เข้าสู่ระบบ:
  [ลืมรหัสผ่าน] [สมัครสมาชิกฟรี]   
หน้าแรกเว็บบอร์ด กระทู้ของฉันค้นหากระทู้ ตั้งกระทู้ใหม่

โรคเก๊าท์

  Share

ความรู้สำหรับประชาชน เรื่อง โรคเก๊าท์

โดย นพ.สิทธิ์ หงษ์ทรงเกียรติ
อายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติสซั่ม 

1. โรคเก๊าท์คืออะไร?
    โรคเก๊าท์เป็นโรคที่เกิดจากการสะสมของกรดยูริคในร่างกายเป็นระยะเวลานาน จนเกิดการตกผลึกของเกลือยูเรตในข้อ และเกิดข้ออักเสบตามมาในที่สุด
ในคำกล่าวทั่ว ๆ ไปคำว่าโรคเก๊าท์มักหมายถึงโรคข้ออักเสบเก๊าท์(รูปที่ 1) แต่ความจริงแล้วผลึกของเกลือยูเรตยังอาจสะสมในอวัยวะอื่น ๆ นอกเหนือจากข้อได้ด้วย
เช่น สะสมที่ผิวหนังเรียกว่าปุ่มก้อนโทฟัส(รูปที่ 2) หากสะสมที่ไตจะทำให้เกิดนิ่วในไตหรือไตวายเรื้อรังได้

2. โรคเก๊าท์มีอาการอย่างไร?
    โรคเก๊าท์มักจะเป็นที่ข้อในบริเวณส่วนล่างของร่างกายคือเข่า ข้อเท้า ข้อนิ้วเท้า โดยข้อแรกสุดที่เป็นมักจะเป็นที่ข้อเท้า หรือข้อโคนหัวแม่เท้า ข้อที่เป็นมักจะอักเสบ
อย่างรุนแรงคือ ปวด บวม แดง และร้อน อาการปวดจะมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดสูงสุดภายใน 24-48 ชม. หากอักเสบมากอาจมีไข้ร่วมด้วย หลังจากนั้นอาจจะทุเลาลงเองได้
แต่หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องต่อมาการอักเสบจะเกิดบ่อยขึ้น จำนวนข้อที่อักเสบจะมากขึ้น อาจลามมาถึงข้อในบริเวณส่วนบนของร่างกายได้ เช่น ข้อศอก
ข้อมือ ข้อนิ้วมือ การอักเสบแต่ละครั้งจะนานขึ้น รุนแรงขึ้น รักษาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดอาจกลายเป็นข้ออักเสบเรื้อรังที่ไม่หายสนิทหรือเกิดการทำลายของข้อ
ทำให้เกิดความพิการตามมาได้

3. โรคเก๊าท์มีวิธีการวินิจฉัยอย่างไร
     การวินิจฉัยที่แน่นอนที่สุดสำหรับโรคนี้ คือการตรวจพบผลึกของเกลือยูเรตจากน้ำไขข้อซึ่งได้มาจากการเจาะตรวจน้ำไขข้อขณะที่มีการอักเสบ(รูปที่ 3)
 หรือจากปุ่มก้อนโทฟัสซึ่งได้มาจากการใช้ปลายเข็มสะกิดมาตรวจ แต่ในกรณีที่ไม่มีโอกาสได้ตรวจด้วยวิธีการข้างต้น แพทย์จะพิจารณาจากประวัติของผู้ป่วย
การตรวจร่างกาย และผลเลือดมาประกอบกันในการวินิจฉัยโรค

4. โรคเก๊าท์สามารถวินิจฉัยจากการตรวจเลือดได้หรือไม่
    มีความเข้าใจผิดกันมากว่าการตรวจเลือดเพื่อหาระดับกรดยูริคเป็นการวินิจฉัยโรคเก๊าท์ แท้ที่จริงแล้วการตรวจเลือดเพื่อหาระดับกรดยูริคนั้นเป็นเพียงส่วนประกอบ
ที่ช่วยในการวินิจฉัยโรคเท่านั้น โดยต้องใช้ประกอบกับการซักประวัติ และการตรวจร่างกายโดยแพทย์ การตรวจพบระดับกรดยูริคในเลือดสูงเพียงอย่างเดียวมิได้
หมายความว่าผู้ป่วยจะต้องเป็นโรคเก๊าท์เสมอไป มีสาเหตุอื่น ๆ มากมายที่ทำให้ตรวจพบระดับกรดยูริคในเลือดสูงโดยที่ผู้ป่วยมิได้เป็นโรคเก๊าท์

5. ระดับกรดยูริคในเลือดควรมีค่าเท่าใด?
    ระดับกรดยูริคในเลือดที่มากกว่า 7 มก./ดล. ติดต่อกันหลายครั้งเรียกว่ามีระดับกรดยูริคในเลือดสูง ในผู้ป่วยโรคเก๊าท์แพทย์จะปรับยาลดกรดยูริคจนได้
ระดับต่ำกว่า 6 มก./ดล. ส่วนในรายที่มีปุ่มก้อนโทฟัสจะควบคุมระดับกรดยูริคในเลือดจนต่ำกว่า 5 มก./ดล. แต่ทั้งนี้แพทย์อาจปรับเปลี่ยนเป้าหมายได้
ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย

6. โรคเก๊าท์มีวิธีการรักษาอย่างไร
    อันดับแรกสำหรับผู้ป่วยที่ติดสุราเรื้อรัง คือ ต้องเลิกสุราให้ได้เสียก่อน เพราะสุราทำให้ระดับกรดยูริคในเลือดสูง และการรักษาโรคเก๊าท์ต้องอาศัยความร่วมมือ
จากผู้ป่วยอย่างมาก หากยังคงติดสุราเรื้อรังก็ยากที่จะรักษาโรคนี้ให้ได้ผลดี สำหรับอาหารบางชนิด เช่น เนื้อแดง สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์และอาหารทะเล
อาจทำให้กรดยูริคในเลือดสูงได้ ไม่ควรรับประทานมากเกินไป ส่วนพืชจำพวกยอดและหน่อ เช่น หน่อไม้ ผักบุ้ง ผักกระเฉด ไม่มีผลต่อโรคเก๊าท์
ผู้ป่วยสามารถรับประทานได้ตามปกติ นอกจากนี้ผู้ป่วยควรดื่มน้ำมาก ๆ ดื่มนมไขมันต่ำเป็นประจำ และควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม

    ยาที่ใช้ในการรักษาโรคเก๊าท์แบ่งออกเป็นสามประเภท 
     • ยาประเภทแรกเป็นยาแก้ปวดและลดการอักเสบของข้อซึ่งจะใช้เป็นครั้งคราวเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เมื่อมีการกำเริบของโรค ยากลุ่มนี้ไม่ได้ช่วยให้โรคเก๊าท์ดีขึ้น
ในระยะยาว  
     • ยาประเภทที่สองเป็นยาป้องกันโรคเก๊าท์กำเริบ แพทย์มักจะสั่งให้รับประทานในขนาดน้อย ๆ ต่อเนื่องไปตลอดจนกว่าข้ออักเสบจะไม่กำเริบ ปุ่มก้อนโทฟัสยุบหายไป
และระดับกรดยูริคในเลือดอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือน
     • ยาประเภทที่สามเป็นยาลดกรดยูริค มีสองชนิดให้เลือก คือ ยาลดการสร้างกรดยูริค และยาขับกรดยูริคออกทางปัสสาวะ แพทย์จะตัดสินใจเลือกให้ตามความเหมาะสม ซึ่งผู้ป่วยจะต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจึงจะช่วยให้โรคเก๊าท์รักษาหายขาดได้ รวมทั้งลดการถูกทำลายของข้อในระยะยาว

     ทั้งนี้แพทย์อาจปรับเปลี่ยนชนิดและวิธีการให้ยาทั้งสามประเภทให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

     นอกจากนี้ยังมีโรคอื่น ๆ ที่อาจพบร่วมด้วยในผู้ป่วยโรคเก๊าท์ เช่น โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคนิ่วในไตและโรคไตวายเรื้อรัง ซึ่งควรได้รับการเฝ้าระวังและตรวจติดตามไปพร้อมกัน

7. โรคเก๊าท์รักษาให้หายขาดได้หรือไม่ 
    โรคเก๊าท์เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ คือไม่มีการอักเสบของข้อซ้ำอีก เพียงแต่ผู้ป่วยจะต้องหยุดสุราให้ได้ รับประทานยาที่แพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง และมาตรวจตามนัดสม่ำเสมอ ในการมาตรวจแต่ละครั้งแพทย์จะตรวจเลือดเพื่อติดตามระดับกรดยูริคในเลือดเพื่อช่วยในการปรับยาลดกรดยูริค รวมทั้งเฝ้าระวังผลข้างเคียงจากยา
 และโรคร่วมอื่น ๆ ด้วย

8. หากรักษาโรคเก๊าท์ไม่ถูกต้องจะเป็นอย่างไร
     มีการกำเริบของโรคบ่อยขึ้น ทำให้มีโอกาสที่ต้องใช้ยาแก้ปวดบ่อยขึ้น ซึ่งยาในกลุ่มนี้หากใช้อย่างไม่ถูกต้องอาจมีผลเสียต่อไตและตับได้ หรือบางรายเกิดแผล
ในกระเพาะทะลุ อาเจียนเป็นเลือดต้องมานอนรพ. นอกจากนี้โรคอาจเป็นรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดความพิการทางข้อ ส่งผลกระทบต่อภาวะทางเศรษฐกิจ
และสังคมของผู้ป่วย

 




รูปที่ 1 แสดงการอักเสบของข้อโคนหัวแม่เท้า ซึ่งเป็นตำแหน่งที่พบบ่อยในโรคเก๊าท์

 






รูปที่ 2 แสดงปุ่มก้อนตามผิวหนังที่เกิดจากการสะสมของผลึกของเกลือยูเรต เรียกว่าปุ่มก้อนโทฟัส



รูปที่ 3 แสดงภาพจากกล้องจุลทรรศน์ ที่ได้จากการตรวจน้ำไขข้อของผู้ป่วยโรคเก๊าท์ ซึ่งเป็นวิธีการวินิจฉัยโรคที่แน่นอนที่สุด
          เห็นผลึกของเกลือยูเรตรูปร่างเป็นแท่งคล้ายเข็มภายในเม็ดเลือดขาว

 

 

 

http://www.cmed.cmu.ac.th

Report เนื้อหา


โพสท์โดย: ผมชื่อโฟกัส
22:51 - 19 สิงหาคม 2556
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ "VOTE" และ "SHARE"
40 VOTES
 
มาเป็นคนแรก
ที่แชร์เรื่องนี้
Share to Facebook

Comment ด้วย facebook

Comment!  

 

กระทู้เด่นวันนี้


อย่างฮา!! เมื่อนำเหล่าคนดังมาลองตัดผมทรงเดียวกับ"คิมจองอึน" เห็นแล้วขำสุดๆเลย

19 ภาพสัตว์โลกสุดโหด เห็นแล้วสยองจนขนลุกเลยทีเดียว

DJ SODA ดีเจโซดา สุดน่ารักบินลัดฟ้าเที่ยวเมืองลาว

ถนนอาถรรพ์ ที่จังหวัดสุรินทร์ กับเหตุการณ์ล่าสุดที่ทำให้ผมเสียเพื่อนไป (เรื่องสยองพันทิป)

คุณคิดอย่างไร กับคนกรุงคนนี้ที่ด่าคนบ้านนอก ในช่วงวันหยุดแบบนี้
เนื้อหาถูกโพสท์โดยสาธารณชน แสดงบนเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ