ตรวจหวย ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 1 กันยายน 2557 .... ตรวจรางวัล คลิ๊ก
เข้าสู่ระบบ:
  [ลืมรหัสผ่าน] [สมัครสมาชิกฟรี]   
546,472   2,396,261

“วิธีเพิ่มความสุขแบบแปลกๆ” ที่วิทยาศาสตร์บอกว่าได้ผล

ใครๆ ก็พยายามหาวิธีทำให้ตัวเองมีความสุขกันทั้งนั้น แต่วิธีทำให้มีความสุขไม่ได้จำกัดแต่วิธีทั่วไปที่เรารู้จักกันเท่านั้น ยังมีวิธีแบบแปลกๆ ที่วิทยาศาสตร์บอกมาแล้วว่าได้ผลจริง

 

 

ดูภาพยนตร์เศร้า

0416-sad-movie_vg

ที่มาภาพ glamour

ถ้าลองดูจากรายชื่อภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัล ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี ในงานแจกรางวัลออสการ์ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมานี้ อย่างเช่นBraveheart, Titanic , Million Dollar Baby หรือ The King’s Speech จะสังเกตเห็นได้ว่าส่วนใหญ่เป็นภาพยนตร์ที่มีไคลแมกซ์ของเรื่องเศร้าสะเทือนใจทั้งนั้น เพราะอะไรภาพยนตร์เหล่านี้ถึงได้รับความนิยมและคำชมแพร่หลายทั้งๆ ที่ดูแล้วน่าจะทำให้เศร้าหนักมากกว่า?

นักวิทยาศาสตร์เองก็สนใจในเรื่องนี้เช่นกัน ดังนั้น จึงได้มีการทำทดลองกับกลุ่มคนหลายร้อยคน โดยให้ดูภาพยนตร์เรื่อง Atonementซึ่งว่ากันว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่เศร้าที่สุดเรื่องหนึ่ง

atonement_1_1280

ที่มาภาพ joblo

 

ก่อนที่จะเริ่มทดลอง จะมีการสอบถามและบันทึกถึงระดับความสุขในการใช้ชีวิตของผู้ที่เข้าทดลอง ซึ่งรวมถึงเรื่องของเป้าหมายในชีวิต ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง หลังจากนั้นจึงให้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งยาว 120 นาที แล้วให้ตอบคำถามเดิมอีกรอบเพื่อวัดระดับอารมณ์และความสุข

น่าแปลกที่นักวิทยาศาสตร์พบว่า ผู้เข้าทดลองรู้สึกมีความสุขมากขึ้นหลังจากดูภาพยนตร์จบแล้ว เพราะจิตใต้สำนึกจะสั่งให้คนเปรียบเทียบชีวิตและความสัมพันธ์ของตัวเองกับเรื่องเศร้าในภาพยนตร์ การที่ได้เห็นตัวละครพบกับความทุกข์ทำให้คนส่วนมากรู้สึกดีขึ้นกับชีวิตของตัวเองที่เศร้าเทียบกับคนในภาพยนตร์ไม่ได้เลยสักนิด

ดังนั้น คราวหน้าถ้าคุณเกิดเศร้าหนัก หมดหวังในชีวิต อกหัก ทะเลาะกับแฟน ลองชมภาพยนตร์เศร้าแบบมาราธอนดูอาจจะทำให้รู้สึกดีขึ้นกับชีวิตตัวเองอีกหน่อย (ในกรณีนี้ชีวิตจริงของคนดูคงต้องไม่รันทดเท่าในภาพยนตร์การทดลองจึงจะได้ผลตามนี้)

 

 

กินเนื้อแดง

081029141035-large

ที่มาภาพ science daily

ถึงตอนนี้ก็เป็นที่รู้กันแล้วว่า การกินเนื้อแดงเป็นผลเสียต่อสุขภาพเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณจะตายเพราะกินเนื้อแดงมากไปก็อาจจะเป็นการตายอย่างมีความสุข เพราะมีผลการค้นคว้าออกมาว่า การกินเนื้อแดงส่งผลดีกับสุขภาพจิต และถ้าหากกินเนื้อน้อยกว่าปริมาณที่แนะนำหรือไม่กินเลย อาจจะทำให้เสี่ยงมีอาการซึมเศร้ามากขึ้นเป็นสองเท่า

ผลสรุปนี้ได้มาจากการติดตามบันทึกดูว่า วิธีการกินมีผลอย่างไรกับสุขภาพจิตของผู้หญิงชาวออสเตรเลียทั้งหมด 1,000 คน ซึ่งการศึกษานี้นับรวมเอาปัจจัยภายนอกเช่น สภาพสังคมและเศรษฐกิจ ณ ขณะนั้น ความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกาย น้ำหนัก อายุ และปัจจัยอื่นๆ มาคิดคำนวณด้วย นักวิจัยพบว่า ถึงแม้จะรวมปัจจัยภายนอกทั้งหมดนี้แล้ว ผู้หญิงที่กินเนื้อแดงตามปริมาณที่แนะนำ (ครั้งละ 56-113 กรัม 3 ครั้งต่อสัปดาห์) ก็มีแนวโน้มจะมีสุขภาพจิตที่ดีและเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าน้อยกว่ามาก

women-Eating-red-meat

ที่มาภาพ top news

 

แต่ก่อนที่คุณจะวิ่งรี่ไปกินเบอร์เกอร์เนื้อชิ้นโต ลองอ่านดูต่ออีกหน่อย นักวิจัยยังเชื่ออีกว่าความสุขที่เกิดจากการกินเนื้อนี้เป็นเพราะสาร Omega-3 ที่มีอยู่มากในเนื้อแดงของประเทศออสเตรเลีย เนื่องมาจากปศุสัตว์ของประเทศนี้เลี้ยงสัตว์ด้วยหญ้าสดๆ ต่างจากทางของประเทศอเมริกาที่เลี้ยงด้วยธัญพืช ดังนั้น ถ้าจะใช้วิธีนี้ก็ต้องดูด้วยว่ามาจากไหนถึงจะได้ผลจริงๆ

 

 

ทำสมองให้ยุ่งเข้าไว้

onbrain

ที่มาภาพ design space blog

เมื่อถามถึงเรื่องว่าทำยังไงให้มีความสุข จาก 9 ใน 10 ครั้งคนเราจะคิดถึงเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการทำงาน ความสุขในความหมายของหลายๆ คน คือการนั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรที่ริมชายหาด หรือนอนดูโทรทัศน์อยู่กับโซฟาที่บ้านฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องห่วงอะไร

คุณอาจจะรู้อยู่แล้วว่าการหาอะไรทำเพื่อให้ตัวเองตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาจะช่วยให้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น แต่ผลการศึกษาจากหลายๆ แห่งแสดงให้เห็นว่า การทำสมองให้ยุ่งวุ่นวายอยู่ตลอดเวลาทำให้คุณมีความสุขได้มากกว่าการนั่งอยู่เฉยๆ เสียอีก

ในการศึกษาหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์พบว่า ผู้ทดลองที่ทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กับ จะรู้สึกอิ่มเอมทางอารมณ์มากกว่าผู้ที่ทำงานเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงแม้ว่าการทำงานหลายอย่างพร้อมกันทำให้ประสิทธิผลของงานออกมาไม่ดีนักและสมาธิก็ถูกแบ่งให้กับงานหลายๆ อย่างเกินไปจนสมองล้า แต่ความสุขโดยรวมของคนๆ นั้นจะมีเพิ่มมากขึ้น

multitasking

ที่มาภาพ tech disadvantages

 

สาเหตุที่เป็นแบบนี้ก็เพราะฮอร์โมนที่เรียกว่า โดพามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกมีความสุขและมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นระบบประสาททำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ยิ่งเรามีงานให้สมองของเราคิดมากเท่าไหร่ เมื่องานเหล่านั้นทำได้สำเร็จก็จะมีโดพามีนส่งเข้าสู่ระบบร่างกายของเรามากเท่านั้น ยิ่งทำให้มีความรู้สึกมีความสุขมากยิ่งขึ้น และนี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการ โรคบ้างาน (Workaholics)

 

 

ทะเลาะและต่อสู้กัน

6a00d8341c4fe353ef013484714d76970c-800wi

ที่มาภาพ mcall

มนุษย์เรามีสิ่งมีชีวิตที่เป็นความดิบเถื่อนและความก้าวร้าวฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกเป็นสัญชาตญาณแต่กำเนิด แต่คนบางคนก็มีนิสัยชอบหาเรื่องทะเลาะลงไม้ลงมือมากกว่าคนทั่วไป และบางครั้งเรื่องนี้ก็สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลแปลกๆ นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า พฤติกรรมก้าวร้าวมีส่วนช่วยให้ร่างกายผลิตโดพามีน (Dopamine) สารที่ทำให้มีความสุขมากขึ้น

ทฤษฎีนี้ถูกนำมาทดลองกับหนู โดยนักวิทยาศาสตร์ได้นำหนูตัวผู้และตัวเมียใส่ไว้ในกรงหนึ่ง หลังจากนั้น ก็ย้ายหนูตัวเมียออก แล้วนำหนูตัวอื่นที่เรียกว่าเป็น “ผู้บุกรุก” มาใส่ในกรงแทน หนูเจ้าของบ้านเมื่อแฟนสาวหายไปกลายเป็นหนูแปลกหน้าตัวอื่นมาแทนที่ ก็ตอบโต้กับผู้บุกรุกด้วยการทำร้ายร่างกาย จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็นำหนูผู้บุกรุกย้ายมาไว้ในกรงแยกซึ่งจะเปิดออกได้เมื่อหนูเจ้าของบ้านกดปุ่มเปิดประตู ผลปรากฏว่า ถึงแม้จะแยกกรงแล้ว หนูเจ้าของบ้านก็ยังคงกดปุ่มเปิดกรงเพื่อเข้าไปทำร้ายหนูผู้บุกรุกอยู่เรื่อยๆ

1898149437_small_1

ที่มาภาพ flora713

 

หลังจากการทดลองนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็ลองนำฉีดสารที่ไประงับการปล่อยโดพามีนเข้าไปในหนูเจ้าของบ้าน ผลที่ได้คือ หนูหยุดพฤติกรรมรุนแรงทันที เนื่องจากความรุนแรงนี้เกิดมาจากการขับเคลื่อนของฮอรโมน์ และหนูก็แสดงพฤติกรรมรุนแรงออกมาเรื่อยๆ เพื่อให้ร่างกายผลิตโดพามีนที่ทำให้รู้สึกดีออกมาเรื่อยๆ ไม่ต่างจากการเสพยาเสพติด

ดังนั้น สำหรับใครที่มักมีความสัมพันธ์แบบมีความรุนแรงร่วมด้วย หรือเติบโตมาในครอบครัวที่ใช้ความรุนแรงก็อาจจะมีแนวโน้มแสดงพฤติกรรมและอยู่แต่ในสถานการณ์รุนแรงเช่นกัน

 

 

นั่งรถไฟใต้ดิน

BT-3478-TorontoHR

ที่มาภาพ unlock gridlock

ไม่น่าเชื่อว่าการรถไฟใต้ดินจะเกี่ยวกับเรื่องความสุขได้อย่างไร แต่นักวิจัยจากประเทศสวีเดนพบว่า การนั่งรถไฟใต้ดินทำให้คนมีความสุขมากขึ้นจริงๆ

นักวิจัยทดลองด้วยการให้ผู้เข้าร่วมที่ปกติไปทำงานด้วยการขับรถไปเปลี่ยนมานั่งรถไฟใต้ดินแทนเป็นเวลา 1 เดือน ก่อนเริ่มการทดลองจะมีการบันทึกและตอบคำถามเกี่ยวกับความสุขทั่วไปในชีวิต รวมถึงถามว่ารู้สึกอย่างไรกับการต้องนั่งรถไฟใต้ดินไปทำงานตลอดทั้งเดือน ผู้เข้าร่วมทดลองทั้งหมดให้ความเห็นตรงกับว่า หนึ่งเดือนต่อไปนี้น่าจะเป็นประสบการณ์เลวร้าย ที่ต้องไปเบียดเสียดแออัดกับผู้คนในตู้รถไฟอับๆ ใต้ดิน

20120924-Subway-IMG_2859-Amal+Chen_cmyk

ที่มาภาพ theepochtimes

 

แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนครบหนึ่งเดือนของการทดลอง ผู้เข้าร่วมมีทัศนคติที่ดีขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อจบการทดลองส่วนใหญ่ก็รู้สึกดีกับชีวิตมากกว่าเริ่มการทดลองเสียอีก เหตุผลก็เพราะสิ่งที่เรียกว่า Focusing illusion

ในตอนแรกผู้เข้าร่วมมีความคิดเห็นทางลบเกี่ยวกับการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ แต่ที่พวกเขาไม่รู้คือ การเป็นผู้โดยสารเฉยๆ นั้นมีความเครียดน้อยกว่ามาก ระหว่างเดินทางผู้โดยสารจะสามารถทำอะไรหลายอย่างที่เป็นการผ่อนคลาย เช่น อ่านหนังสือ งีบหลับ หรือนั่งเฉยๆ คิดอะไรไปเรื่อยๆ ในขณะที่การขับรถเองในชั่วโมงเร่งด่วนทุกๆ วัน ทำให้เกิดความเครียดสะสมและต้องตื่นตัวอยู่เสมอทำให้ไม่มีเวลาได้ผ่อนคลาย ดังนั้นคราวหน้าถ้าคิดจะไปที่ไหนลองนั่งรถขนส่งสาธารณะดู อาจจะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นกว่าขับไปเอง

 

 

ทำงานบ้าน

kids-chores

ที่มาภาพ parentables

โดยปกติแล้วไม่ค่อยมีใครอยากจะทำงานบ้านสักเท่าไหร่ ตอนสมัยเด็กๆ เราจะทำงานบ้านก็เฉพาะเวลาพ่อแม่สั่งเท่านั้น และเมื่อโตขึ้น เราก็จะทำด้วยความจำเป็นมากกว่าด้วยความอยากทำเสียมากกว่า และสำหรับหลายๆ คน ชีวิตจะมีความสุขขึ้นมากถ้าไม่ต้องทำงานบ้านเลยหรือมีพ่อบ้านที่คอยจัดการให้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม นักวิจัยกลับพบว่าความจริงแล้วการทำงานบ้านกลับทำให้เรามีความสุขมากขึ้นเสียนี่

จากการศึกษาคนจำนวน 30,000 คน จาก 34 ประเทศ พบว่า ผู้ชายที่ทำงานบ้านจะมีความสุขมากกว่าคนที่ไม่ทำ โดยเฉพาะผู้ชายที่มีครอบครัวแล้วเมื่อเห็นภรรยาทำงานบ้านแต่เพียงคนเดียวก็จะเกิดความรู้สึกผิด และจะช่วยงานบ้านบ้างไม่มากก็น้อย แต่ก็มีผลทำให้รู้สึกดีขึ้นเพราะผู้ชายจะรู้สึกมีบทบาทในการช่วยดูแลบ้านมากขึ้น

Man-Doing-Chores-81174613828

ที่มาภาพ sodahead

 

นอกจากนั้น การศึกษายังพบว่า งานตัดหญ้าเป็นงานบ้านที่ดีที่สุด เพราะขณะที่ตัด หญ้าสดจะปล่อยสารเคมีอย่างหนึ่งที่ช่วยระงับความเครียดในสมอง ดังนั้น การเล็มหญ้าที่สนามหน้าบ้านจะทำให้คุณรู้สึกสงบลงได้ นอกจากนั้น การตัดหญ้าก็ยังเป็นการออกกำลังกายอย่างดีที่ช่วยให้ร่างกายผลิตสารเอนโดรฟิน (Endorphine) อีกด้วย

teen-mowing-lawn

ที่มาภาพ she knows

 

 

คิดถึงเรื่องความตาย

Grim_reaper

ที่มาภาพ monster wikia

ความตาย เป็นสิ่งลี้ลับสำหรับมนุษย์เราเสมอมา คนหลายคนไม่สามารถสรุปได้ว่าความตายคืออะไรกันแน่ ความตายเป็นแนวคิดที่ตีความได้ยาก และดูเป็นเรื่องที่คิดแล้วน่าจะทำให้หดหู่มากกว่าทำให้รู้สึกดี แต่กลับกลายเป็นว่า คนส่วนใหญ่เมื่อคิดถึงเรื่องความตายแล้ว ทำให้มีความรู้สึกเป็นสุขและอารมณ์เสียน้อยลง และนอกจากนั้นยังทำตัวเป็นประโยชน์ต่อคนรอบข้างมากขึ้นอีกด้วย

มีการศึกษามากมายเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์เมื่อคิดเกี่ยวกับเรื่องความตาย ในการทดลองหนึ่ง นักวิจัยแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้เดินเลียบผ่านสุสาน ส่วนอีกกลุ่มให้เดินห่างออกไปในที่ๆ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ หลังจากนั้น จะมีนักแสดงเดินผ่านกลุ่มทั้งสองนี้แล้วแกล้งทำสมุดตก กลุ่มคนที่เดินเลียบสุสานจะแนวโน้มที่จะช่วยเก็บสมุดมากกว่าอีกกลุ่มถึง 40 เปอร์เซ็นต์

Omaha-beach-cemetery

ที่มาภาพ Wikipedia

 

นักวิจัยเชื่อว่า ความคิดเกี่ยวกับเรื่องความตาย แม้เพียงเล็กน้อยจะทำให้คนแสดงความมีน้ำใจและอยากช่วยเหลือคนอื่นในขณะที่ตัวเองยังมีชีวิตอยู่มากกว่าปกติ ถึงแม้การทดลองนี้จะดูเหมือนด่วนสรุปไปหน่อย แต่ก็มีการทดลองอีกหลายชิ้นที่สนับสนุนสมมติฐานนี้ นอกจากนั้น ผู้คนที่เป็นห่วงเกี่ยวกับเรื่องความตายจะมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เสี่ยงน้อยกว่าและรักษ์โลกมากขึ้น เช่นเดียวกับการทดลองสมุดโน๊ตตามที่เล่ามาข้างบน เมื่อเราตระหนักถึงความไม่ยั่งยืนของชีวิต ก็เกิดความรู้สึกอยากจะทำตัวให้มีคุณค่ามากขึ้นนั่นเอง

 

 

ที่มา Cracked
ที่มาภาพประกอบ in-my-opinion-blog

 

 

แปลและเรียบเรียงโดย
ทีมงาน everyday-readers.com

VOTED BY: kchuchen, Plooto
 
โหวตให้กระทู้นี้ >>
มีผู้เข้าชมแล้ว 2,879 ครั้ง, โหวตแล้ว 6 ครั้ง / 30 คะแนน
โพสท์โดย: AABB ดู Hot Topic อื่นๆของ AABB
13:13 - 3 เมษายน 2556
แจ้งลบ
 
 

Comment!  

   
 
 
   
เนื้อหาถูกโพสท์โดยสาธารณชน แสดงบนเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ

หาชมยาก..การแต่งกายของคนไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

iPhone 6: เปิดจองแล้ว iPhone 6 Elite บอดี้ทองคำราคาเริ่มต้น 110,000 บาท!

ประยุทธ์ นำ ครม. เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิณาณตน วันนี้

หัวขโมยเจอดี ชาวบ้านบังคับให้คาบเป็ด นั่งขอขมาข้างถนน
ดู Hot Topic ทั้งหมด
 
QUICK LINK
CONTACT US
ADVERTISE
    2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010 2011 2012 2013   2014
Postjung