เข้าสู่ระบบ:
  [ลืมรหัสผ่าน] [สมัครสมาชิกฟรี]   
เมื่อวานนี้มีผู้เข้าชมเว็บโพสท์จัง 341,290 คน / 2,110,146 หน้า
Webboard

วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า

ตราสัญลักษณ์วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า

วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า เป็นสถาบันผลิตแพทย์ทหารแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ก่อตั้งเป็นสถาบันแพทยศาสตร์ลำดับที่ 7 ของประเทศ จากกระแสพระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ โดยดำเนินงานร่วมกับโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรมแพทย์ทหารบก และดำรงสถานะสถาบันสมทบของมหาวิทยาลัยมหิดล

 

ประวัติ

ในปี พ.ศ. 2482 รัฐบาลได้อนุมัติจัดตั้งโรงเรียนเสนารักษ์กองทัพบกขึ้น โดยเป็นหลักสูตรแพทย์ประกาศนียบัตร ระยะเวลาศึกษา 4 ปี 6 เดือน ดำเนินการผลิตแพทย์เพื่อรับใช้กองทัพจนถึงปี พ.ศ. 2490  รวมทั้งสิ้น 4 รุ่น แล้วหยุดไปเนื่องจากขาดแคลนบุคลากรอาจารย์แพทย์และอุปกรณ์การเรียนการสอน อย่างไรก็ตามกระทรวงกลาโหมมีความตระหนักถึงภารกิจที่สำคัญของแพทย์ทหาร จึงได้หาแนวทางปฏิบัติต่างๆ อาทิ การรับแพทย์ภายในประเทศเข้ารับราชการ ตลอดจนให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนเตรียมทหารเข้าศึกษาวิชาแพทย์ในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ในระหว่างปีการศึกษา 2511 ถึงปีการศึกษา 2516 แล้วก็ต้องยุติไป เนื่องจากกระแสต่อต้านที่รุนแรงจากหลายฝ่าย ที่เกรงว่าจะทำให้ผลิตแพทย์ที่ไม่มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่

พระราชวังพญาไท


วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2511 โดยกรมแพทย์ทหารบกได้เสนอเรื่องขอจัดตั้ง "โรงเรียนแพทย์ทหาร" เนื่องเกิดความขาดแคลนแพทย์ทหารอย่างมากในกองทัพ ทำให้มีการรื้อฟื้นแนวคิดในการจัดตั้งโรงเรียนแพทย์ทหารขึ้นมาอีกครั้ง และได้รับอนุมัติหลักการเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2513 แต่ต้องชะลอโครงการไว้ เนื่องจากไม่ได้รับสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยมหิดล


โครงการจัดตั้งโรงเรียนแพทย์ทหารได้เริ่มขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ภายหลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้พระราชทานจากกระแสพระบรมราโชวาทแก่นิสิตแพทย์ ณ หอประชุมราชแพทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2516 มีใจความสำคัญว่า

เดิมทางทหารมีความจำเป็นที่จะรับสมัครแพทย์ สำหรับโรงพยาบาลทหารและกิจการของทหาร เพราะว่าเวลารับสมัครแล้วไม่มีใครสมัคร และทำไมไม่มีใครสมัคร ก็เข้าใจว่า เพราะว่าการเป็นแพทย์ทหารนั้นเหนื่อย การเป็นแพทย์นี้ก็เหนื่อยอยู่แล้ว คือต้องรักษาพยาบาลคนไข้ไม่เลือก มีงานในเวลาราชการแล้ว นอกเวลาราชการก็ต้องมีงานอีก นอกจากนั้นเป็นแพทย์ทหารก็ยังมีว่า ต้องออกไปปฏิบัติงานสนาม ซึ่งอาจต้องฝ่าอันตราย คนเราที่จะต้องฝ่าอันตรายก็อาจกลัวได้ อาจเสียวว่าอาจต้องเสียชีวิต หรือจะต้องเหน็ดเหนื่อยเมื่อไหร่ก็ได้ นอกจากนี้เวลาเป็นแพทย์ทหาร ไปอยู่ที่ไหนก็ตาม ก็ต้องปฏิบัติงานของตน เครื่องมือเครื่องใช้ก็อาจจะไม่ครบถ้วน ก็เกิดความรู้สึกที่ท้อใจ เพราะว่าเรียนมาแล้วมีความรู้ดี ไม่สามารถที่จะเรียนต่อ ไม่สามารถที่จะค้นคว้า ไม่สามารถที่จะมีเครื่องมือ ที่ทันสมัยที่ใหญ่โต นอกจากนั้นก็มีอื่นๆ ก็คือเงินเดือนไม่มาก ทั้งการไปดูงานเมืองนอกก็ไม่ค่อยมีนัก ฉะนั้นก็ไม่มีใครอยากเป็นแพทย์ทหาร ก็มีความจำเป็นที่จะมีแพทย์ทหารทางราชการทหาร ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ในด้านวิชานี้ ซึ่งก็มีเหตุผลอยู่เมื่อมีการแสดงความไม่พอใจ หรือไม่เห็นด้วยในการนี้ก็ทำตาม คือระงับการเรียนในมหาวิทยาลัย ก็เป็นอันว่าการวุ่นวายก็ได้ผลดีคือ ได้ตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ ซึ่งจุดประสงค์อันนี้ก็ไม่ต้องขอบอกว่า ไม่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง คิดเอาเอง ครั้นมาถึงเวลาที่บอกว่าไม่มาฝากแล้ว ทางราชการทหารจะตั้งโรงเรียนแพทย์เอง คือ โรงเรียน สำหรับแพทย์ทหาร ก็เกิดโวยวายขึ้นมาใหม่โวยวายว่า ทำไมทหารต้องมีแพทย์ทหาร มีโรงเรียนแพทย์ทหารตั้งขึ้นมาใหม่ ก็ในการที่ทหารมาฝากเรียนก็มากินที่คนอื่น เมื่อกินที่คนอื่นเขาก็ต้องทำที่ที่อื่น ไม่มาเบียดเบียน ทำไมเมื่อเขาตั้งโรงเรียนแพทย์ทหารขึ้นมาจะต้องโวยวาย อันนี้ก็ต้องมีเหตุผลในสมอง ไม่ขอผ่าสมองดูว่าคิดถูกหรือไม่ถูก หรืออาจเป็นคนละคนก็ได้ หรืออาจไม่ได้ทันคิดว่าคำพูดสองอย่างนี้มันขัดกัน ฉะนั้นก็ถึงขอร้องท่านทั้งหลายว่า ถ้าจะคิดอะไรหรือจะปฏิบัติการใดๆ ก็ขอให้คิดให้รอบคอบเสียก่อน ว่าจะเอาอะไรแน่ ถ้าเอาอะไรแน่แล้วก็ปฏิบัติไปจะได้ผลดี

อันเป็นผลสำคัญยิ่งให้สภาการศึกษาวิชาทหารได้ให้ความเห็นชอบ ในการจัดตั้งวิทยาลัยแพทย์ทหารเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2516


ต่อมาเมื่อเดือน มีนาคม พ.ศ. 2517 กรมแพทย์ทหารบกได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มาเป็นชื่อของสถาบัน จึงขออนุมัติเปลี่ยนชื่อจาก "วิทยาลัยแพทย์ทหาร" เป็น "วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า" จนถึงปัจจุบัน


วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 ในการประชุมร่วมระหว่างกองบัญชาการทหารสูงสุดและผู้แทนสามเหล่าทัพ ได้อนุมัติให้วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า เป็นหน่วยงานในความรับผิดชอบของกองทัพบก โดยให้กรมแพทย์ทหารบก มีหน้าที่รับผิดชอบโครงการผลิตนักเรียนแพทย์ทหารปีละ 32 นาย ในโครงการจัดตั้ง 10 รุ่น (รุ่นที่ 1 จบปีการศึกษา 2524 ถึงรุ่นที่ 10 จบปีการศึกษา 2534)


เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2518 วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าได้รับอนุมัติเข้าสมทบกับมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อประสาทปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต ทำให้การก่อตั้งวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้ามีความสมบูรณ์ กระทรวงกลาโหมจึงมีคำสั่งลงวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2518 ให้วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า เป็นหน่วยขึ้นตรงกรมแพทย์ทหารบก และอนุมัติให้เปิดดำเนินการได้ จึงถือเอาวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2518 เป็นวันสถาปนาวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า


วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าใช้หลักสูตรของทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งใช้เวลาในการศึกษา 7 ปี (เตรียมแพทย์ 2 ปี ปรีคลินิก 2 ปี คลินิก 2 ปี และแพทย์ฝึกหัด 1 ปี) แต่ปี พ.ศ. 2518 ถึงปี พ.ศ. 2523 จนมีการเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาแพทย์ศาสตร์บัณฑิตเป็น 6 ปี (เตรียมแพทย์ 1 ปี ปรีคลินิก 2 ปี คลินิก 3 ปี) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524


เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2530 ผู้บัญชาการทหารบก อนุมัติให้ผลิตนักเรียนแพทย์ทหารเพิ่มจาก 32 เป็น 65 นายต่อปี ประกอบกับในขณะนั้นรัฐบาลมีโครงการผลิตแพทย์เพิ่มให้พอกับความต้องการของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 ถึงปี พ.ศ. 2544 จากนั้นชะลอโครงการประมาณ 2 ปีเนื่องจากสภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ แต่ภายหลังในปี พ.ศ. 2547 จึงกลับมารับนักเรียนแพทย์ทหารเป็น 65 นายต่อ


ในปี พ.ศ. 2548 ความขาดแคลนแพทย์และศักยภาพของวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ทำให้กระทรวงสาธารณสุข ให้งบประมาณสนับสนุน รับนักเรียนแพทย์ทหารได้เป็น 100 นายต่อปี แต่เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านกำลังพลของกองทัพ ไม่สามารถบรรจุแพทย์ทหารเข้ารับราชการได้ทุกนาย วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าจึงได้ทำข้อตกลงกับสถาบันพระบรมราชชนก ให้รับบัณฑิตแพทย์เข้ารับราชการในกระทรวงสาธารณสุข ทำให้เกิดนโยบายการรับบุคคลเข้าศึกษา 100 คนแบ่งเป็น นักเรียนแพทย์ทหาร และนักศึกษาแพทย์ชาย-หญิง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 จนถึงปัจจุบัน


เนื่องในโอกาสที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าก่อตั้งครบ 20 ปี จึงได้ก่อสร้างอาคารเอนกประสงค์ขึ้น และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี พระราชทานนามว่า "พระมงกุฎเกล้าเวชวิทยา" นอกจากนี้ยังทรงรับเป็นองค์อุปถัมถ์ "มูลนิธิเพื่อวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า"  อีกด้วย

วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้ามีการพัฒนาทั้งทางด้านวิชาการและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอน อาทิเช่น สนับสนุนการวิจัยให้แก่นักเรียนแพทย์ทหาร ตลอดจนอาจารย์แพทย์ทั้งชั้นปรีคลินิก และให้ทุนการศึกษาแก่ผู้มีผลการเรียนดีไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ การสนับสนุนการศึกษาต่อและดูงานต่างประเทศของอาจารย์และนักเรียนแพทย์ทหาร การก่อสร้างอาคารเอนกประสงค์ สระว่ายน้ำ อาคารหอพัก โรงประกอบเลี้ยงและซักรีด ทั้งยังหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อให้เพียงพอต่อการเรียนการสอน และการเรียนรู้ของนักเรียนแพทย์ทหาร เป็นต้น

วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าได้ผลิตบัณฑิตแพทย์ทหาร ซึ่งได้จัดสรรให้แก่เหล่าทัพต่างๆ ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองบัญชาการทหารสูงสุด รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือกำลังพล ครอบครัว ตลอดจนประชาชนที่อยู่ห่างไกล หรือพื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่งเป็นการบรรเทาการขาดแคลนแพทย์ในกองทัพ และในชนบทของประเทศได้เป็นอย่างดี

 สัญลักษณ์ประจำวิทยาลัย

 ตราสัญลักษณ์ของวิทยาลัย

  • พระมหาพิชัยมงกุฎพร้อมรัศมี หมายถึง ราชอิสริยาภรณ์ ราชาธิปไตย อันเป็นเครื่องประดับพระเศียร พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีสร้างในรัชสมัยรัชกาลที่ ๑ ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงสวมในพิธีพระบรมราชาภิเษก และพระราชพิธีสำคัญ
  • เลข ๖ ใน วงกลมหมายถึง รัชกาลที่ ๖ แห่งราชวงศ์จักรี ผู้ทรงสร้างพระราชวังพญาไท ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้ง วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ปัจจุบัน (บางส่วน)
  • รร ในวงกลมหมายถึง พระนามาภิไธยย่อ รามราชาธิบดี ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
  • พญานาค หมายถึง วิชาแพทย์ ที่พระวิศวามิตร์เล่าไว้ในบ่อเกิดรามเกียรติ์ว่า เทวดา และอสูร ต้องการเป็นอมตะ จึงทำพิธีกวนเกษียรสมุทร โดยใช้เขามนทรคีรีเป็นไม้กวน นำพญาวาสุกรีเป็นเชือก เป็นผลให้เกิดประถมแพทย์ ธันวันตะรี ผู้ชำนาญในอายุรเวท

 เพลงประจำวิทยาลัย

เพลงมาร์ช วพม. ประพันธ์คำร้องโดย พลโท นายแพทย์ อำนาจ บาลี ประพันธ์ทำนองโดย สมาน กาญจนะผลิน

 ดอกไม้ประจำวิทยาลัย

  • ดอกอินทนิล เป็นดอกไม้ประจำวิทยาลัย

สีประจำวิทยาลัย

  • สีขาบ หรือ น้ำเงินเข้ม เป็นสีประจำวิทยาลัย (ทางการ) และ สีเขียว-เหลือง (ไม่เป็นทางการ)

 ภาควิชา

ปัจจุบัน วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ประกอบด้วยภาควิชา 21 ภาควิชา ได้แก่

ชั้นปรีคลินิก[

  • ภาควิชากายวิภาคศาสตร์
  • ภาควิชาชีวเคมี
  • ภาควิชาสรีรวิทยา
  • ภาควิชาเภสัชวิทยา
  • ภาควิชาจุลชีววิทยา
  • ภาควิชาพยาธิวิทยา
  • ภาควิชาปรสิตวิทยา
  • ภาควิชาเวชศาสตร์ทหารและชุมชน

ชั้นคลินิก

  • ภาควิชาอายุรศาสตร์
  • ภาควิชาศัลยศาสตร์
  • ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
  • ภาควิชาสูติศาสตร์ นรีเวชวิทยา
  • ภาควิชาศัลยศาสตร์ออโธปิดิกส์
  • ภาควิชาจิตเวชและประสาทวิทยา
  • ภาควิชาวิสัญญีวิทยา
  • ภาควิชารังสีวิทยา
  • ภาควิชาจักษุวิทยา
  • ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
  • ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน
  • ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู
  • ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว

 การรับบุคคลเข้าศึกษาในหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต

การรับบุคคลเข้าศึกษาในหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต ของทางวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฏ มีการรับสมัครเฉพาะผ่านทางระบบแอดมิดชันตรง ร่วมกับกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) เท่านั้น โดยในปัจจุบันได้แยกการรับระหว่างชาย กับหญิงดังนี้

  • ชาย 60 นาย (รวมถึงผู้ที่ต้องการรับทุนแพทย์ทหารบกจำนวน 20 นาย ซึ่งจะทำการคัดเลือกหลังจากจบการศึกษาชั้นปีที่ 1 จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว)
  • หญิง 40 นาย

การศึกษา

การเรียนการสอนวิชาแพทย์

การเรียนการสอนในวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฏเกล้า แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

การเรียนการสอนชั้นเตรียมแพทย์

ได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ตามข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518) ให้นิสิตเตรียมแพทย์ของวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าศึกษาที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเตรียมแพทยศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า)เป็นระยะเวลา 1 ปี

การเรียนการสอนระดับชั้นปรีคลินิก

มีการจัดการเรียนการสอน ณ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า (เดิมการเรียนการสอนใช้สถานที่สถาบันพยาธิวิทยา กรมแพทย์ทหารบก ในบริเวณโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า)เป็นเวลา 2ปี

 การเรียนการสอนระดับชั้นคลินิก

ใช้สถานที่ของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็นเวลา 3 ปี

การฝึกวิชาทหารและเวชศาสตร์ทหาร

มีการจัด "วิชาทหาร"และ "เวชศาสตร์ทหาร" ไว้ในหลักสูตร ดังนี้

การฝึกพื้นฐานทางการทหาร

เป็นการฝึกวินัยทหารทั่วไป บุคคลท่ามือเปล่า บุคคลท่าอาวุธ วิชาอาวุธศึกษา วิชาแผนที่และเข็มทิศ โดยฝึกวินัยทหารทั่วไปและบุคคลท่ามือเปล่าที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ส่วนบุคคลท่าอาวุธ วิชาอาวุธศึกษา วิชาแผนที่และเข็มทิศ จะทำการฝึกที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า(รร.จปร.)

ทักษะทางการแพทย์ในสนามรบ

เป็นการสอนการจัดกำลังพลของหมวดเสนารักษ์ การปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บในสนามรบ ทบทวนการฝึกพื้นฐาน ฝึกการซุ่มโจมตีและเล็ดลอดหลบหนี โดยเรียนภาคทฤษฎีที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า และฝึกภาคสนามที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

 ปฏิบัติการเพชราวุธ

ปฏิบัติการเพชราวุธ(Petcharavut operation)เป็นการสอนในรายวิชา "เวชปฏิบัติการยุทธ" เป็นการฝึกการจัดการบริการสายแพทย์ในระดับหน่วยและระดับกองพล ภายใต้สถานการณ์จำลองการรบต่างๆทั้งกลางวันและกลางคืน เป็นเวลาติดต่อกัน72ชั่วโมง เพื่อให้นักเรียนแพทย์ทหารได้ฝึกฝนและสัมผัสกับประสบการณ์การจัดหน่วย การดูแลผู้ป่วย และการส่งกลับผู้บาดเจ็บในสนามรบ ทั้งการใช้เปลสนาม รถพยาบาล รถศัลยกรรมเคลื่อนที่ และการส่งทางอากาศด้วยเฮลิคอปเตอร์

หลักสูตรส่งทางอากาศ

หลักสูตรส่งทางอากาศหรือเรียกสั้นๆว่า เรียนร่ม เป็นวิชาเลือกจะเรียนร่วมกับนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า มุ่งเน้นให้มีความรู้และทักษะในการกระโดดร่ม

 สิทธิที่จะได้รับขณะกำลังศึกษาและเมื่อจบการศึกษา

  • นักเรียนแพทย์ทหารชายและหญิง มีสภาพเป็นนักเรียนทหารของกองทัพบก  มีศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่านักเรียนนายร้อย โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
  • นักเรียนแพทย์ทหารชายจะได้รับการขึ้นทะเบียนกองประจำการตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร ตั้งแต่ชั้นปีที่ 2 และนักเรียนแพทย์ทหารหญิงก็จะได้รับการบรรจุรับราชการตั้งแต่ชั้นปีที่ 2 หากได้รับบรรจุเข้าสังกัดกองทัพ
  • นักเรียนแพทย์ทหารได้รับการจัดสถานที่พัก เครื่องนอน เครื่องแต่งกาย เงินเดือน เบี้ยเลี้ยง อุปกรณ์การเรียน การรักษาพยาบาล และสิทธิอื่นๆ ตามที่ทางราชการกำหนด
  • นักเรียนแพทย์ทหารเข้าศึกษาโดยไม่ต้องเสียค่าลงทะเบียน และค่าหน่วยกิตใดๆ ทั้งสิ้นตั้งแต่ชั้นปีที่ 2 จนจบการศึกษา ทั้งนี้ตามที่ระเบียบวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้ากำหนดไว้ในแต่ละปี
  • วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้ามีทุนการศึกษาให้กับนักเรียนแพทย์ทหารที่มีผลการเรียนดี หรือที่มีปัญหาทางด้านการเงิน
  • เมื่อจบการศึกษาจะได้รับพระราชทานปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมหิดล
  • นักเรียนแพทย์ทหาร ทุนกองทัพบกจะได้รับพระราชทานยศเป็นนายทหารสัญญาบัตร(ร้อยตรี เรือตรี เรืออากาศตรี) และบรรจุเข้ารับราชการเป็นแพทย์ทหารในสังกัดกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ หรือกองบัญชาการทหารสูงสุด
  • นักเรียนแพทย์ทหาร ทุนสาธารณสุข หากไม่ได้รับบรรจุเป็นแพทย์ทหารเข้าสังกัดกองทัพ จะได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นแพทย์สังกัดกระทรวงสาธารณสุข เช่นเดียวกับแพทย์ที่จบจากสถาบันพลเรือนอื่น ๆ
  • ผู้ที่มีผลการเรียนดีตลอดหลักสูตร มีทุนกองทัพบกสนับสนุนให้ไปศึกษาต่อเพิ่มเติม ณ ต่างประเทศ
เนื้อหาโดย: Capt Baron Nessta
VOTED BY: dekban, miszu, ตี๋ซ่าส์, bourbon, Capt Baron Nessta
 
โหวตให้กระทู้นี้ >>
มีผู้เข้าชมแล้ว 2,820 ครั้ง, โหวตแล้ว 6 ครั้ง / 30 คะแนน
โพสท์โดย: Capt Baron Nessta นักโพสท์อันดับ 9ดู Hot Topic อื่นๆของ Capt Baron Nessta
12:58 - 12 เมษายน 2556
แจ้งลบ
กระทู้อื่นๆของ Capt Baron Nessta
ติดตามความบันเทิงจาก Postjung.com บนเฟซบุ๊ค
 

Comment!  

   
 
 
   

ความคิดเห็นยอดนิยม

10:19 - 13 เมษายน 2556 [IP:58.64.x.174] +3 +LIKE disLIKE
3 Capt Baron Nessta เจ้าของกระทู้

ศิษย์เก่าวิทยลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ภาควิชากุมารเวชศาสตร์

LIKE: iiT, หยิ๋งลี่ ผู้ดีอังกฤษ, Capt Baron Nessta
ตอบความคิดเห็นนี้
14:12 - 16 เมษายน 2556 [IP:183.89.x.227] +1 +LIKE disLIKE
5 mata

แล้ว จขกท.ทราบหรือไม่ครับ ว่า รร.๖ ที่อยุ่ในวงกลมมีไข่ปลาเดินรอบวงนั้นมีต้นแบบมาจากไหน

ถ้าตอบได้จะมีคำถามที่สองครับ

LIKE: โสเภณีชั้นสูง
รร.6 เป็นอีกพระนามาภิไธยย่อของรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นพระราชนิยมในสมัยพระองค์ที่ต้องการเรียกพระมหากษัตริย์เป็น "พระราม" โดยตราพระนามาภิไธยนี้สามารถเห็นได้ในพระราชวังพญาไท พบได้ตามประตูต่างๆในวัง
ขอบคุณครับ คุณ saxclarias จขกท.ไม่ได้ตอบก็ไม่เป็นไร อย่างนั้นก็ต้องถามข้อสองต่อ ใครคือผู้ออกแบบตรานี้ครับ
ตอบความคิดเห็นนี้
07:48 - 16 เมษายน 2556 [IP:193.58.x.68] +1 +LIKE disLIKE
4 goorakgoo

ว้าวววววววว เรียนฟรี สำหรับคนที่ไม่มีเงิน แต่ผลการเรียนดี สู้ๆ คนเก่งๆ ที่ไม่มีทุนทรัพย์ เชิญเลยครับ อนาคต ของชาติ 

LIKE: Capt Baron Nessta
ตอบความคิดเห็นนี้
10:19 - 13 เมษายน 2556 [IP:58.64.x.174] +3 +LIKE disLIKE
3 Capt Baron Nessta เจ้าของกระทู้

ศิษย์เก่าวิทยลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ภาควิชากุมารเวชศาสตร์

LIKE: iiT, หยิ๋งลี่ ผู้ดีอังกฤษ, Capt Baron Nessta
อ่านที่ลงในกระทู้หมดยังค่ะ ถ้ายังไปอ่านให้หมดแล้วจะเข้าใจค่ะ *ส่วนเราปัจจุบันไม่ได้เป็นแพทย์แล้วย้ายมาสังกัดกรมแพทย์ทหารเรือแทน เจ้าของกระทู้
เด็ก วพม.ก็เก่งอย่างนี้แหละ5555
ตอบความคิดเห็นนี้
14:34 - 12 เมษายน 2556 [IP:27.55.x.173] +1 +LIKE disLIKE
2 bourbon

ขอบคุณสำำหรับความรู้ดีๆค่ะ  

LIKE: Capt Baron Nessta
ตอบความคิดเห็นนี้
เนื้อหาถูกโพสท์โดยสาธารณชน แสดงบนเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ

เอ๊ะ!! คนพวกนี้ดูผ่านๆอาจดูแปลก ลองซูมเข้าไปใกล้อีกนิดแล้วคุณจะรู้ O.o

นโยบายที่ล้มเหลว ของรัฐบาลเพื่อไทย

เปิดค่าเทอม ปี 2557 ของโรงเรียนอนุบาล-ประถมชื่อดังของไทย

โอบาม่า ควง อาเบะ ลิ้มรสซูชิอร่อยที่สุดในโลก หัวละหมื่นกว่าบาท

ตำรวจตกเฮลิคอปเตอร์เสียชีวิต นาทีสยอง ขณะซ้อมยุทธวิธี

รถไฟตกรางคองโก ตายอย่างน้อย 63 ศพ
ดู Hot Topic
ทั้งหมด
 
QUICK LINK
CONTACT US
ADVERTISE
    2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010 2011 2012 2013   2014
Postjung