปข้างบนอย่างไว สงสัยทนไม่ไหวจริง ๆ

 

“เรานี่ ทำตัวเป็นเด็ก ๆ อีกไม่นาน ก็จะเข้ามหาวิทยาลัยอยู่และ”  ผู้เป็นย่าพูดไปยิ้มไป ส่วนผมก็แอบยิ้มอยู่ในครัว พี่กฤตเค้าดูร่าเริง หน้าก็อ่อนกว่าวัย ผิดกับผมที่ดูไม่มีชีวิตชีวาเท่า ผมวางจานใบสุดท้ายลงไปที่ชั้น ยิ่งเห็นเครื่องจานชาม ขาวของเครื่องใช้ในครัวที่ดูดีมีราคา ก็ยิ่งนึกถึงพ่อแม่ที่บ้าน  ครอบครัวที่นั่นจะอยู่จะกินอะไร   ผมเองไม่ได้คาดหวังว่าจะให้หรูหราดูดีเหมือนที่นี่ แต่อย่างน้อย ขอให้พร้อมหน้าพร้อมตาก็พอ  ผมมองตัวเองที่อยู่สุขสบายแบบนี้ ถามตัวเอง นี่เราเห็นแก่ตัวรึเปล่า จนในที่สุด ผมก็ร้องไห้ออกมา ในใจตอนนี้มันทั้งสับสน มันบอกไม่ถูก ว่าชีวิตจะไปต่ออย่างไร แต่และแล้ว ก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเสียงพี่กฤตนำตัวมา ผมเอามือปาดน้ำตา รีบเช็ดแบบในละคร

 

“พี่มาช่วยตาร์แล้ว”

 

“อ่อครับ ๆ  พี่ เสร็จแล้วครับ เสร็จพอดีเลย” ผมมองพี่กฤตตรง ๆ อย่างไม่หลบสายตา กลบความเศร้าเอาไว้ในใจ พูดกับพี่กฤตด้วยท่าทีสดใสร่าเริง  และมั่นใจแน่นอนว่าพี่กฤตดูไม่รู้หรอกว่าร้องไห้เมื่อกี้ เพราะน้ำตามันก็ออกแค่นิดเดียว

 

“อ้าว ตาร์ร้องไห้ทำไม ใครทำอะไร” ผิดคาดครับ พี่กฤตจับได้ ทำไมเก่งจัง ดูรู้ด้วย

 

“อ่อ แค่ตาแดงนะครับ” และผมก็ยิ้มกลบเกลื่อนต่อ

 

“เครียดเรื่องครอบครัวใช่มั้ย” พอพี่กฤตพูดเสร็จ  ผมหลับตา และพยักหน้าอย่างไม่สามารถ ปฏิเสธได้ คราวนี้น้ำตามันไหลออกมาอีกรอบ ความสับสนที่ปิดบังอยู่ภายในใจมันแสดงออกมาอีกครั้งอย่างไม่ต้องกั๊ก   คำพูดที่รู้ใจของพี่กฤตมันแทงใจผมเข้าอย่างจัง มันเจ็บปวดเหมือนโดนมีดกรีดใจ  คำพูดของแม่เมื่อวานมันกึกก้องเข้ามาในใจอีกครั้ง

 

“ผมเห็นแก่ตัวใช่มั้ย ที่มาอยู่สุขสบายคนเดียวแบบนี้” ผมจ้องตาพี่กฤตด้วยความหวังที่จะฟังคำว่าไม่ เพราะถ้าคำตอบมันคือใช่ ความเจ็บในใจ มันยิ่งลึกเข้าไปข้างในกลายเป็นตราบาปในใจที่ฝังแน่น

 

“ไม่หรอกตาร์ การที่ตาร์มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ พี่ว่าลึก ๆ แล้ว ๆ แม่ของตาร์ท่านก็น่าจะดีใจ แต่ท่านไม่รู้จะแสดงออกด้วยวิธีไหน  ท่านก็เลยต้องแสดงออกแบบนี้ พี่ว่าตาร์ทำใจให้สบาย ตั้งใจเรียน ทำงานที่ดี และกลับไปตอบแทนท่านก็ยังไม่สาย”      พี่กฤตพูดให้กำลังใจผม เพื่อให้ผมนั้นมีกำลังใจ และสามารถ ก้าวต่อไปได้โดยไม่ต้องกังวล ทั้งที่ความเป็นจริง อยากจะบอกว่า ถ้าผมอยู่ที่เดิมนั่น ก็คงไม่ได้มีอนาคตแบบคนอื่นเค้า เพราะว่าพ่อแม่พี่น้องเป็นคนไม่ดี  วัน ๆ ยุ่งแต่สิ่งอบายมุข  มาอยู่ที่นี่แหละ ดีแล้ว พูดแบบนั้นไปก็คงจะไม่ได้ เพราะรู้ดี ว่าตาร์เป็นคนที่รักครอบครัวมาก เผลอ ๆ ถ้าพูดไปแบบนั้น น้องคงยิ่งเครียดและกดดันหนักเข้าไปใหญ่  การปลอบประโลมแบบนี้ ดูจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด

 

พอผมฟังพี่กฤตพูดแบบนั้น ก็พยักหน้า แต่การพยักหน้าครั้งนี้ ต่างจากครั้งแรกตรงที่ ครั้งนี้เป็นการเตือนสติของพี่กฤตมากกว่า คำพูดปลอบใจแบบมีเหตุผลของพี่กฤตช่วยให้ผมควรตั้งสติให้มาก เราควรคำนึงถึงปัจจุบัน  และทำวันนี้ให้ดีที่สุด พอมีสติแล้ว คำถามแรกที่ถามพี่กฤต ก็คือ

 

“เมื่อกี้พี่รู้ได้ไงว่าผมร้องไห้อยู่”

 

“พี่นะ เคยเรียนการแสดง และก็เล่นละครมาบ้าง พี่พอดูออก ว่าถ้าทางแววตา แบบไหนมันดูไม่จริง ตอนที่ตาร์บอกพี่ว่าล้างจานเสร็จแล้ว มันดูเว่อร ๆ ไปนิดนึง อีกอย่าง ตอนก่อนที่พี่ขึ้นไปข้างบน ตาของตาร์เองก็ไม่ได้แดง อยู่ ๆ  มันจะตาแดงกระทันหันได้อย่างไร

 

“โหพี่ เก่งจังครับ  วิเคราะห์ได้ขนาดนี้เลยหรอ”

 

“เก่งเกิ่งอะไรกันละ มันเป็นหลักจิตวิทยาทั่ว ๆ ไปนะแหละ ถ้าตาร์พอมาเรียนการแสดง มาเล่นละครแบบพี่ ตาร์ก็ดูรู้ แต่ตอนที่ตาร์พูดเรื่องแม่เมื่อกี้ เป็นความจริง เพราะแววตาของตาร์ดูจริงใจ ไม่ได้โกหกอยู่”

 

“พี่กฤตเป็นดารามานานแล้วหรอครับ”

 

“ก็ไม่เท่าไหร่หรอก ไม่กี่ปีเอง ตอนนี้ละครก็แค่ถ่ายอยู่ ยังไม่ได้ออนแอร์ พี่ยังไม่ได้ดังอะไรหรอก เดินไปไหน ก็ไม่มีคนรู้จักมากมายถึงขนาดมาขอถ่ายรูป ของแบบนี้มันต้องใช้เวลา” พี่กฤตพูดเสร็จและก็ยิ้ม

 

“ตาร์อยากทำอาชีพนี้บ้างมั้ยละ ถ้าชอบ เดี๋ยวพี่ช่วยคุยกับคุณย่าให้”

 

“ไม่หรอกครับ ผมไม่หล่อเหมือนพี่กฤต”

 

“โห อย่างตาร์เนี่ยนะ ไม่หล่อ พี่ว่าก็น่ารักดีนะ หน้าตาหล่อแถมยังดูมีเอกลักษณ์ดีอีกด้วย” พี่กฤตชม ผมก็ได้แต่อมยิ้ม แต่เอาเข้าจริง ๆ ผมก็ทำไม่ได้หรอกครับ เพราะผมก็ไม่ได้กล้าแสดงออกอะไรขนาดนั้น ความมั่นใจก็ไม่ได้มีกับเค้า

 

“ไปข้างนอกกันดีกว่า ป่านนี้ทุกคนคงรอเรานานแล้วหละ” ว่าแล้วพี่กฤตก็เปิดตู้เย็นหยิบแอ้ปเปิ้ลไปหนึ่งลูก เพื่อไปกินหลังอาหาร ผมเดินตามพี่กฤตออกไป  ผมและพี่กฤตเดินไปตรงที่ห้องรับแขก พี่กฤตนั่งดูทีวีที่โซฟา และผมก็รู้ตัวดีว่าผมเป็นใคร เลยนั่งลงบนพื้น เรามาอยู่กับผู้มีบุญคุณแบบนี้แล้ว อย่าทำตัวเสมอเหมือน

 

“ตาร์  นั่งบนโซฟาสิ  เนี่ยมีที่อีกตั้งเยอะ นั่งข้างครูเค้าก็ได้” แม่ครูจันทร์พูด แต่ที่ว่างตรงนั้นเป็นที่ข้าง ๆ ครูกันต์น้องชายครูจันทร์ ผมนั่งลงข้าง ๆ ครูกันต์อย่างสุภาพ  สำผัสได้ถึงเบาะผ้าสีสะอาดตาอย่างดี ต่างกันลิบลับกับบ้านผม  และคุณย่าท่านก็เอามือมากุมมือผม สายตามองมาอย่างตั้งใจ ผมสำผัสได้ถึงความอบอุ่นจากผู้ใหญ่ที่มีใจเมตตา

 

“ตาร์  ฟังย่านะ  มาอยู่ที่แล้วนะลูก เราไม่มีการแบ่งชนชั้น เรารักตาร์เหมือนคนในครอบครัว ตาร์อยู่ที่นี่ ทำตัวสบาย ๆ นึกเสียว่าที่นี่เป็นบ้านของตาร์เอง ส่วนเรื่องงานบ้าน เราไม่มีใครใช้ใคร เราแค่ช่วยกันทำ ตาร์อยู่ที่นี่ให้สบายทั้งกาย สบายทั้งใจนะลูก ไม่ต้องคิดอะไรมาก  ส่วนเรื่องกลับไปเยี่ยมบ้าน ย่าอนุญาติ ได้เท่าที่ตาร์อยากไป แต่ย่าก็ยังยืนยัน อยากให้ตาร์อยู่นี่ อยู่ เพื่ออนาคต อยู่เพื่อรับอะไรใหม่ ๆ” และคุณย่าก็ยิ้มอ่อน ๆ  ใจนึกสงสารเด็กคนนี้ และก็อยากจะพูดอะไรมากกว่านี้ ถึงเรื่องที่บ้าน ถึงเรื่องอะไรต่อมิอะไร  แต่ตอนนี้ คงจะพูดอะไรไปมากไม่ได้ เพราะเดี๋ยวจะกระทบจิตใจ เพราะตน ก็รู้ดี ว่าเด็กหนุ่มนั้นเจออะไรมา

 

“ครับ คุณย่า ผมขอบคุณ คุณย่า ครูจันทร์ ครูกันต์ และก็ทุกคนที่นี่มากครับ ผมสัญญาว่า จะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง” ผมมองไปที่ทุกคน และพูดอย่างแววตามีความหวัง ผมโชคดี ที่อย่างน้อย เจอครูดี และครอบครัวของครูจันทร์ ก็ต้อนรับและให้ความอบอุ่นอย่างดี  ที่อยู่ก็สุขสบาย และสะอาดตา ไม่รกเหมือนที่บ้านผม  แต่สิ่งแวดล้อมดี ๆ แบบนี้ ก็ทำให้ผมคิดถึงบ้านที่อยู่ในสลัมไม่ได้ ถึงแม้ว่าที่นั่นจะขึ้นชื่อว่าสลัม อย่างไร มันก็คือบ้านผม ที่ผมเกิดและโตมาจนถึงทุกวันนี้  และที่สำคัญ เป็นห่วงพ่อ แม่ และพี่แบ้งค์ อยากให้พวกเค้าคิดได้  จะได้มีชีวิตที่ดีกว่านี้ แต่ก็อย่างที่ครูจันทร์พูด ถ้าเรามีเงินมากพอ เราก็สามารถช่วยเหลือพวกเค้าได้ เพราะฉะนั้น ทางนี้ คือทางรอดทางเดียวที่มีอยู่

 

“บอส ไปเอาแอ๊ปเปิ้ลมาสิลูก ย่าซื้อไว้เก็บอยู่ในตู้เย็น” บอสเดินไปเอาเดินไปเอาแอ้ปเปิ้ลมา4ใบ  ครูกันต์เป็นคนช่วยปลอกและวางไว้ที่จาน ผมมองดูว่าน่าทานดี

 

“ตาร์กินสิ” ครูกันต์บอกกับผม ผมหยิบแอ้ปเปิ้ลกิน รสชาติมันหวานกรอบมากเลยครับ ในระหว่างนั้น คุณย่า หยิบแท้ปเล็ตขึ้นมาเช้ค ผมมองดูคุณย่า ดูทันสมัยมากเลยครับ ไม่เหมือนคนแก่ทั่ว ๆ ไป

 

“ บอสพรุ่งนี้มีถ่ายโฆษณาขนม อย่าลืมรีบนอนนะครับ ต้องไปถึงกอง ตอน 7 โมงครึ่ง  พอตอน หกโมงเย็น มีเดินแบบที่สยามต่อ”  คุณย่าเตือนบอส  ในระหว่างที่ดูแท้บเล็ตไปด้วย  คำพูดที่คุณย่าพูดกับลูกหลานของตน ต่างกับคำพูดที่ผมได้ยินมาทั้งชีวิต

 

“ทราบแล้วคร้าบคุณย่า”  บอสพูดอย่างเสียงอ้อน ๆ ลากยาว และแล้วโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา คุณย่ารับสาย

 

“สวัสดีคะ คุณบัว มีอะไรให้รับใช้คะ” คุณย่าพูดด้วยเสียงอย่างสุภาพ ด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม ฟัง ๆ ดูแล้ว เหมือนว่าคู่สนทนาจะพูดเรื่องบอส

 

“น้องบอสหรอคะ ตอนนี้ยังรับงานไม่ได้นะคะ น้องยังอยู่  ม 5 ย่าเป็นห่วงเรื่องการเรียนะคะ เอาอย่างงี้คะ เดี๋ยวอีกไม่กี่ปี น้องก็จะอยู่มหาลัยแล้ว เดี๋ยวย่าเสนอค่ายละครของคุณบัวคนแรกเลยคะ” คุณย่าพูดไปยิ้มไป ผมหันไปมองคุณย่า แปลกใจว่า ทำไมท่านถึงดูสมัยใหม่จัง แต่ดูเหมือนว่า ทุกคนจะชินกับท่าทางแบบนี้ไปซะแล้ว

 

“ทราบคะ  ใครได้เล่นละครของคุณบัว คนนั้นต้องดังเปรี้ยงแน่นอน”

 

“คะ ขอบคุณมากนะค้ะ ที่นึกถึงน้อง ไว้มีโอกาส เราได้ร่วมมือกันแน่นอนคะ” พอเสร็จแล้วคุณย่าก็วางแท้บเล็ตลง และชำเลืองมองนาฬิกา และหันไปทางบอส

 

“สามทุ่มแล้ว บอสขึ้นนอนเถอะลูก”

 

“ครับ คุณย่า” บอสรับคำ และก็เดินขึ้นข้างบนไป ส่วนพี่กฤตกำลังจะหยิบแอ้ปเปิ้ลอีกลูกขึ้นมา  แต่คุณย่าเบรคไว้     เพราะว่าพี่กฤตพรุ่งนี้มีถ่ายละคร

 

“หยุดเลย คุณกฤตภพ พรุ่งนี้ มีถ่ายละครไม่ใช่หรอค้ะ” คุณย่าพูดชื่อจริง ชี้นิ้วออกคำสั่งทีเล่นทีจริง เพื่อปรามพี่กฤตให้ขึ้นนอน

 

“แค่ลูกเดียวเอง คุณย่า น้า นะ นะ” พี่กฤต หันไปอ้อน กอดคุณย่า คุณย่ายิ้ม แต่ไม่ใจอ่อนง่าย ๆ แต่ในใจก็นึกเอ็นดูหลานคนนี้

 

“พอเลย ๆ  ลูกเดียวก็ไม่ได้ นี่สามทุ่มแล้วนะลูก กินมาก ๆ ตอนกลางคืน เดี๋ยวก็อ้วนแย่หรอก พรุ่งนี้ก็มีซีนตอน 7 โมงเช้า ไม่ใช่หรอ เสร็จแล้วก็ต้องไปอัดรายการต่ออีก เดี๋ยวถ่ายออกมา ไม่หล่อ ย่าไม่รู้น้า” คุณย่าทำท่าทางไม่รู้ไม่ชี้

 

“ก็ได้คร้าบ คุณย่า” พี่กฤตนี่นิสัยเหมือนเด็ก ๆ เลยครับ ขี้อ้อนมากถึงมากที่สุด ต่างจากบอส ที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย แถมยังพูดน้อยอีกต่างหาก ถ้าโตอีกหน่อย คงดูมาดนักธุรกิจแน่ ๆ เลย พอพี่กฤต พูดเสร็จก็ขึ้นข้างบน ผมหันไปมองพี่กฤต ก็ขอตัวขึ้นข้างบนอีกคน ไม่ใช่เพราะว่าพรุ่งนี้มีถ่ายละครอะไรกับเค้าหรอก เพียงแต่ว่า พรุ่งนี้ใกล้สอบแล้ว

 

“ผมขึ้นบ้างดีกว่าครับคุณย่า” ผมบอกคุณย่า

 

“อ้าว ทำไมหละตาร์ นั่งอยู่ด้วยกันก่อนก็ได้นี่ พรุ่งนี้ตาร์ไม่ได้ไปไหนไม่ใช่หรอ” ครูจันทร์หันมาพูดกับผม

 

“นั่นสิตาร์ พรุ่งนี้วันเสาร์ ย่าให้อยู่ได้ถึง 4 ทุ่ม” ผู้เป็นย่าบอกกับผม

 

“ช่วงนี้ใกล้สอบแล้วอะครับ ผมว่าจะดูหนังสืออีกนิด” และผมก็ขึ้นนอนพร้อมบอสและก็พี่กฤต ปล่อยให้ ครูกันต์ ครูจันทร์ และก็คุณย่า นั่งดูทีวีกันตามลังพัง ทันทีที่ผมขึ้นไป บทสนทนาของทั้งสามคนก็ได้เริ่มขึ้น 

 

 

“ขอบคุณมากนะครับ คุณแม่ ที่ดูแลเจ้ากฤต และก็เจ้าบอสมันอย่างดี”  ครูจันทร์พูด

 

“ขอบคงขอบคุณอะไรกันหละจันทร์ ลูกจันทร์ก็เป็นหลานย่า ย่าก็ต้องดูแลอย่างดีสิ จะปล่อยทิ้งขว้างกันได้อย่างไร” แต่พอคุณย่าพูดเสร็จ สีหน้าครูจันทร์ก็ยังคงเครียด เหมือนมีอะไรเก็บไว้ในใจ แต่ก็พ้นสายตาผู้เป็นแม่ไม่ได้ ส่วนครูกันต์ที่นั่งอยู่ตรงนั้น ก็หันมาชำเลืองมองนิดนึง แต่ไม่ได้พูดอะไร

 

“มีอะไรรึเปล่า จันทร์ เครียดเรื่องตาร์หรอ เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงเลยนะ แม่รักเท่า ๆ กันหมด จันทร์เอาตาร์มาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม แม่เชื่อ ว่าจันทร์พิจราณาอย่างดีแล้ว ดีซะอีก มีหลานเพิ่มอีกหนึ่งคน”

 

“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกครับคุณแม่  แต่ยังเครียดเรื่องแม่ของกฤต เค้าแหละ ใจผมนะ อยากให้เค้ามาอยู่กับเรา เป็นครอบครัวกันเหมือนเดิม  นี่ถ้าวันนั้นผมไม่.............” ครูจันทร์จะพูดต่อ แต่ผู้เป็นแม่ได้สกัดเอาไว้ เพราะว่าครูจันทร์ได้พูดถึงเรื่องนี้หลายรอบแล้ว

 

“พอเถอะจันทร์ อย่าหาว่าแม่อย่างนู้นอย่างนี้เลยนะ  เรื่องลูกกับแพรวามันก็จบไปตั้งนานแล้ว  แม่ว่าอย่ารื้อฟื้นมันเลยดีกว่า แม่ขอโทษ ที่เบรคจันทร์กลางอากาศแบบนี้ แต่เรื่องนี้มันผ่านมานานแล้วจริง ๆ นะ ลูกก็มีชีวิตของลูก  กฤตกับบอสก็กำลังไปได้ดี ทั้งการเรียน การงาน  ไม่มีชีวิตใครหรอกนะลูก ที่สมบูรณ์แบบไปซะหมด  ที่แม่พูดเนี่ย อยากให้ลูกทำใจได้แล้วนะ” ครูจันทร์ถอนหายใจ

 

“นี่ถ้าผมไม่กินเหล้า และไปเผลอนอกใจแพรวา  ไปมีอะไรกับคนอื่นจนมีเจ้าบอส เรื่องแบบนี้มันก็คงไม่เกิดขึ้น  ผมก็คงไม่มานั่งทุกข์ใจแบบนี้”

 

“และจะทำยังไงได้หละจันทร์ ในเมื่อปัญหามันเกิดขึ้นไปแล้ว และเราก็ไม่สามารถย้อนเวลาได้ สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ คือทำวันนี้ให้ดีที่สุดไม่ใช่หรอ ลูกก็บอกกับตาร์เองไม่ใช่หรอว่าให้ลืมอดีตที่เลวร้าย แต่คนที่จมอยู่กับอดีต คือลูกเอง และอีกอย่าง แม่ก็มองว่าเจ้ากฤตเอง ก็ดูสดใสร่าเริง เหมือนเด็กปกติ ไม่ได้มีปัญหาอะไรอย่างที่จันทร์มองเลย  นี่ และที่สำคัญ อย่าพูดเรื่องนี้ให้บอสมันได้ยินเด็ดขาด เดี๋ยวเด็กมันจะคิดมาก”

 

“ไม่หรอกครับแม่ เรื่องนั้นผมระวังอย่างดี”

 

“และเรื่องตาร์จะเอายังไงต่อไป เอกสารอะไรได้เอามาด้วยมั้ย”  พอพูดถึงเรื่องนี้ ครูจันทร์ก็หนักใจอีกรอบ เพราะว่าตนเอง นั้นมีแต่เอกสารการเรียน  แต่เอกสารที่อยู่ อยู่กับที่บ้านทั้งหมด  คิดแล้ว ครูจันทร์ก็ถอนหายใจอีกรอบ

 

“ผมนะ มีแต่เอกสารการเรียน ส่วนทะเบียนบ้าน หรือเอกสารเกี่ยวกับบ้านของตาร์นั้นอยู่ที่บ้านเค้าครับ และผมก็ว่ามีโอกาสสูง ที่แม่ตาร์เค้าจะไม่ให้  ผมยังมืดแปดด้านไปหมดเลยครับ ว่าจะทำอย่างไรดี ยิ่งทางครอบครัวตาร์เค้าเป็นคนแรง ๆ ด้วย ผมกลัวว่าตาร์จะอาย และกลับไปอยู่กับทางนู้น”

 

“แม่ว่าต้องมีทาง เดี๋ยวแม่จะปรึกษาพวกนักกฏหมายให้ช่วยเรื่องนี้ แม่ว่า ตอนนี้ จันทร์อย่าเพิ่งคิดอะไรมาก  ทำใจให้สบาย ๆ  เดี๋ยวมีปัญหาอะไร แม่ช่วยเต็มที่ จันทร์ของแม้เก่งอยู่แล้ว”

 

“ขอบคุณครับแม่”

 

“นี่ ว่าแต่ เราคุยกันอยู่สองคนรึเปล่าเนี่ย กันต์ แกจะพูดอะไรบ้างมั้ยเนี่ย  นี่ฉันนึกว่าแกไม่อยู่”

 

“ก็ ผมไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรนี่ครับแม่” ครูกันต์หันไปยิ้มอย่างแก้เก้อ ก็ไม่รู้ว่าตนจะแนะนำ หรือพูดอะไรไป เพราะคนที่ให้คำปรึกษาที่ดี ก็คือแม่ของตน

 

“ก็ให้คำปรึกษา ปลอบพี่แกบ้าง อะไรบ้าง นี่อะไรกัน นั่งดูทีวีตาแป๋ว” ผู้เป็นแม่พูดไปยิ้มไป หวังว่าจะให้ครูจันทร์รู้สึกผ่อนคลายจากความกังวลที่มีมาทั้งวัน

 

“สู้ ๆ นะพี่” พี่กันต์หันไปพูดแกมยิ้มกับครูจันทร์

 

“เออ”  ครูจันทร์ยิ้มกลับมา และครูกันต์ก็หยิบน้ำกิน

 

“เอ้อ กันต์ พี่ฝากอะไรเรื่องนึงสิ พรุ่งนี้แกอยู่บ้านรึเปล่า”

 

“อยู่ครับพี่ มีอะไรว่ามา”

 

“ฉันฝากแกติวอังกฤษตาร์เค้าหน่อยสิ ตาร์เค้าไม่ค่อยได้  เห็นตาร์เค้าบ่น ๆ อยู่ ช่วงนี้ก็ใกล้จะสอบแล้วด้วย”

 

“ได้เลยพี่  เดี๋ยวผมติวให้ได้ท๊อปไปเลย ระดับนี้แล้ว ติวใคร ได้ท๊อปทุกคน”  ครูกันต์คุยโว

 

“แหม โม้ เรื่องโม้แหละเก่ง”  ผู้เป็นแม่ ยิ้มแสยะปาก แต่ก็ยังยิ้มอยู่

 

“นี่แม่ ถ้าผมติวตาร์ได้ท๊อปอังกฤษ แม่ต้องซื้อทองแท่งให้ผมหนึ่งบาทนะอะ”  ครูกันต์ท้าทายผู้เป็นแม่ ส่วนครูกันต์นั่งยิ้ม

 

“น้อย ๆ หน่อยยะ แกเก็บเงินซื้อเองนู่น เงินเดือนแกออกจะเยอะ คอนโดที่กรุงเทพแกก็หรูหราไฮโซซะ ลำพังแค่ทองแท่งหนึ่งบาท ขนหน้าแข้งแกคงไม่ร่วงหรอกมั้ง”

 

“ก็ช่ายยยย แม่ แต่ผมอยากได้ของฟรี”

 

“ไม่ค่อยเลยนะแก  เอาอย่างนี้  ถ้าแกพูดโน้มน้าวให้ตาร์ยอมมาเป็นดาราได้หละก็ ฉันจะซื้อให้”

 

“โหแม่ มันต้องใช้ศาสตรชั้นสูงเลยนะนั่น และผมว่าอย่างตาร์แล้ว ท่าจะยาก” ครูกันต์ตอบ

 

“เดี๋ยวแกคอยดูฉันนี่ อย่างแกนะ กระจอก” ผู้เป็นแม่พูดเหยียด ครูกันต์

 

“และว่าแต่แกไม่อยู่ที่กรุงเทพหรอกหรอ ช่วงนี้ใกล้สอบ แกไม่มีติวหรือไง”

 

“มีครับ แต่ผมโดด”

 

“จะบ้าหรอแก และทางสถาบันเค้าไม่ว่าเอาหรอ”

 

“ล้อเล่นนะครับแม่  ผมลาเค้า บอกว่ามาเยี่ยมบ้านต่างจังหวัด”

 

“กรุงเทพกับสมุทรปราการมันก็ไม่ได้ไกลกันเท่าไหร่นะแก พูดซะอย่างกะอยู่ไกล”

 

“มันก็คือต่างจังหวัดไม่ใช่หรอครับแม่”  ครูกันต์เถียงตามหลักความเป็นจริง

 

“ก็ช่ายยยยยยยย แหมพ่อเถรตรง....... เฮ้อ ว่าแต่ พอพูดถึงกรุงเทพ ปีหน้าเจ้ากฤตมันอยู่มหาลัย   ฉันก็อยากก็ให้มันไปอยู่กรุงที่นั่น อาจจะเป็นคอนโดแก หรือไม่ก็ซื้อบ้านเก็บเอาไว้ให้มันอยู่  จะได้สะดวกเรื่องการเดินทาง เพราะต่อไป งานละครก็คงจะมีเยอะขึ้น เจ้ากฤตเอง จะได้รับงานละครอย่างเต็มที่ จะได้ไม่เหนื่อยเรื่องเดินทาง  ส่วนต่อไป เรื่องบอสกับตาร์ แม่เองก็ตั้งใจเอาไว้ว่า อยากจะให้ไปเรียนที่กรุงเทพ ไปเริ่มชีวิตใหม่ที่นั่น แกสะดวกมั้ยกันต์ ให้หลาน ๆ ไปอยู่ที่นั่น”

 

“ได้เลยครับแม่ ผมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ที่นั่นห้องหับก็มีเยอะแยะ อยู่ได้สบาย ๆ”

 

“ไม่ได้ซุกใครไว้นะ” ผู้เป็นแม่พูดขัดกลางอากาศ

 

“ซุกใครหละครับแม่  ไม่มี”

 

“จันทร์ ว่าไงลูก”

 

“ก็ดีนะครับ แม่ แต่ผมก็เป็นห่วงตาร์อีกนั่นแหละ ว่าเค้าจะไปมั้ย เพราะถ้าไปอยู่ที่นั่น มันก็ยิ่งไกลจากครอบครัวเค้า  มันก็เป็นไปได้ ที่เค้าจะไม่ไป” ครูจันทร์ตอบ

 

“เรื่องนั้นแม่ก็เข้าใจ  เดี๋ยวยังไง แม่จะค่อย ๆ คุย ค่อย ๆ ตะล่อมกันอีกที จันทร์กับกันต์อาจจะต้องช่วยแม่ด้วย แต่แม่ว่า ไม่น่ามีปัญหา แม่ว่า ตาร์น่าจะเป็นคนที่คิดอะไรเป็น  ไม่งั้นเค้าคงไม่ตัดสินใจมาอยู่ที่นี่หรอก” ผู้เป็นแม่ให้ความเห็น 

 

“ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็ดีครับ เพราะยังไง ถ้าเด็ก ๆ ได้เรียนที่กรุงเทพมันก็น่าจะดีกว่าเรียนที่นี่อยู่แล้ว ทั้งเรื่องวิชาการ ทั้งเรื่องสังคม” ครูจันทร์กล่าวคล้อยตาม

 

“และแกหละจันทร์ แกจะย้ายไปด้วยมั้ย”

 

“คงคิดดูก่อนแม่  ยังไง ผมก็ยังเป็นห่วงเด็กที่นี่  เด็กที่โรงเรียนนี้ ส่วนใหญ่มีปัญหาไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากตาร์ ไหนจะฐานะส่วนใหญ่ก็ยากจน ผมยังอยากดูแลเด็ก  ๆที่นี่อยู่”

 

“ฉันว่าแกควรไปนะจันทร์ เพราะอย่างน้อย ถ้าตาร์ไปอยู่ที่นั่น เค้าก็ควรมีใครสักคนเป็นที่ปรึกษา  และคนที่เค้าสนิทใจมากที่สุด ก็คือแกจันทร์ แต่แม่ก็ไม่ได้บังคับแกนะ ถ้าแกยังยืนยันว่าจะอยู่ที่นี่ ก็ตามใจ”

 

“และบ้านหลังนี้หละแม่  จะเอายังไง”  ครูกันต์ถาม

 

“บ้านหลังนี้หรอ บ้านหลังนี้ก็อาจจะขาย หรือไม่ก็ให้เช่า ไม่ก็เก็บไว้ให้กองถ่ายมาถ่ายละคร เอ้อ ฉันคิดออกและ บ้านหลังนี้จะเก็บเอาไว้ถ่ายละคร” ผู้เป็นแม่ปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันที  และสามคนแม่ลูกก็คุยกันสักพัก  เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันขึ้นนอน โดยเฉพาะผู้เป็นย่าและครูจันทร์จะต้องขับรถไปส่งพี่กฤต และบอสที่กองถ่ายแต่เช้า

เดี๋ยวมาต่อครับ ยังไม่จบ

เนื้อหาโดย: Niffy

นักวิชาการหญิงชาวมุสลิม ค้นพบวิธีรักษาเกย์ ชี้เป็นเพราะมีหนอนที่ตูด (มีคลิป)

รีวิวการทำ "ซิกแพค" โดยไม่ต้องออกกำลังกาย (ใจไม่ถึงไม่ต้องเข้ามาดู)
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: Niffy
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
 
 
ชื่อ
ดาวไร้เดือน ตอนที่ 2 เริ่มวันใหม่
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ

บิ๊กป้อม ตบนักข่าวที่ไหน มันแค่เรื่องหยอกล้อ

ใจกว้างดั่งมหาสมุทร เปิดวาร์ป น้องอีฟ โอนเงินให้สามีลงอ่างทีละเป็นหมื่น

คนเดี๋ยวนี้วิปริตขึ้นทุกวัน รุ่นพี่ส่งรูปลับแฟนเก่ามาให้รุ่นน้องดู แถมอยากให้ส่งต่อให้คนอื่นดูอีก

13 สีปัสสาวะ “บอกโรคประจำตัว” สีแปลกรีบเช็คด่วน

สุดเหี้ยม กระบะขับชนตาติดหน้ากระโปงรถ แล้วยังขับส่ายด้วยความเร็ว

แทค ภรัณยู ร้อน! llก้ผ้า โชว์ก้นขาวๆขอบสระน้ำ สงสัยจะร้อนจัด!

น่าไปล่องเรือที่หูเป่ย์ ประเทศจีน คนลากเรือที่นี่เขาไม่ใส่กางเกงกัน

เปิดภาพความฝัน”ชีวิตในแบบพอเพียง” ที่หลายคนอยากใช้ชีวิตแบบนี้สักครั้ง

ไม่มีอะไร ในกอไผ่!อย่าคิดไปไกล !ทส.”ป๋าเปรม”แจง ราชกิจจาฯ ลงประกาศ ยกเลิก”สมาคมมูลนิธิ พลเอกเปรม”

นิสิตสาว ม.ดัง ตกคอนโดฯ 7 ชั้น ดับอย่างมีเงื่อนงำ

ชาวบ้านตาดี เหลือบเห็นเลขเด็ดบนจุกน้ำเต้าของครูบาบุญชุ่ม ก่อนจะปิดวาจาเข้ากรรมฐาน 3 ปี 3 เดือน 3 วัน

ปล่อยๆๆ หนุ่มเข้ามาห้ามเพื่อน นึกว่าจะสู้เมีย สุดท้ายวิ่งหนีป่าราบ (คลิป)
Hot Topic อื่นๆของ Niffy
คุณหนูภูมิใจกับชาวสวนแบบฝึกหัดแม่กดThe student นักเรียน.....นักรัก
กระทู้อื่นๆในบอร์ด นิยาย เรื่องเล่า
Secret love รักลับฉบับสาวโก๊ะSecret love รักลับฉบับสาวโก๊ะผีปอบเอื่อมปัญหาขยะล้นหาด!
ตั้งกระทู้ใหม่