หน้าแรก เว็บบอร์ด หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype โปรโมชั่น Pic Post ตรวจหวย ควิซ Page คำนวณ คำคม วิดีโอ สเปซ เกม Play ไดอารี่ อัลบั้ม แต่งรูป Glitter
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาแจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาสร้างบอร์ด ตั้งกระทู้ใหม่

มลพิษข้ามพรมแดน: อากาศสกปรกไม่มีขอบเขต

บอร์ด ข่าววันนี้ โพสท์โดย greenpeaceth

บทความ โดย นันทิชา โอเจริญชัย

มาร์กัวร์ จีรัวดอง ไม่เคยสูบบุหรี่ และเธอก็ไม่อยู่ไกล้คนที่สูบบุหรี่ด้วย เธอไม่ได้อาศัยอยู่ไกล้โรงงานหรือโรงไฟฟ้าถ่านหินเช่นกัน ถึงแม้เป็นเช่นนั้น เธอเป็นหนึ่งในเหยื่อของโรคทางเดินหายใจอักเสบที่เรียกว่า Asthmatic Bronchitis ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของปอดเธอลดลงไปเกือบหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับคนวัยเท่ากัน มาร์กัวร์มีอายุสามขวบ เธอเป็นหนึ่งในผู้ประสบผลกระทบของมลพิษทางอากาศของจีนแผ่นดินใหญ่ แม้ว่าเด็กหญิงคนนี้ไม่ได้อาศัยอยู่เมืองจีนแผ่นดินใหญ่ด้วยซ้ำไป

หลายคนอาจคิดว่ามลพิษทางอากาศเป็นภัยต่อผู้คนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ที่มีมลพิษสูงเพียงกลุ่มเดียว ในความจริงแล้ว มลพิษทางอากาศนั้นไม่มีขอบเขต เราเรียกมันว่าหมอกควันข้ามแดน เพราะมลพิษชนิดนี้สามารถเดินทางได้ไกลจากแหล่งกำเนิดของมัน และบ้างอาจหาที่มาได้ยาก ในเรื่องราวของมาร์กัวร์ ฝุ่นจิ๋ว (PM) ราวร้อยละ 60-70 ของปริมาณรวมของเมืองฮ่องกงที่เธออยู่อาศัย เป็นมลพิษที่มาจากลมที่พัดเข้ามาจากจีนแผ่นดินใหญ่ 

ฝุ่นพิษโดยส่วนใหญ่นั้นเกิดขึ้นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ก็เกิดขึ้นได้จากปฎิกิริยาทางเคมีของก๊าซในอากาศได้เช่นกันมลพิษเหล่านี้สามารถคงตัวอยู่ในอากาศได้หลายวัน และบางครั้งก็นานหลายสัปดาห์ 

จากเแหล่งกำเนิดในจีนแผ่นดินใหญ่ หมอกควันพิษนี้สามารถเคลื่อนตัวไปถึงเกาะฮ่องกงได้ โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทิศทางลมเหมาะสม ถึงแม้ว่ารถยนต์และเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่จะเป็นแหล่งกำเนิดหลักของฝุ่นควันในฮ่องกง แต่แท้ที่จริงแล้ว เกือบร้อยละ 80 ของฝุ่นนี้มาจากจีนแผ่นดินใหญ่ มลพิษนี้เป็นเหตุทำให้เกิดปัญหาสุขภาพหลายอย่าง รวมถึงโรคระบบทางเดินหายใจ การเสื่อมโทรมของปอด ความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรคปอดและโรคหัวใจที่เพิ่มขึ้น ไปจนถึงมะเร็งปอดจากการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮ่องกง มลพิษทางอากาศเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรในฮ่องกงมากกว่า 1,600 รายในปีที่ผ่านมา

ในขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่กำลังเป็นข่าวใหญ่เรื่องมลพิษทางอากาศ ไทยเองก็กำลังเป็นที่จับตามองสำหรับเรื่องปัญหาฝุ่นควันตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในช่วงฤดูแล้งของทุกปี เมืองที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างเชียงใหม่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันพิษจากการเผาในที่โล่ง เพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว และยานยนต์ที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่  หลายจังหวัดในภาคเหนือก็มีระดับมลพิษทางอากาศในระดับที่สูงขึ้นด้วย 

ส่วนในประเทศอินโดนีเซีย หมอกควันพิษที่ครอบคลุมเกือบทั้งประเทศเป็นผลพวงจากการส่งเสริมให้มีการขยายตัวของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มและธุรกิจการเกษตรอื่นๆ รายงานฐานข้อมูลทั่วโลกว่าด้วยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเกิดไฟ(Global Fire Emissions Database)ระบุว่าในปีพ.ศ. 2558 ไฟจากการเผาก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกราว 600 ล้านตันหรือเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อปีของเยอรมนี ยิ่งไปกว่านั้น ในปี พ.ศ. 2556 หมอกควันพิษจากการเผาในอินโดนีเซียทำให้ระดับมลพิษในสิงคโปร์สูงถึงขีดสุด รวมถึงยังส่งผลมายังประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปลายปี พ.ศ.2558 เห็นได้ว่าปริมาณมลพิษนี้ไม่เพียงแต่เป็นอันตรายต่อแค่ชาวอินโดนีเซีย แต่ส่งผลกระทบต่อคนในประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัน 

แม้ว่าจะมีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหามาตรการของรัฐบาลของอินโดนีเซียที่ยังคงขาดความน่าเชื่อถือทางกฎหมาย เมื่อปลายปี พ.ศ. 2559 ผู้ตรวจสอบเรื่องสิ่งแวดล้อมกลุ่มหนึ่งได้ถูกจับเป็นตัวประกันโดยกลุ่มชายฉกรรจ์ราวร้อยคน ซึ่งคาดว่าถูกจ้างโดยบริษัทนำ้มันปาล์ม ทั้งครอบครัวและชุมชนที่ตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์นี้ ไม่ว่าจะในด้านการสูญเสียของคนรักหรือการเสื่อมโทรมของสุขภาพของตน ได้ตกอยู่ในความลำบากในการขึ้นศาลเนื่องมาจากข้อบังคับที่เข้มงวดสำหรับการยื่นหลักฐานเพื่อยืนยันความผิดของผู้ต้องหา ในขณะที่เหล่าทนายและผู้ต่อสู้ไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนพอ พยานและผู้พิพากษาหลายคนก็คงไม่มีความมั่นใจในคดี ทั้งที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ โดยคาดว่าเป็นเพราะความกลัวการขู่ทำร้ายจากผู้ได้รับผลประโยชน์และคอรัปชั่นในระบบกฎหมาย

เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากการลงนามในข้อตกลงว่าด้วยการจัดการหมอกควันพิษข้ามพรมแดนของอาเซียน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution) ในปีพ.ศ. 2545 ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกร่วมต่อกรกับปัญหาหมอกควันพิษข้ามพรมแดน หนึ่งทศวรรษกว่าๆผ่านมา อาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคที่เผชิญกับมลพิษทางอากาศจากหมอกควันข้ามพรมแดนเหมือนเดิม เนื่องจากกลไกที่อ่อนแอในการตัดสินและลงโทษในทางกฎหมาย

ประเด็นที่คล้ายกันเกิดขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดาใน พ.ศ. 2530 เมื่อมลพิษทางอากาศจากการผลิตทางอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ ทำให้เกิดฝนกรดในแคนาดา เกือบหนึ่งทศวรรษหลังจากนั้นมา ทั้งสองประเทศจึงตกลงกันในสนธิสัญญาฝนกรด (Acid Rain Treaty) เพื่อมุ่งที่จะลดปริมาณการปล่อยมลพิษ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของฝนกรดที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ก็ยังคงเห็นได้ถึงปัจจุบันนี้

หมอกควันพิษข้ามพรมแดนนั้นยังเดินทางไปไกลถึงระดับทวีปอีกด้วย ยกตัวอย่างของมลพิษที่เคลื่อนตัวจากเอเชียไปอเมริกาเหนือที่ใช้เวลาประมาณห้าถึงแปดวันโดยขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ปริมาณหนึ่งในสี่ของอนุภาคซัลเฟตที่แขวนลอยในอากาศในสหรัฐอเมริกานั้นมาจากกระแสลมที่พัดพาอนุภาคซัลเฟตเหล่านั้นข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกจากจีนแผ่นดินใหญ่ หลังจากหมอกควันพิษข้ามพรมแดนส่งผลกระทบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีและญี่ปุ่น หมอกควันพิษจากจีนนี้ยังส่งผลกระทบต่อชาวเมืองลอสแองเจลิสอีกด้วย 

'โลกาภิวัตน์' มีความหมายเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและประเพณี ขณะนี้ได้ครอบคลุมถึงเรื่องมลพิษทางอากาศในระดับโลกแล้ว ในกรณีนี้ การแบ่งปันไม่ได้ถือว่าเป็นน้ำใจเสมอไป แค่เพราะเราไม่ได้เป็นผู้ก่อมลพิษ ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่ต้องอยู่อาศัยกับมลพิษนั้นๆ ท้ายที่สุดแล้ว เราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อมลพิษหรือไม่ ก็ใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบเดียวกัน

แม้ว่าหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ('Polluter Pays' Principle) จะเป็นกรอบสำคัญในกฎหมายสิ่งแวดล้อม แต่เราได้เห็นแล้วว่า แนวคิดนี้ไม่เป็นจริงเสมอไป ดูอย่างผู้ผลิตรายใหญ่ในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซียเป็นต้น ซึ่งหลุดรอดจากคดีรุกและเข้าครอบครองพื้นที่ป่าโดยการเผาอย่างง่ายดาย เพียงเพราะสายสัมพันธ์ทางการเมืองที่มีอยู่ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตรายย่อยก็คุ้ยเคยกับวิธีการเผาอย่างดั้งเดิมที่ทั้งง่ายและถูก และไม่อาจชี้ตัวผู้กระทำรายเดียวได้

ขณะที่นักการเมืองและนักธุรกิจอุตสาหกรรมต่างแสวงผลกำไรจากระบบเกษตรอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าอย่างนำ้มันปาล์มป้อนตลาดโลก  มีชีวิตผู้คนนับไม่ถ้วนต้องรับภาระจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ขยายออกไปมากกว่าพรมแดนประเทศ จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมต้องโปร่งใสและมีภาระรับผิดทั้งในเรื่องการตรวจวัดและป้องกันการปล่อยมลพิษ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคนที่จะมีอากาศบริสุทธิ์หายใจ ถึงเวลาแล้วที่ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนจะขออากาศดีคืนมา

โดย นันทิชา โอเจริญชัย อาสาสมัครกรีนพีซ

ที่มา : www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/-/blog/59924


 ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่

  

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: greenpeaceth
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
12 VOTES (4/5 จาก 3 คน)
VOTED: ซาอิ
 
มลพิษข้ามพรมแดน: อากาศสกปรกไม่มีขอบเขต
กระทู้ที่มีคอมเม้นต์ล่าสุด
ยืนยันstormโผล่black panther2 พร้อม dr.doom
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ

จ.เลย หนาวไม่แพ้ญี่ปุ่น อุณหภูมิ ติดลบ 7 องศาเซลเซียส! ดอยอ่างขาง เชียงใหม่ ติดลบเช่นกัน (อุณหภูมิยอดหญ้า)

อธิบดีกรมป่าไม้ ย่องเงียบพบ วิษณุ เผยรอ กฤษฎีกา ชี้ขาดที่ดิน 682 ไร่ ใช้กม.ใด​ ปชช.ซัดหรือให้วิษณุ​เป่ากระหม่อมกันแน่

ทั่วอาเซียนชื่นชม "นักโต้คลื่นปินส์" แม้ไม่ได้ที่ 1 ยอมสละเหรียญทองเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนนักกีฬา

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เตรียมเสนอรัฐบาล ออกมาตรการณ์ขึ้นภาษีรถเก่า 10 ปี

“หมาจรจัด” คิดว่า “ลูกหมาพิทบูล” ถูกทอดทิ้ง แก้เชือกให้ พากันไปเดินเล่น

เงินล้านหมดแล้ว ยังจำคนนี้ได้ไหม? "อนันต์ แชมป์ไมค์ทองคำ 6"

‘หมอวรงค์’ ได้ฤกษ์เปิดเวทีต้าน ‘ลัทธิชังชาติ’ เชิญผู้สนใจเข้าร่วมงานพร้อมอาหารฟรี

สาวโวยยับ เข้าร้านบุฟเฟ่ต์ ลืมรีเทนเนอร์ห่อทิชชู่ ก่อนโดนพนักงานเก็บทิ้งลงถังขยะ

ชายเร่ร่อนนอนข้างถนนสองวันไม่มีใครเหลียวแล จนสาวเข้าไปถามความจริงต้องรีบพาส่งโรงพยาบาล

ย้อนความรัก แอน สิเรียม ดารารุ่นใหญ่ ที่ผิดหวังกับความรัก จนมาเจอกับสามีฝรั่ง

'จุติ’ รับตรงๆ รัฐบาล​หมดปัญญายัง​ไม่มีเงิน เพิ่มเบี้ยสูงอายุเป็น 1 พันบาทตามที่คุยไว้

เข้าชมฟรี ทุ่งทานตะวันกว่า 700 ไร่ บานเต็มทุ่ง สวยงามมาก

ร้านอาหารริมทาง จานละ 9 บาท ใช้ฟืนแทนเตาแก๊ส หลังถูกขโมยไป 6 ครั้ง

สะเทือนใจ เปิดคลิปสุดท้าย เอ๋ ล่าผีเฮี้ยน
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ข่าววันนี้
เหตุผลที่ ไม่รอรับเหรียญทอง หลังคีริน ตันติเวทย์ นักวิ่งทีมชาติไทยคว้าเหรียญทองซีเกมส์ 2019 โดยชนะแชมป์เก่า 3 สมัยไทยแลนด์สุดเจ๋งเวทีโลก อาร์แอนด์ดีฯพิชิต 4รางวัลชายเร่ร่อนนอนข้างถนนสองวันไม่มีใครเหลียวแล จนสาวเข้าไปถามความจริงต้องรีบพาส่งโรงพยาบาล‘หมอวรงค์’ ได้ฤกษ์เปิดเวทีต้าน ‘ลัทธิชังชาติ’ เชิญผู้สนใจเข้าร่วมงานพร้อมอาหารฟรี
ตั้งกระทู้ใหม่