เข้าสู่ระบบ:
  [ลืมรหัสผ่าน] [สมัครสมาชิกฟรี]   
521,300   2,191,683

เจ้าผู้ครองปัตตานีองค์สุดท้าย

 

 

 

 

 

ไฟล์:Abdulkordae Kamaruddin.jpg

พระยาวิชิตภักดี

(เต็งกูอับดุลกอเดร์ กามารุดดีน)

 

 

พระยาวิชิตภักดีศรีสุรวังษารัตนาเขตประเทศราช (เต็งกูอับดุลกอเดร์ กามารุดดีน) (มาเลย์: Tengku Abdul Kadir Kamaruddin) เจ้าผู้ครองปัตตานีในช่วงปี พ.ศ. 2442 - 2445 ถือเป็นเจ้าผู้ครองปัตตานีองค์ที่ 5 และเป็นเจ้าผู้ครองปัตตานีองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์กลันตันที่ปกครองปัตตานี

 

 

 พระประวัติ

 

พระยาวิชิตภักดีศรีสุรวังษารัตนาเขตประเทศราช (เต็งกูอับดุลกอเดร์ กามารุดดีน) เป็นพระโอรสในพระยาวิชิตภักดีศรีสุรวังษารัตนาเขตประเทศราช (เต็งกูสุไลมานซารีฟุดดีน) โดยมีพระพี่น้องร่วมกัน 4 พระองค์ดังนี้ คือ

เต็งกูสุหลง ชายาเต็งกูบิตารา ชายาท่านนี้มีมารดาคือเต็งกูนิปูเตะ ธิดารายาเมืองสายบุรี

เต็งกูบือซาร์ ต่วนกัมบัล ชายาเต็งกูมูฮัมหมัด อุปราชเมืองปัตตานี

เต็งกูอับดุลกอเดร์ กามารุดดีน

เต็งกูมูฮัมหมัดซอและ

 

 

 พระโอรส-ธิดา

 

เต็งกูอับดุลกอเดร์ กามารุดดีนมีทายาทจากเต็งกูบุตรีกลันตันด้วยกัน 6 พระองค์ โดยเป็นโอรส 3 พระองค์ และธิดา 3 พระองค์ ได้แก่

เต็งกูอะหมัดนูรุดดีน (เต็งกูศรีอาการายา) จากต่วนนามัสปะตานี

เต็งกูซูไบด๊ะ (เต็งกูบือซาร์) พระอัยกีในสมเด็จพระราชาธิบดีตวนกู ซัยยิด ซีรอญุดดีน รายาแห่งรัฐปะลิส ประเทศมาเลเซีย

เต็งกูยูโซฟชาฟุดดีน

เต็งกูราว์เดาะ ประไหมสุหรีรายาหะยี ฮาหมัดเประ

เต็งกูกามารีเยาะ ทายาทอินเจะมอร์นะปะตานี

เต็งกูยะห์ ชายาเต็งกูอับดุลกอเดร์ (เต็งกูปุตรา) บุตรรายาเมืองสายบุรี

เต็งกูมะห์มูดหมูดมะห์ยุดดีน

 

 

ตำแหน่งเจ้าผู้ครองปัตตานี


หลังจากพระยาวิชิตภักดีศรีสุรวังษารัตนาเขตประเทศราช (เต็งกูสุไลมานซารีฟุดดีน) พระบิดาได้สิ้นพระชนม์แล้ว เต็งกูอับดุลกอเดร์ กามารุดดีนจึงได้ขึ้นเป็นผู้ครองเมืองแทนนับเป็นรายาองค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์กลันตันที่ปกครองปัตตานี

 

 

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง


ต่อมาในปี พ.ศ. 2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราโชบายในการเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก 7 หัวเมือง ให้มารวมเป็นเมืองเดียว ยกเลิกอำนาจเจ้าเมืองทั้ง 7 โดยจัดตั้งเป็นมณฑลปัตตานี โดยพระองค์ทรงตระหนักถึงบรรดารายาทั้งหลายที่ต้องคัดค้าน แต่อย่างไรก็ตามพระองค์ก็ทรงส่งองคมนตรีท่านหนึ่งเพื่อมาปรึกษาหารือเรื่องราวดังกล่าว โดยสยามได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะมอบบำเหน็จบำนาญแก่รายาทั้งหลายจนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต แต่ทว่าสิทธิและรายได้ในเมืองปัตตานีจะต้องมอบรัฐบาลสยามในกรุงเทพฯ และรายาปัตตานีก็ไม่ต้องส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทอง (บุหงามาส) ดังเช่นที่ทำมาตั้งแต่อดีต

บรรดารายาหลายองค์ก็เห็นด้วย และลงมือชื่อยินยอมในพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยกเว้นเต็งกูอับดุลกอเดร์ที่ไม่ยินยอม ด้วยเหตุนี้องคมนตรีชาวสยามจึงได้ใช้วิธีการที่แข็งกร้าวโดนการคุมตัวเต็งกูอับดุลกอเดร์ โดยรายาองค์อื่นๆยินยอมลงลายมือชื่อยกเว้นรายาระแงะ และรายารามัน ภายหลังรายาทั้งสองก็ยินยอมปฏิบัติตามในภายหลัง ต่อมาองคมนตรีได้นำตัวเต็งกูอับดุลกอเดร์ไปยังกรุงเทพมหานคร เพื่อให้รายาองค์นี้ลงลายมือลายชื่อ แต่เต็งกูอับดุลกอเดร์ก็ไม่ยินยอม ในที่สุดรายาพร้อมด้วยพรรคพวกถูกส่งกักขังที่เมืองพิษณุโลก บางคนก็เสียชีวิตกลางทาง และบางคนก็เสียชีวิตที่เมืองพิษณุโลก

หลังจากการเต็งกูอับดุลกอเดร์ถูกกักขังอยู่นานถึง 2 ปี 9 เดือน ในปี พ.ศ. 2448 พระองค์จึงได้รับพระบรมราชานุญาตให้เดินทางกลับเมืองปัตตานี แต่เมืองปัตตานีนั้นได้เปลี่ยนแปลงไป คือได้ทำการรวม 7 หัวเมืองเป็นเมืองเดียวกัน และอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าเมืองสงขลาซึ่งมีข้าหลวงใหญ่ พระยามหิบาลประจำที่เมืองปัตตานี บรรดาเจ้าเมืองก็ต่างรอรับเงินบำนาญจากรัฐบาลสยาม

 

 

สิ้นพระชนม์

 

หลังจากเต็งกูอับดุลกอเดร์ กามารุดดีนกลับมายังเมืองปัตตานีแล้ว ภายหลังพระองค์พร้อมด้วยครอบครัวได้อพยพไปประทับ ณ รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซียในปัจจุบัน จนถึงปี พ.ศ. 2476 เต็งกูอับดุลกอเดร์ กามารุดดีนก็สิ้นพระชนม์ โดยหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ปัตตานีจึงอยู่ในขอบขัณฑสีมาของสยามตั้งแต่บัดนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 อาณาจักรปัตตานี

 

 

อาณาจักรปัตตานี (มาเลย์: كراجأن ڤتاني; Kerajaan Patani) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศไทย ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาสในปัจจุบัน ไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่าอาณาจักรปัตตานีถือกำเนิดขึ้นเมื่อใด และใครเป็นผู้ก่อตั้ง แต่น่าจะมีความสืบเนื่องไปถึงสมัยลังกาสุกะ ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่11 เดิมอาณาจักรปัตตานีนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน แต่ในราวพุทธศตวรรษที่ 21 ได้เริ่มเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม และมีความเจริญรุ่งเรืองมาก โดยบางช่วงอาณาจักรแผ่ขยายครอบคลุมถึงกลันตันและตรังกานู ตอนกลางของมาเลเซีย แต่หลังการสิ้นสุดราชวงศ์ศรีวังสา อาณาจักรปัตตานีก็เริ่มเสื่อมลง จนตกอยู่ในอำนาจของสยามในปี พ.ศ. 2329 และกลายเป็นเมืองขึ้นเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. 2445ก็ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยามประเทศ

 

 

ไฟล์:Queen Hiau of Patani.jpg

 

 

ประวัติ

 

เมืองปัตตานีพัฒนาขึ้นมาจากหมู่บ้านเล็กๆ ริมฝั่งทะเล เมื่อมีเรือสินค้ามาจอดแวะอยู่บ่อยๆ เมืองก็ขยายตัวออกไป มีผู้คนมาอาศัยหนาแน่น รายาศรีวังสาจึงย้ายเมืองหลวงจาก "โกตามะห์ลิฆัย" เมืองหลวงเก่ามายังปัตตานี สมัยนั้นการติดต่อกับต่างชาติ โดยเฉพาะอินเดียและอาหรับได้ส่งผลสำคัญคือการยอมรับนับถือศาสนาอิสลามในสมัยของราชาอินทิราโดยชาวปาไซที่ทำการรักษาอาการป่วยของราชาอินทิรา และการดัดแปลงอักษรอาหรับเป็นอักษรยาวี นอกจากนี้ยังติดต่อกับอาณาจักรอยุธยาอย่างใกล้ชิด พ.ศ. 2106 พม่ายกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา รายามุซซอฟาร์ได้ส่งทัพไปช่วย แต่เมื่อมาถึงปรากฏว่ากองทัพปัตตานีกลับบุกเข้าไปในเมือง แม้จะยึดพระราชวังไว้ได้ แต่สุดท้ายก็ถูกตีตอบโต้กลับมา รายามุซซอฟาร์สิ้นพระชนม์ขณะยกทัพกลับ พระศพถูกฝังไว้ที่ปากอ่าวริมแม่น้ำเจ้าพระยา โอรสของพระองค์จึงได้ชื่อว่า รายาปาเตะสิแย จากเหตุการณ์นี้ทำให้ความสัมพันธ์กับอยุธยาตกต่ำลง ขณะที่เหตุการณ์ภายในก็เต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจในหมู่เครือญาติเรื่อยมา จนกระทั่งไม่มีผู้สืบทอดอำนาจหลงเหลือ บัลลังก์รายาจึงตกเป็นของสตรีในที่สุด

อาณาจักรปัตตานีในช่วงสมัยรายาฮีเยา(พ.ศ. 2127-2159) ถึงรายากูนิง (พ.ศ. 2178-2231) ซึ่งล้วนเป็นกษัตรีย์ ถือเป็นอาณาจักรของชาวมลายูที่มี ความรุ่งเรืองมากที่สุด หลังจากมะละกาตกเป็นเมืองขึ้นของโปรตุเกส ทำให้ปัตตานีกลายเป็นศูนย์กลางการค้าขายและมีความรุ่งเรืองมาก ดังบันทึกของชาวต่างชาติว่า

“พลเมืองปัตตานีมีชายอายุ 16-60 ปี อยู่ถึง 150,000 คน เมืองปัตตานีมีผู้คนหนาแน่น เต็มไปด้วยบ้านเรือน บ้านเรือนราษฎรนับตั้งแต่ประตูราชวังถึงตัวเมืองปลูกสร้างเรียงรายไม่ขาดระยะ หากว่ามีแมวเดินบนหลังคาบ้านหลังแรกไปยังหลังสุดท้าย ก็เดินได้โดยไม่ต้องกระโดดลงบนพื้นดินเลย” 

และ “ปัตตานีมีแคว้นต่างๆ อยู่ภายใต้การปกครองถึง 43 แคว้น รวมทั้งตรังกานู และกลันตันด้วย”

การที่อาณาจักรปัตตานีรุ่งเรืองจนเป็นคู่แข่งทางการค้าของอาณาจักรอยุธยา รวมไปถึงการที่ปัตตานียกทัพตีเมืองพัทลุงและนครศรีธรรมราช ในปีพ.ศ. 2173 ก่อให้เกิดสงครามตามมาถึง 3 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2173 พ.ศ. 2175 และพ.ศ. 2177  สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นอย่างมาก แต่ถึงปีพ.ศ. 2178 รายาอูงูเสด็จสวรรคต นำไปสู่การเจริญสัมพันธไมตรีที่แน่นแฟ้นของ 2 อาณาจักรขึ้นใหม่ในช่วงสั้นๆ ราชวงศ์ศรีวังสาสิ้นสุดลง เมื่อกองทัพกลันตันยกทัพตีเมืองปัตตานีแตกในปี พ.ศ. 2231 รายากูนิงเสด็จหนีไปและสิ้นพระชนม์ที่แคว้นปาหังทางตอนใต้ หลังจากนั้นมาอาณาจักรปัตตานีก็ไม่สามารถกลับมารุ่งเรืองได้อย่างเก่าอีก และอยู่ภายใต้การปกครองของกลันตัน เศรษฐกิจที่ซบเซาทำให้อาณาจักรอ่อนแอลง

 

 

 

 

 

รัตนโกสินทร์

 

ในปี พ.ศ. 2329 รัชกาลที่ 1 ทรงยกทัพตีเมืองปัตตานีไว้ได้ ปัตตานีจีงเป็นประเทศราชของสยามตั้งแต่บัดนั้น กองทัพสยามได้เผาทำลายบ้านเมืองพระราชวัง จนหมดสิ้น แล้วได้ยึดเอาทรัพย์สมบัติและปืนใหญ่ที่หล่อในสมัยรายาบีรูไป 3 กระบอก แต่เหลือมาถึงกรุงเทพเพียง 1 กระบอก คือปืนใหญ่พญาตานี ปัจจุบันอยู่หน้ากระทรวงกลาโหม  ความไม่พอใจต่อการปกครองของชาวสยาม ก่อให้เกิดกบฏขึ้นในปี พ.ศ. 2334 และ พ.ศ. 2351 รัชกาลที่ 2 จึงแยกอาณาจักรปัตตานีเป็น 7 หัวเมือง แต่ก็ยังเกิดการกบฏอีกในปี พ.ศ. 2374 และ พ.ศ. 2381 รัชกาลที่ 3 จึงทรงตัดสินพระทัยให้ราชวงศ์กลันตันปกครองปัตตานีต่อมา และกวาดต้อนเอาเชลยศึกมาตั้งถิ่นฐานริมคลองแสนแสบ กระทั่งปีพ.ศ. 2445 รัชกาลที่ 5 ทรงเตรียมการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล การปกครองโดยราชวงศ์กลันตันจึงยุติลง และถือเป็นปีสิ้นสุดของอาณาจักรปัตตานี ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของสยามโดยสมบูรณ์ มณฑลปัตตานีก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2449 แต่ถึงปีพ.ศ. 2466 ชาวบ้านจำนวนมากก็ออกมาชุมนุมประท้วงข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น รัชกาลที่ 6 จึงทรงออกพระบรมราโชบายสำหรับมณฑลปัตตานี เมื่อ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2466 ไว้ 6 ข้อเพื่อแก้ไขความไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่และข้าราชการ และนำไปสู่การยุบมณฑลปัตตานีเป็น 3 จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จนถึงทุกวันนี้

 

 

 

 

 

ลำดับกษัตริย์และผู้ปกครองอาณาจักรปัตตานี

 

 

ราชวงศ์ศรีวังสา

รายาศรีวังสา (พ.ศ.?-2043)

รายาอินทิรา หรือรายามูฮัมหมัดชาห์ (พ.ศ. 2043-2073)

รายามุซซอฟาร์ (พ.ศ. 2073-2106)

รายามันโซร์ชาห์ (พ.ศ. 2106-2115)

รายาปาเตะสยาม (พ.ศ. 2115-2116)

รายาบะห์โดร์ (พ.ศ. 2116-2127)

รายาฮีเยา (พ.ศ. 2127-2159)

รายาบีรู (พ.ศ. 2159-2167)

รายาอูงู (พ.ศ. 2167-2178)

รายากูนิง (พ.ศ. 2178-2231)

 

ราชวงศ์กลันตัน

รายาบากาล (พ.ศ. 2231-2233)

รายาเออร์มัสกลันตัน (พ.ศ. 2233-2250)

รายาเออร์มัสจะยัม (พ.ศ. 2250-2253)

รายาเดวี (พ.ศ. 2253-2262)

รายาบึนดังบาดัน (พ.ศ. 2262-2266)

รายาลักษมณาดายัง (พ.ศ. 2266-2267)

รายาอาลุงยานุส (พ.ศ. 2267-2269)

รายายานุส (พ.ศ. 2269-2270)

รายามูฮัมหมัด ( พ.ศ. 2270-2328)

 

การปกครองของสยาม

เต็งกูลูมิดีน (รายาบังดังบันดัน) (พ.ศ. 2328-2334)

ดาโต๊ะปังกาลัน (พ.ศ. 2334-2352)

พระยาตานี (ขวัญซ้าย) (พ.ศ. 2352-2358)

พระยาตานี (พ่าย) (พ.ศ. 2358-2359)

ตวนสุหลง (พ.ศ. 2359-2375)

นิยูโซฟ (พ.ศ. 2375-2381)

 

ราชวงศ์กลันตัน

เต็งกูมูฮัมหมัด (พ.ศ. 2381-2399)

เต็งกูปูเตะ (พ.ศ. 2399-2425)

เต็งกูตีมุง (พ.ศ. 2425-2433)

เต็งกูบอสู (สุไลมานซารีฟุดดีน) (พ.ศ. 2433-2442)

เต็งกูอับดุลกอเดร์ (กามารุดดีน) (พ.ศ. 2442-2445)

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณที่เข้ามาชม

 

 

 

 

VOTED BY: kadoum, ผมแฟงครับ, gaka, Pprang, paulla paully, คุณหนูฟ้า, Syam, Raphael Wong, Meet jo, คุณชายเซี่ยงชุน, ไอ จ้อน แมน, jack bass, Adam Lambert, ซาอิ, Herman, SyedBukhoree, ton, ลูกเสี่ยขอ
 
โหวตให้กระทู้นี้ >>
มีผู้เข้าชมแล้ว 7,956 ครั้ง, โหวตแล้ว 21 ครั้ง / 105 คะแนน
โพสท์โดย: คุณหนูฟ้า ดู Hot Topic อื่นๆของ คุณหนูฟ้า
04:05 - 22 มีนาคม 2556 (แก้ไขล่าสุด: 10:07 - 22 มีนาคม 2556)
แจ้งลบ
 
 

เนื้อหาถูกโพสท์โดยสาธารณชน แสดงบนเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ

ตู้ เหวินเจ๋อ ฟิตปั๋ง! ขอไฟเขียวภรรยา มานัวเนียสาวเอวี!! ใน ซั่มกระฉูด ทะลุโตเกียว

ส่อง มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2014 ใน ชุดว่ายน้ำ

คนไทย เตรียมตัวเชียร์เกาหลีเหนือ หรือ เกาหลีใต้ ในนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลเอเชี่ยนเกมส์ 2014

คลิปชัด!!!จังหวะเป่าไทยเสียจุดโทษเกาหลีใต้ อินชอนเกมส์ (ชมคลิป)
ดู Hot Topic ทั้งหมด
 
QUICK LINK
CONTACT US
ADVERTISE
    2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010 2011 2012 2013   2014
Postjung