Smart Growth & Smart City: วาทกรรมลวงโลก
เดี๋ยวนี้คำว่า Smart City กำลังเฟื่อง ใครไม่พูดถึงคงดูเชยพิลึก ผมก็ได้แต่บอกว่าอย่าบ้าจี้ พร้อมด่าให้สำเหนียกสักนิดว่า อย่าเห็นขี้ฝรั่งหอม นั่นมันแค่วาทกรรม ลองมาฟังผม ดุษฎีบัณฑิตด้านการวางแผนพัฒนาเมือง (ไม่ได้ซื้อมา/ใช่ใช่จ่ายครบจบแน่) อย่างผมสักหน่อยประไร
ที่มาที่ไป: ยังไงกัน
ถ้าเรา Search คำว่า Smart City ในยุคใหม่ จะมีความเกี่ยวข้องกับการใช้ IT บ้าง AI บ้าง Big Data บ้าง ปะปนยำๆ ลงไปให้ดูขลัง ให้ดูร่วมสมัย หรือดูเท่ๆ บ้างก็อาจใส่คำว่าสิ่งแวดล้อม เขียวๆ พลังงานแสงแดด Ecosystem ระบบอัจฉริยะ หรือเรื่องผู้หญิง-คนพิการบ้าง ถ้าเป็นเมืองไทยคงต้องใส่คำว่า 4.0 เข้าไปด้วย เพื่อให้ดูสมกับการเป็นยุคใหม่ ทันโลกยิ่งขึ้น
คำว่า “Smart Growth” ที่ว่ากันว่าเป็นแนวคิดใหม่ในการผังเมืองมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา เกิดขึ้นเพื่อแก้การวางผังเมืองผิดๆ แบบเดิมจนกระทั่งหากไม่มีรถส่วนตัว ก็เท่ากับพิการ ไม่มีขา เพราะบ้าน ร้านค้า โรงเรียน ฯลฯ แต่ละแห่ง ห่างไกลกัน เดินกันไม่ถึง แต่ไทยเรายังเอาแนวคิดผังเมืองแบบ “พระเจ้าเหา” มาใช้
ว่าด้วย ‘Smart Growth’
แนวคิดนี้คือการพัฒนาเมืองโดยรวมศูนย์ความเจริญอยู่ภายในเมืองเพื่อป้องกันปัญหาการเติบโตอย่างไม่มีที่สิ้นสุดไปสู่ชานเมือง (Urban Sprawl) แนวคิดนี้จะมีองค์ประกอบเกี่ยวกับ คุณภาพชีวิตของชุมชน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ ที่อยู่อาศัยและการคมนาคมขนส่ง อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้ยังได้รับการต่อเติมให้ดูร่วมสมัยด้วยการพูดถึงการประหยัดพลังงาน การแก้ปัญหาโลกร้อนการมีส่วนร่วมของประชาชน
หลักการ 10 ประการสำคัญของแนวคิดนี้คือ การสร้างโอกาสที่อยู่อาศัยที่หลากหลาย การสร้างชุมชนที่เดินถึงกันได้ การสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน การสร้างอัตลักษณ์ของท้องที่ การตัดสินใจพัฒนาที่คาดการณ์ได้เป็นธรรมและคุ้มค่า การใช้ที่ดินแบบผสมผสาน การรักษาสภาพแวดล้อมที่ดี การมีทางเลือกการคมนาคมขนส่งที่หลากหลาย การพัฒนาชุมชนที่มีอยู่แล้ว (ไม่ใช่สร้างชุมชนใหม่) และการออกแบบอาคารที่มีประสิทธิภาพแต่ไม่หนาแน่นเกินไป
เหล้าเก่าในขวดใหม่
ทำไมที่สหรัฐอเมริกากำลัง ‘ฮือฮา’ กับแนวคิดนี้ เหตุผลก็คือตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา อเมริกาสร้างแต่บ้านแนวราบกินพื้นที่ออกไปนอกเมืองมากที่สุด ทรัพยากรถูกใช้ไปอย่างสิ้นเปลืองที่สุด จนใครต่อใครทราบดีว่าในอเมริกา หากใครไม่มีรถ ย่อมเหมือนคนพิการ ไปไหนไม่ได้ เพราะแต่ละที่ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้า สำนักงาน หรืออื่น ๆ ล้วนแต่ห่างไกลจากบ้านทั้งนั้น แต่อเมริกาก็พัฒนาอย่างสูญเปล่านี้ได้มานานเพราะมีเงินมาก จะบันดาลอะไรก็ทำได้นั่นเอง
ในระยะหลังมานี้อเมริกาจึงค่อยสำนึกได้ว่านี่เป็นการพัฒนาที่ทำร้ายตัวเองเป็นอย่างมาก จึงเกิดแนวคิด Smart Growth นี้ขึ้น ข้อนี้ไทยและประเทศในเอเชียจึงไม่ต้องตื่นเต้นมากนัก เพราะเมืองไทยเราดีกว่ามาก ในแง่นี้ขนาดในเวียดนามที่ผมเคยเป็นที่ปรึกษาของกระทรวงการคลังที่นั่นมาระยะหนึ่ง ก็ยังมีละแวกบ้านแบบพึ่งตนเองได้ จะซื้อหาอะไรก็มีอยู่แถวนั้น ไม่ต้องถ่อสังขารไปซื้อไกลถึงใจกลางเมือง ดังนั้นแม้แนวคิดนี้จะเพิ่งได้รับการโฆษณา แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องใหม่เสียทีเดียว ผมเชื่อว่านี่เป็นเพียงการ ‘Import’ วิธีการแบบตะวันออกไป ‘ใส่ตะกร้าล้างน้ำ’ ในอเมริกา แล้ว ‘Export’ ออกมาให้ชาวโลกได้ชื่นชมกันอีกต่อหนึ่ง
เขามุ่งทำเมืองให้แน่นแต่ กทม. มุ่งให้หลวม
บางคนมักอ้างว่ากรุงเทพมหานครหนาแน่นเหลือเกินเพราะมีความหนาแน่นของประชากรสูงถึง 3,800 คนต่อตารางกิโลเมตร ในขณะที่ประเทศไทยโดยรวมมีความหนาแน่นเพียง 133 คนต่อตารางกิโลเมตร จึงเสนอแนวคิดที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงให้ชะลอการเติบโตของกรุงเทพมหานคร โดยไม่ฉุกคิดว่า สิงคโปร์มีความหนาแน่นของประชากรเกือบ 7,000 คน หรือมากกว่ากรุงเทพมหานครถึงเกือบ 2 เท่า แต่กลับดูโล่งโปร่งสบายกว่า
เกาะแมนฮัตตันในนครนิวยอร์ก มีประชากร 1,634,795 คน แต่มีขนาดที่ดินเพียง 59.5 ตร.กม. หรือมีความหนาแน่นสูงถึง 27,476 คนต่อตารางกิโลเมตร นครนิวยอร์กโดยรวมมีประชากรถึง 8.3 ล้านคน มีความหนาแน่นของประชากรถึง 10,587 คนต่อตารางกิโลเมตร ดังนั้นแนวคิดที่ตั้งใจทำกรุงเทพมหานครให้โล่งจึงควรได้รับการทบทวนเป็นอย่างยิ่งเพราะเป็นแนวคิดที่จะมุ่งเก็บรักษาที่ดินในเมือง ซึ่งมักเป็นของผู้มีอันจะกินในวันนี้ไว้ (โดยไม่มีระบบภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง) และให้ผู้มีรายได้น้อยหรือรายได้ปานกลางจำต้องไปซื้อบ้านอยู่นอกเขตผังเมืองที่ไม่อำนวยให้สร้างอาคารชุดหรือสร้างได้ในความสูงที่จำกัด
การคิดผิดเพี้ยนของนักผังเมืองไทยกลับทำให้กรุงเทพมหานครในช่วง พ.ศ.2545-2554 มีประชากรลดลง 2% แต่ในเขตปริมณฑลกลับมีประชากรเพิ่มจาก 3.9 ล้านคน ในปี 2545 เป็น 4.7 ล้านคนในปี 2554 หรือ 21% หากในพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตรมีผู้อยู่อาศัย 3,600 คนตามค่าเฉลี่ยของกรุงเทพมหานคร ประชากร 1.2 ล้านคน ก็เท่ากับไปบุกรุกไร่นาเรือกสวนสีเขียวถึง 333 ตารางกิโลเมตร
ทำไมจึงเป็นไปได้
ทำไมในสหรัฐอเมริกาทำอะไรก็มักได้ ส่วนหนึ่งก็คือเขามีเงิน ประชากรมีรายได้มากกว่า จึงเก็บภาษีได้มากกว่า และเก็บในสัดส่วนที่มากกว่าไทย ของไทยเรา การเก็บภาษีท้องถิ่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็ยังไม่มี ชุมชนหรือท้องถิ่นก็มีรายได้จำกัด โอกาสที่จะทำอะไรมากจึงจำกัด การนำแนวคิดนี้มาใช้ก็คง ‘เลียนแบบ’ มาได้บางส่วน และทำตามกำลังแบบไหไหม้ฟาง
ในสหรัฐอเมริกา บ้านทุกหลังต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปีละ 1-2% ของมูลค่าตลาด ไม่ใช่ตามราคาประเมินทุนทรัพย์ของทางราชการไทย ซึ่งมักจะต่ำกว่าราคาตลาด เพื่อนำเงินเหล่านี้มาใช้พัฒนาท้องถิ่น การนี้ท้องถิ่นก็มีเงินเพียงพอที่จะพัฒนา ลำพังการอาศัยการบริจาคจากภาคเอกชนหรือชุมชน ก็คงได้ทำอะไรเพียงเล็กน้อยแบบ ‘ลูบหน้าปะจมูก’ หรือ ‘ไฟไหม้ฟาง’ ดังนั้นการหวังให้ประชาคม บริษัทห้างร้าน มูลนิธิ ฯลฯ เข้าช่วยผลักดันแนวคิด ‘Smart Growth’ จึงมีความเป็นไปได้ที่จำกัด
ทำอย่างไรให้สำเร็จ
แนวคิดการพัฒนาเมืองให้มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะด้วยวาทกรรมใหม่หรือเก่าใด ๆ นั้น จะเป็นจริงได้ ก็อยู่ที่ผู้บริหาร เช่น นายกเทศมนตรี ผู้นำชุมชน ผู้ว่าราชการ ตลอดจนผู้นำรัฐบาล หาไม่แนวคิดดี ๆ ก็จะเพียง ‘ขึ้นหิ้ง’ หรือไม่ก็แค่อยู่ในตำรา หรืออย่างดีก็ได้รับการดำเนินการแบบ ‘ไฟไหม้ฟาง’ หรือ ‘ผักชีโรยหน้า’ ในที่สุด เราต้องทำให้ผังเมืองเป็นสิ่งที่ชุมชน ท้องถิ่นช่วยกันวาง ไม่ใช่ให้ราชการเช่น กทม. จ้างอาจารย์จากมหาวิทยาลัยหนึ่งวาง/คิดแบบซ้ำๆซากๆ มาร่วม 20 ปีแล้ว
ถ้าผู้บริหารยอมรับหรือได้รับการปรับทัศนคติ (Mindset) แนวคิดก็จะได้รับการยอมรับ สานต่อและทำให้เป็นจริงขึ้น เราจึงต้องขายความคิดให้กับผู้บริหาร แต่ลำพังผู้บริหารนั้น บางครั้งเวลาฟังให้ได้ศัพท์ยังไม่มี ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องจึงต้องพยายามให้การศึกษาแก่ประชาชนในวงกว้างด้วย เพื่อให้ช่วยกันผลักดันให้ผู้บริหารได้ตระหนักถึงความสำคัญและปรับทัศนคติต่อแนวคิดใหม่ ๆ ต่อไป
โดยสรุปแล้ว เราต้องทำเมืองให้หนาแน่น (High Density) แต่ไม่ใช่แออัด (Overcrowdedness) ให้มีการพัฒนาทั้งที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมแนวสูงในเขตใจกลางเมืองโดยเชื่อมต่อด้วยระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ หยุดการเติบโตสู่ชานเมือง ซึ่งยิ่งทำให้สาธารณูปโภคขยายออกรอบนอกอย่างไม่สิ้นสุด และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการวางผังเมืองเอง ไม่ใช่ปล่อยให้พวกอาจารย์ ‘เต่าล้านปี’ ครองงำการวางผังเมืองส่งเดช ซึ่งพิสูจน์มาแล้วว่า ‘ห่วย’
ดูวิดิโอ fb live คลิกที่ลิงค์นี้: https://goo.gl/WMvoTq
ที่มา: https://goo.gl/Wm8JCF
ต้นไม้ที่คนเข้าใจผิดกันมาก ในพุทธประวัติ ว่าพระพุทธเจ้าท่านเคยประสูติใต้ต้นไม้ต้นนี้ "ต้นสาละอินเดีย"
ไทยติดอันดับสนามบินโลก สุวรรณภูมิที่ 36 ดอนเมืองที่ 7
ผักป่าชนิดหนึ่ง มีประโยชน์เทียบเท่า "โสม"
ห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุด อันดับหนึ่งในเขตภาคอีสานของไทย
เปิดสถิติหวย “วันพุธ 20 ปี” เลขเดิมวนซ้ำจริงไหม งวด 1 เม.ย. 69 ลุ้นกลับมาอีกครั้ง
"ม้าสีหมอก" งวดวันที่ 1 เมษายน 2569 แนวทางเศรษฐีตัวจริง
โซเชียลเขมรเรียกร้องจัดสงกรานต์แบบไทย ไม่เอาเขมรโบราณ สะท้อนกระแสอยากได้ความสนุกมากกว่าพิธีการ
ประเทศที่นําเข้าอาหารแช่ แข็งจากไทยมากที่สุด
รวมภาพเรียกรอยยิ้มประจำวันนี้
10 อันดับโรงเรียนสาธิตที่มีจำนวนนักเรียน ระดับมัธยมปลายมากที่สุด
AI วิเคราะห์เลขเด็ด ใช้สถิติย้อนหลัง 20 ปี
กำนัน กับ อบต. ต่างกันยังไง ใครดูแลอะไรบ้าง
10 อันดับโรงเรียนสาธิตที่มีจำนวนนักเรียน ระดับมัธยมปลายมากที่สุด
10 ปัญหาเลิกรา! "งานบ้าน" จุดชนวนชีวิตคู่พัง พร้อมวิธีแบ่งงานบ้านฉบับมือโปร
จังหวัดในประเทศไทย ที่มีเพียงอำเภอเดียวอยู่ติดชายฝั่งทะเล


