เข้าสู่ระบบ:
  [ลืมรหัสผ่าน] [สมัครสมาชิกฟรี]   
521,300   2,191,683

ความลับของการ์ตูนสโนว์ไวท์ 25 ข้อนี้ คุณรู้แล้วหรือยัง?

อ้างอิง กระปุกดอทคอม

ความลับของการ์ตูนสโนว์ไวท์

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Movie Fone

          สโน ว์ไวท์ กับคนแคระทั้ง 7 อาจเป็นการ์ตูนเรื่องโปรดของหลาย ๆ คนมาตั้งแต่ยังเด็ก จากเนื้อเรื่องสุดคลาสสิกแบบเทพนิยายเต็มตัว เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ของมัน แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่ากว่าจะมาเป็นการ์ตูนเรื่องนี้ สโนว์ไวท์ผ่านประวัติความเป็นมาอย่างไรบ้าง และถ้าใครอยากรู้ให้ได้ชื่อว่าเป็นแฟนตัวจริงล่ะก็ ลองมาอ่านข้อมูลจากเว็บไซต์ Movie Fone ที่กระปุกดอทคอมรวบรวมมาฝากกันเลยดีกว่า

         1. เดิมทีการ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่องยาวเรื่องแรกที่ดิสนีย์ตั้งใจจะสร้างไม่ใช่ เรื่องสโนว์ไวท์ แต่เป็นเรื่องอลิซในดินแดนมหัศจรรย์โดยมี แมรี พิคฟอร์ด (Mary Pickford) เป็นคนแสดงนำท่ามกลางโลกของตัวการ์ตูนต่างหาก

         2. สุดท้ายเหตุผลที่สโนว์ไวท์กลายมาเป็นแอนิเมชั่นเรื่องยาวเรื่องแรกก็เป็น เพราะเชื่อว่าคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นของคนแคระจะดึงดูดความสนใจได้ นอกจากนี้ฉากในป่าก็น่าจะเพิ่มสัตว์น้อยใหญ่เรียกสีสันขึ้นมาได้ อีกทั้งสโนว์ไวท์ยังเป็นหนึ่งในละครเงียบเรื่องแรก ๆ ที่ วอลเตอร์ ดิสนีย์ ได้ดูเมื่อปี 1916 อีกด้วย

         3. ในปี 1934 ดิสนีย์ได้สร้างการ์ตูนสั้นชื่อว่า The Goddess of Spring ที่มีเทพธิดาเพอร์เซโฟนีเป็นตัวเอกของเรื่อง ซึ่งการ์ตูนเรื่องนี้นับว่าเป็นการ์ตูนที่สร้างขึ้นมาเพื่อชิมลางดูก่อนว่า การ์ตูนพร้อมเสียงเพลงอย่างสโนวไวท์จะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ว่าได้

         4. ดีนน่า เดอร์บริน เคยมาออดิชั่นบทสโนว์ไวท์ แต่ทีมงานคิดว่าเสียงของเธอเป็นผู้ใหญ่เกินไป บทนี้จึงตกเป็นของ เอเดรียนา คาเซลอตติ วัย 19 ปี ลูกสาวของ กิวโด คาเซลอตติ ครูสอนร้องเพลง และ มาเรีย โอเรฟิซ นักร้องโอเปร่า ซึ่งเธอได้ค่าเหนื่อยเป็นมูลค่า 970 เหรียญสหรัฐ หรือราว 2.8 หมื่นบาทนั่นเอง

         5. เรื่องนี้ใช้เวลาสร้างเกือบ 5 ปี ด้วยทีมงานกว่า 570 ชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแอนิเมเตอร์และศิลปิน รวมทั้งมีการวาดรูปสเก็ตช์กว่า 2 ล้านรูป แม้จะมีเพียง 1.6 แสนชุดที่ได้รับการเผยแพร่ออกมาให้เห็นในภาพยนตร์จริงก็ตาม

         6. มาร์จ เบลชอร์ เป็นต้นแบบท่าทางการเคลื่อนไหวของสโนว์ไวท์ให้ศิลปินได้วาดลอกเลียนตาม ในขณะที่ หลุยส์ ไฮทาวเวอร์ คือต้นแบบของเจ้าชาย

         7. การ์ตูนเรื่องนี้ใช้เทคนิคการใช้กล้องมัลติเพลนเข้าช่วยเพิ่มความสมจริงมาก ขึ้น ทำให้ฉากหลังยังคงความชัดเจนทุกมุม และทำให้ถ่ายทอดภาพได้ถึง 3 - 7 เซลต่อเฟรม การเคลื่อนไหวจึงดูเนียนสมจริงมากเลยทีเดียว

         8. ถ้าคุณคิดว่าเสียงของสลีปปี้และกรัมปี้คล้ายกันล่ะก็ คุณไม่ได้คิดไปเองหรอก เพราะตัวละครสองตัวนี้มีคนพากย์เสียงเป็นคนเดียวกัน ซึ่งก็คือ พินโต คอลวิก คนเดียวกับที่พากย์เสียงตัวละครดังของดิสนีย์อย่างกูฟฟี่นั่นแหละ

         9. ก่อนจะมาเป็นคนแคระทั้ง 7 พร้อมคาแรกเตอร์เหล่านี้ มีชื่ออื่น ๆ ซึ่งก็คือ อาลฟูล, บิ๊กกี้, เดอร์ตี้, แก็บบี้, กลูมมี่, ฮอปปี้, ฮอตซี่, จอนตี้, จั๊มปี้ และ ชิฟตี้ เคยถูกคัดออกมาก่อน

         10. สนีซซี่ได้แรงบันดาลใจมาจาก บิลลี่ กิลเบิร์ต ดาราตลกที่ชอบใช้มุกจามเป็นประจำ และเป็นคนพากย์เสียงสนีซซี่ด้วย

         11. ตอนแรกโดปี้ไม่ได้ถูกวางตัวให้เป็นใบ้ แต่เพราะหาคนพากย์ที่เหมาะกับบทไม่ได้ เลยให้เขาไม่สามารถพูดได้ไปเสียเลย

         12. ราชินีใจร้ายถูกสร้างขึ้นให้คล้ายคลึงกับ ตัวละครที่ ลูซิล ลาเวิร์น แสดงในเรื่อง A Tale of Two Cities เมื่อปี 1935 และเธอก็ได้มาเป็นคนพากย์เสียงราชินีให้กับเรื่องสโนว์ไวท์อีกด้วย

         13. มีหลายฉากที่ถูกตัดออกไป เช่นฉากที่เจ้าชายถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินของปราสาท ในขณะที่โครงกระดูกเต้นรำอยู่ต่อหน้า และฉากที่สโนว์ไวท์วาดฝันว่าตัวเองกำลังเต้นรำกับเจ้าชายอยู่บนก้อนเมฆท่าม กลางดวงดาวในเพลง Some Day My Prince Will Come รวมไปถึงฉากที่สโนว์ไวท์สอนให้คนแคระกินซุปอย่างมีมารยาทในเพลง Music in Your Soup

         14. แฟรงค์ เชอร์ชิล และ แลร์รี่ มอร์เรย์ แต่งเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ถึง 25 เพลง แม้จะมีเพียงแค่ 7 เพลงในหนังก็ตาม

         15. อย่างไรก็ดี แอนิเมชั่นเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ที่มีอัลบั้มเพลงประกอบตามออกมา ซึ่งมีเพลงที่ถูกตัดออกบางเพลง เช่น You're Never Too Old to Be Young, Music in Your Soup และ Doin' the Dopey รวมอยู่ด้วย

         16. เดวิด แฮนด์ ซึ่งเป็นแอนิเมเตอร์ผู้สร้างแบมบี้ เป็นผู้ช่วยผู้กำกับของเรื่องนี้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้รับการให้เครดิตตามที่ควรก็ตาม ซึ่งอาจเป็นเพราะฉากที่เขาร่วมสร้างคือฉากที่ถูกตัดออกก็เป็นได้

         17. ตอนแรกดิสนีย์ตั้งงบประมาณเรื่องนี้ให้อยู่แค่ 1.5 - 2.5 แสนเหรียญสหรัฐหรือราว 4.4 - 7.4 ล้านบาท แต่พอสร้างเสร็จกลับบานปลายเป็นเงินกว่า 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐหรือราว 44 ล้านบาทขึ้นมาซะนี่ ทำให้ช่วงนั้นผลงานนี้ถูกล้อเลียนว่าเป็นความโง่เขลาของดิสนีย์ไปเลยทีเดียว

         18. แต่สุดท้ายการลงทุนของดิสนีย์ก็คุ้มค่า เพราะเรื่องนี้กวาดรายได้ไปถึง 8.5 ล้านเหรียญสหรัฐหรือราว 250 ล้านบาท ทำสถิติหนังที่ทำเงินมากที่สุดเมื่อปี 1938 จนกระทั่งถูกภาพยนตร์เรื่อง Gone With the Wind ทุบสถิติเมื่อปี 1939

         19. สโนว์ไวท์ได้รับรางวัล Best Musical Score จากงานอคาเดมี อวอร์ดส (Academy Awards)ในปี 1939 โดยมีถ้วยรางวัลใหญ่ และมีถ้วยรางวัลชิ้นเล็ก ๆ มอบเป็นรางวัลพิเศษอีก 7 อัน ซึ่งคนมอบถ้วยรางวัลนี้ก็คือสาวน้อยวัย 10 ขวบ เชอร์ลีย์ เทมเปิล

         20. จริง ๆ แล้วแอนิเมชั่นเรื่องนี้เป็นสูตรสำเร็จเหมือนแทบทุกเรื่องของดิสนีย์คือ มีเจ้าหญิง (หรือว่าที่เจ้าหญิง) แสนสวยเป็นเด็กกำพร้า เจ้าชายซื่อ ๆ ตัวร้ายขี้อิจฉา และเพื่อนหรือสัตว์เลี้ยงน่ารักตัวเล็ก ๆ ที่คอยให้กำลังใจช่วยเหลือ...หรือคุณคิดว่าซินเดอเรลล่าและเจ้าหญิงนิทราไม่ ได้มีพลอตเรื่องแบบเดียวกันล่ะ?

         21. และถ้าลองมาคิดดูดี ๆ แล้ว แม้แต่ภาพยนตร์เรื่อง Enchanted เมื่อปี 2007 ก็ยังคงมีเค้าโครงแบบเทพนิยายเป๊ะ ๆ ตามนี้เหมือนกันนะ

         22. ดิสนีย์เคยส่งภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายมากถึง 9 ครั้งแล้ว และบ่อยเป็นพิเศษในปี 1993 ถ้านับรวมยอดทั้งหมดก็กวาดรายได้ไปราว 185 ล้านเหรียญสหรัฐหรือราว 5.5 พันล้านบาท นับเป็นหนังที่ทำรายได้มากเป็นอันดับ 10 ของโลก

         23. ราชินีใจร้ายนั้นน่าจดจำถึงขนาดได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวร้ายในภาพยนตร์เรื่อง Annie Hall เมื่อปี 1977

         24. ปี 1989 ร็อบ โลว์ ได้แต่งตัวเป็นสโนว์ไวท์ ร้องเพลง Proud Mary ที่คนส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าเป็นการแสดงที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์งานอ คาเดมี ดิสนีย์จึงได้ฟ้องร้องที่ละเมิดลิขสิทธิ์ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง แต่คดียังไปไม่ถึงไหนก็ได้มีการถอนฟ้องซะก่อน เพราะทางอคาเดมีออกมากล่าวขอโทษอย่างเป็นทางการ

         25. ปี 2012 เป็นปีของเจ้าหญิงเสน่ห์แรงสโนว์ไวท์ เพราะมีภาพยนตร์ของเธอถึง 2 เรื่อง ทั้ง Mirror Mirror และ Snow White and the Huntsman แม้ว่าสโนว์ไวท์ยุคใหม่ทั้งสองคนจะพึ่งพาตัวเองแทนที่จะรอความช่วยเหลือ เพียงอย่างเดียวแบบในอดีตก็ตาม

         ทั้ง นี้เชื่อว่าต่อให้สโนว์ไวท์ได้ชื่อว่าเป็นเทพนิยายสูตรสำเร็จขนาดไหน และแม้เวลาจะผ่านไปเท่าไหร่ สโนว์ไวท์ก็จะยังคงเป็นเรื่องโปรดของสาว ๆ หลายคนอยู่แน่นอน เพราะไม่ว่าอย่างไรเรื่องราวเทพนิยายชวนฝันก็ยังคงมีเสน่ห์เป็นอมตะอยู่ทุก ยุคทุกสมัยนั่นแหละจริงไหมคะ

ที่มา http://webboard.zubzip.com/topic/54289

 

VOTED BY: BooM, Farilty, เด็กติดเกมส์, TONGKY, mintmovie
 
โหวตให้กระทู้นี้ >>
มีผู้เข้าชมแล้ว 11,204 ครั้ง, โหวตแล้ว 15 ครั้ง / 69 คะแนน
โพสท์โดย: Nemojung ดู Hot Topic อื่นๆของ Nemojung
17:01 - 26 กุมภาพันธ์ 2556
แจ้งลบ
 
 

Comment!  

   
 
 
   
เนื้อหาถูกโพสท์โดยสาธารณชน แสดงบนเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ

จัดเต็ม! เช็กทุกความพร้อม แข้งไทย ฟัด เกาหลีใต้ เย็นนี้ แฟนบอลชาวไทยห้าม

V-Line ที่เป็นข่าว เขาศัลยกรรมกันอย่างไร [ทำใจก่อนดู]

เธอมาไกลมาก จาก ดญ.จนๆ ที่คนดูถูก ขึ้นแท่นเจ้าของธุรกิจหลักล้าน ในวัย 23 ปี

ตำนาน 'The Sleepless Men'
ดู Hot Topic ทั้งหมด
 
QUICK LINK
CONTACT US
ADVERTISE
    2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010 2011 2012 2013   2014
Postjung