เข้าสู่ระบบ:
  [ลืมรหัสผ่าน] [สมัครสมาชิกฟรี]   
410,236   1,979,969

รวมสัตว์โลกในตำนาน (แบบจัดเต็ม)

Kelpies (เคลพี)

Kelpies (เคลพี) เคลพี หมายถึง ม้าน้ำ (Water Horse) เป็นวิญญาณแห่งน้ำตามความเชื่อของชาวสก๊อตแลนด์ ซึ่งอาจทำอันตรายหรือทำให้มนุษย์ถึงตายได้ เคลพีมีหลายรูปร่าง หนึ่งในนั้นคือชายขนดกกับม้าสวยงาม ขณะที่อยู่ในร่างม้า มันจะเชื้อเชิญให้ผู้ชายขี่มัน จากนั้นผู้ขี่ก็จะพบว่าเขาไม่สามารถลงจากมันได้ และมันก็พาเขาไปที่บ้านใต้น้ำของมัน เหยื่อของเคลพีบางส่วนจะแค่จมน้ำตายไป หรือถ้าโชคร้ายก็จะกลายเป็นอาหารของมันด้วย เคลพีในแม่น้ำส่วนใหญ่มักจะทำให้คนจมน้ำเท่านั้น ขณะที่มันอยู่ในร่างของม้า สามารถแยกแยะจากม้าทั่วไปได้โดยดูที่รอยเท้าด้านหลังของมัน เคลพีสามารถถูกบังคับด้วยบังเ***ยนได้ แต่มันไม่ใช่ความคิดที่ดีนักในการควบคุมเคลพีหลังจากที่มันมีพลังอำนาจพอจะ ร่ายคำสาป ใส่ผู้อื่น นอกจากร่างของม้าแล้ว เคลพียังแปลงเป็นชายรูปหล่อเพื่อล่อลวงหญิงสาวเข้าไปในถิ่นพำนักของมันได้ ในร่างนี้เราสามารถแยกแยะได้โดยการดูจากกระดองและสาหร่ายในเส้นผมของมัน(ยัย มุก ยัยใหม่ ระวังไว้ เหอๆๆ)

   
 

Kappa (กัปปะ)

Kappa (กัปปะ) ตามตำนานของญี่ปุ่น กัปปะเป็นปีศาจน้ำที่ชอบทำให้มนุษย์จมน้ำ มันผอมแห้งเนื้อติดกระดูก และมีศีรษะกลมที่เต็มไปด้วยน้ำ นอกจากนั้นมันยังมีกระดองเต่าอยู่บนหลังและมีกลิ่นเหม็นเหมือนปลาเน่า เหยื่อที่ถูกมันดึงลงน้ำก็จะถูกกิน อย่างไรก็ตาม มันไม่ใช่สัตว์ที่ฉลาด หลายครั้งที่มันแสดงความโง่ออกมาให้เห็น คนที่เผชิญหน้ากับกัปปะเพียงโค้งให้มันอย่างสุภาพ กัปปะก็จะโค้งตอบ และทำให้น้ำบนศีรษะของมันหกลงมา เมื่อน้ำลดลงกัปปะจะมีแรงดึงให้เหยื่อของมันจมน้ำได้น้อยลง ซึ่งเปิดโอกาสให้เหยื่อหนีไปได้ อีกวิธีหนึ่งที่จะเลี่ยงจากกัปปะได้ คือ ให้แตงกวาแก่มัน แตงกวานั้นต้องมีชื่อและอายุของผู้ให้อยู่ เมื่อคนโยนแตงกวานั้นให้ กัปปะก็จะจำไว้และไม่ทำร้ายคน ๆ นั้น
   

Jersey Devil (เจอร์ซี เดวิล)



Jersey Devil (เจอร์ซี เดวิล) เจอร์ซีเดวิล (หรือ ปีศาจเจอร์ซี) มีหัวเหมือนกับม้าหรือแกะ มีปีกคล้ายกับค้างคาวแต่ใหญ่กว่า ส่วนลำตัวนั้นยาวและเหมือนกับงู ในปี 1909 มีพยานหลายคนได้ยินเสียงน่าขนลุกจากแม่น้ำ Delaware และเห็นสัตว์ประหลาดเรืองแสงบินอยู่บนท้องฟ้า นอกจากนั้นยังพบรอยเท้าแปลกประหลาดบนหลังคาบ้านหรือบริเวณใกล้กับเล้าไก่อีก ด้วย ตำนานเกี่ยวกับเจอร์ซีเดวิลมีหลายตำนาน หนึ่งในนั้นกล่าวว่าเจอร์ซีเดวิลเกิดในปี 1850 จากคำสาปของยิปซีในตัวหญิงสาวคนหนึ่ง และเจ้าปีศาจได้หนีเข้าไปในป่าทันทีที่เกิด ซึ่งยังคงอาศัยอยู่ในป่าจนบัดนี้
   
 

Incubi & Succubi (อินคิวบิ & ซัคคิวบิ)

Incubi & Succubi (อินคิวบิ & ซัคคิวบิ) บางตำนานเรียก Succubus (ซัคคิวบัส) กับ Incubus (อินคิวบัส) เจ้าวิญญาณร้ายสองตัวนี้จะเข้าฝันผู้คนเพื่อสำเร็จความใคร่ให้มนุษย์ อินคิวบิเป็นวิญญาณผู้ชายที่จะเข้าฝันผู้หญิง มันสามารถทำให้ผู้หญิงคลอดลูกที่ชั่วร้ายออกมาได้ หนึ่งในกลุ่มนั้นคือ เมอร์ลิน ซัคคิวบิเป็นวิญญาณผู้หญิงที่น่าสยดสยอง ซึ่งจะเข้าไปในฝันของผู้ชายและร่วมประเวณีกัน ดูเหมือนซัคคิวบิจะเกี่ยวข้องกับ Lilith (ลิลิธ) ภรรยาคนแรกของอดัม ซึ่งหลังจากเธอถูกขับไล่จาก Eden (อีเดน) เธอก็กลายเป็นมารดาแห่งภูติผีปีศาจ กล่าวกันว่าเธอมักจะไปหาผู้ชายกลางดึก เพื่อสืบเชื้อสายปีศาจให้มากขึ้น
   
 

Hoop Snake (ฮูปสเนค)


Hoop Snake (ฮูปสเนค) ฮูปสเนคเป็นสัตว์ในนิทานพื้นบ้านของชาวอเมริกา มันเป็นงูที่อมปลายหางของตัวเองไว้ในปาก และเคลื่อนที่โดยการหมุนตัวบนพื้นดิน ฮูปสเนคสามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็วจนไม่มีใครหนีพ้น วิธีเดียวที่จะหนีจากมันก็คือกระโดดลอดผ่านรูที่เกิดจากการอมปลายหางของมัน จะทำให้ฮูปสเนคสับสนและเคลื่อนที่ผ่านเราไปโดยย้อนกลับไม่ทัน บางครั้งฮูปสเนคก็เกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์ “Uroboros (อุโรโบรอส)” (ถ้าอ่าน Full Metal Alchemist น่าจะเคยได้ยินนะ) สัญลักษณ์แห่งความอมตะและจักรวาลรวมเป็นหนึ่งในศิลปะของกรีกและอียิปต์ สัญลักษณ์อุโรโบรอสแสดงให้เห็นรูปของงูที่มีปลายหางของมันอยู่ในปาก ตัวของมันโค้งเป็นวงกลม พญางูแห่งมิดการ์ดในตำนานของชาวนอร์สก็โอบล้อมโลกด้วยการอมหางของมันไว้ใน ปากเช่นกัน

   
 

Hippocampus (ฮิปโปแคมปัส)

Hippocampus (ฮิปโปแคมปัส) อาจจะไม่คุ้นชื่อนะครับสำหรับตัวนี้ ฮิปโปแคมปัสเป็นสัตว์ครึ่งม้าครึ่งปลา ชื่อของมันแปลว่า “Sea Horse” ครับ (จะแปลว่า ม้าทะเล หรือ ม้าน้ำ ดีล่ะ...) มันมีหัวและขาหน้าเหมือนกับม้า แต่เท้าเป็นพังผืดและแผงคอมีครีบ ลำตัวของมันยาวเหมือนม้า ส่วนท่อนล่างเป็นหางปลา
   
 

Hell Hounds (เฮล ฮาวนด์)

Hell Hounds (เฮล ฮาวนด์) แปลตรงตัวคือ “สุนัขล่าเนื้อแห่งนรก” นั่นเองครับ มีหลายตำนานที่พูดถึงสุนัขน่ากลัวซึ่งอาศัยอยู่ใต้โลกพวกนี้ ตำนานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือ “Cerberus (เซอร์บิรุส)” (แต่ผมเคยอ่านเจอเค้าเรียกกันว่า เคลเบรอส อ่ะคับ-นาย Touru) สุนัขสามหัว มีหางเป็นงู ผู้เฝ้าประตูนรก (Way to Hades - Hades แปลว่านรกหรือพญายมครับ) เซอร์บิรุสนั้นดุร่ายป่าเถื่อน แต่ก็ถูกเฮอร์คิวลิสปราบลงได้ หรือถูกกล่อมให้หลับด้วยเสียงเพลงเมื่อ Orpheus เดินทางมาที่ใต้โลก (ในแฮร์รี่ก็อิงกับตำนานนี้ครับ) อีกตัวหนึ่งนอกจากเซอร์บิรุส ก็คือ “Garm (การ์ม)” เป็นสุนัขแห่งนรกในตำนานของชาวนอร์สครับ หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อจากเกมออนไลน์ Ragnarok
   
 

Harpies (ฮาร์ปี)

Harpies (ฮาร์ปี) ฮาร์ปีมักถูกวาดภาพเป็นสัตว์ที่มีศีรษะและหน้าอกเหมือนผู้หญิง แต่ร่างกายเป็นนก (คล้าย ๆ กินรีที่เรารู้จักกันนั่นแหละ) มันเป็นที่รู้จักในเรื่องกลิ่นอันเหม็นอย่างร้ายกาจ ซึ่งจะทำลายทุกอย่างที่เข้าใกล้
   
 

Golem (โกเลม)

Golem (โกเลม) ว่ากันว่าพระชาวยิวในเมืองปราก (Prague) เมืองหลวงของเชโกสโลวะเกีย เป็นคนสร้างโกเลมขึ้น ในตอนนั้นชาวยิวที่อาศัยอยู่ในสลัมของปรากกำลังถูกข่มเหง โกเลมจึงเกิดขึ้นเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้อง (Protection) โกเลมถูกสร้างขึ้นจากดินเหนียว และจะมีชีวิตเมื่อพระเขียนคำว่า shem (“ชื่อ”) บนกระดาษหนังแล้วใส่เข้าไปในปากของมัน นอกจากนั้นพระยังเขียนคำว่า emet (“สัจธรรม” Truth) บนหน้าผากของมัน โกเลมมีร่ายกายที่แข็งแกร่งและคอยปกป้องชาวยิวตลอดมา อย่างไรก็ตาม ผู้คนในเมืองเริ่มเกรงกลัวสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้น พระจึงได้ทำลายโกเลมด้วยการเปลี่ยนคำว่า emet เป็น met ซึ่งหมายถึง “ความตาย”
   
 

Cyclopes (ไซคลอป)

Cyclopes (ไซคลอป) ไซคลอปคือยักษ์ที่มีตาเดียวอยู่กลางใบหน้า กล่าวกันว่าไซคลอปตัว (?) แรกเป็นบุตรของไกอา พระแม่ธรณี กับยูเรนัส สวรรค์ชั้นฟ้า (Uranus, the Heavenly Sky ..แต่งงานกับท้องฟ้าหรือเนี่ย!)
   
 

Bunyips (บันยิป)

Bunyips (บันยิป) กล่าวกันว่าบันยิปมีบ้านเกิดอยู่ที่ ทางน้ำในออสเตรเลีย มันมักจะถูกบอกเล่าว่ามีหางเหมือนจระเข้ และส่วนอื่นเหมือนกับจิ้งจอก นกอีมู หรือคน พวกมันสามารถมีแผงคอหรือศีรษะที่เต็มไปด้วยวัชพืช และเท้าของมันหันกลับด้าน สิ่งหนึ่งที่ทุกตำนานเชื่อเหมือนกัน คือ เสียงร้องไห้ของบันยิปจะดังสนั่นหวั่นไหวอย่างน่ากลัว เมื่อไรที่คุณได้ยินเสียงดังจากหนองน้ำ...นั่นแหละบันยิปล่ะ อ้อ! ระวังอย่าเข้าใกล้มันเชียว เพราะบันยิปกิน (จริง ๆ คือ กลืน) คน และชอบกินผู้หญิงกับเด็กเป็นพิเศษด้วย
   
 

Banshee (แบนชี)

Banshee (แบนชี) ตามตำนานชาวไอร์แลนด์ (Irish) แบนชีเป็นวิญญาณผู้หญิงที่จะร้องเสียงโหยหวนเมื่อได้สัมผัสกลิ่นแห่งความตาย เธอจะติดตามบางครอบครัวเป็นพิเศษ และร้องเสียงโหยหวนเมื่อมีสมาชิกในครอบครัวใกล้จะตาย แบนชีมีผมพลิ้วไหวและดวงตาสีแดงจากการร่ำไห้ บางตำนานบอกว่าเธอมีช่องจมูกรูเดียว
     
 
   
 
.เลวีอาธาน.. [..Leviathan..]


เป็นสัตว์ ทะเลขนาดยักษ์ เพศเมีย มีหลายหัว มันมีพละพลังมหาศาล มีโครงสร้างร่างกายที่แกร่งกล้า มีเกล็ดตามร่างกายที่หนาถึง 2 ชั้นซึ่งเปรียบเหมือนเสื้อนอก ที่แต่ละชั้นแนบชิดติดตัวและต่อกันเป็นเนื้อเดียวเหมือนตราผนึกที่แข็งแกร่ง จนลมไม่สามารถผ่านเข้าออกได้ มันมีดวงตาที่ส่องสว่างเปรียบเหมือนแสงอันเจิดจ้าของอรุณรุ่ง (หมายถึงมันโผล่ตาขึ้นมาเหนือน้ำเหมือนที่จระเข้ทำเวลาล่าเหยื่อ ตามันจะโผล่พ้นน้ำมาเล็กน้อย เหมือนพระอาทิตย์โผล่พ้นเหลี่ยมเขาในตอนเช้า) มีฟันแหลมคมเหมือนจระเข้ 


....สามารถพ่นไฟได้ และแม้เพียงหายใจก็มีควันคุกรุ่นออกมาเหมือนหม้อเดือด เนื้อหนังมังสาที่อยู่ภายใต้เกล็ดแกร่งนั้นเล่าก็หล่อติดกันแน่น จนไม่ว่าใครก็ไม่สามารถทำอะไรมันได้ อีกทั้งช่วงล่าง (หรือคงเป็นช่วงท้อง) ก็มีสภาพเป็นเกล็ดแหลมคม อาวุธต่างๆ ไม่สามารถสร้างความเสียหายและระคายเคือง อีกทั้งหัวใจยังแข็งแกร่งเหมือนแท่นโม่หิน......"
 
   
 

   
 
...กิเลน ...[Qilin, Kylin หรือ Kirin]...

ตามตำนานของจีน 

.... กิเลนเราเรียกได้ว่าเป็นเจ้าป่าที่แท้จริง เนื่องจากกิเลนนั้นเป็นสัตว์ที่ไม่มีอันตรายใดๆ มีคุณธรรมสูงมาก เวลาที่กิเลนเดินก็จะไม่เหยียบย่ำสิ่งมีชีวิตใดๆ แม้แต่หญ้าหรือวัชพืชบนดิน 



....ถ้าเป็นตัวผู้เรียกว่า "กี" ถ้าเป็นตัวเมียเรียกว่า "เลน" หรือ "กิเลน" กิเลน ตามตำนานจีนว่ามีรูปร่างเหมือนกวาง แต่มีเขาเดียว หางเหมือนวัว หัวเป็นมังกร ตีนมีกีบเหมือนม้า (บางตำราว่ามีตัวเป็นสุนัข ลำตัวเป็นเนื้อสมัน) เกิดจากธาตุทั้งห้า คือ ดิน น้ำ ไฟ ไม้ และโลหะ ผสมกัน 

....เชื่อว่ามีอายุอยู่ได้ถึงพันปี และถือว่าเป็นยอดแห่งสัตว์ทั้งหลาย เป็นสัญลักษณ์แห่งคุณงามความดี ปรากฏให้เห็นเมื่อใด ก็จะเกิดผู้มีบุญมาปกครองบ้านเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุขเมื่อนั้น กิเลนเป็นหนึ่งในสี่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งประกอบด้วย หงส์ เต่า มังกร และกิเลน (บ้างว่าเป็น เสือ) 


     
   
 
...ไซเรน ....[Siren]...

....เป็นสัตว์ร้ายที่อาศัยอยู่ตามริมฝั่งทะเลที่เป็นชายฝั่งแบบฟยอร์ด 
....ไซเรนมีรูปร่างลักษณะเป็นเงือก บางตำราว่าตัวเป็นนก แต่หัวเป็นคน ไซเรนจะชอบร้องเพลง เสียงของไซเรนไพเราะเพราะพริ้งจนทำให้คนที่เดินเรือผ่านมายังบริเวณใกล้ เคียงที่ไซเรนอาศัยอยู่หลงทางเข้ามาตามเสียงเพลงของไซเรน และเรือที่เข้ามาจะหลงไหลในเสียงเพลงยิ่งขึ้นทำให้ออกตามหาแล้วจะตกเป็น เหยื่อของไซเรน 

 

....เหล่านางไซเรนนั้น จะต้องถึงแก่ชีวิตหากมีผู้ใดรอดชีวิตมาได้หลังฟังบทเพลงของนาง เมื่อโอดิสซีอุสสามารถรอดไปได้หลังจากนั้น เหล่านางไซเรนจึงกลายเป็นหินไป นอกจากนางพาร์เธโนเพ ซึ่งโดดลงทะเลด้วยความโกรธ ศพของนางถูกคลื่นซัดมาเกยหาด และมีการก่อสุสานให้นางตรงบริเวณที่ต่อมากลายเป็นเมืองเนเปิลส์ 

   
 
ชูปาคาบรา ....[Chupacabra]...

...เป็น สิ่งมีชีวิตลึกลับในตำนานชนิดหนึ่ง มีผู้ที่อ้างว่าพบเห็นมันครั้งแรกในเปอร์โตริโกในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 และมีหลายคนรายงานว่า มันได้ฆ่าสัตว์ชนิดต่างๆเป็นจำนวนมาก และยังคงมีผู้พบเห็นมันมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน 

....จากลักษณะที่ผู้ที่พบเห็นสังเกต ชูปาคาบราที่ลักษณะคล้ายกิ้งก่า มีสีเขียวอมเทา มีความสูงประมาณ 1 เมตร และมีท่ายื่นและกระโดดคล้ายจิงโจ้ 


....หลาย คนบอกว่า เจ้าสัตว์ประหลาดที่ว่านี้อาจเป็นตัว ชูปาคาบรา ซึ่งเล่าลือกันว่าเป็นสัตว์ลึกลับที่ชอบเล่นงานพวกวัวในทุ่งปศุสัตว์ แล้วทิ้งซากอันเหวอะหวะไว้ เว้นแต่เด็กสาวทั้งสามที่ว่า แล้วคำบอกเล่าในเรื่องนี้มักมาจากคนที่ฟังเขาเล่าต่อๆ กันมา กับมาจากพวกลูกจ้างในกรมทหารหรือโรงพยาบาล ซึ่งให้ข้อมูลกับนักจานบินวิทยาของบราซิลโดยไม่ยอมเปิดเผยชื่อจริงเวลาผ่าน มา 10 ปีแล้ว ยังไม่ปรากฏหลักฐานที่เชื่อถือได้ในเหตุการณ์ที่เล่าลือกันนี้ 
     
   
 

Chimera (คิมีร่า)

 

ตัวนี้น่าจะคุ้นกันดี คิมีร่าเป็นสัตว์ที่มีหัวเป็นสิงโต ตัวเป็นแพะ และหางเป็นงู ลมหายใจของมันก่อให้เกิดเพลิงร้อนแรงถึงตายได้เชียวนะ คิมีร่า Chimera หรือ Chimaera ชื่อกรีก= Χιμαιρα ชื่อภาษาละติน= Chimæra 


....คิ มีร่าเป็นสัตว์ในตำนานกรีก มีส่วนผสมของสัตว์อีกสามชนิด ได้แก่ สิงโต แพะ และงูหรือมังกร โดยมันมีส่วนหัวปกติจนไปถึงอกเป็นสิงโต ส่วนกลางของมันเป็นแพะ และมีส่วนท้ายเป็นงู มีหัวงูอยู่ที่ตรงปลายหางสามารถศัตรูได้ ซึ่งแต่ละหัวของมันนั้น มีความคิดเป็นของตัวเอง หัวมังกรของมันสามารถพ่นไฟได้ หายใจเป็นเปลวไฟ หางมันเป็นงูพิษร้ายแรง กัดแล้วถึงตายในทันที คิเมร่าเป็นลูกของอสูรกายไทฟอน และอิคิดนา มีพี่น้องหกตัวได้แก่ เซอร์บีรัส ไฮดรา นีเมียน สฟิงซ์ และเลดอน 

   
 
Dragons (ดรากอน - มังกร)


...ตัวนี้น่าจะรู้จักกันดียิ่งกว่าห้าตัวแรก คำอ่าน ดรากอน นั้นผมหมายถึงสำเนียงคนไทยนะครับ (ถ้าให้อ่านตามจริง จะประมาณ ดรา-เกิน หรือ แดร-เกิน) มังกรพบเจอได้บ่อย ๆ ในเทพนิยายและตำนานต่าง ๆ สำหรับตำนานของชาวบาบิลอน (Babylonian Myth) ‘Tiamat (เทียแมท)’ เป็นมังกรผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้ต่อสู้กับพระเจ้า Marduk และในนิทานของอังกฤษ นักบุญจอร์จได้ฆ่ามังกรเพื่อปกป้องสาวพรหมจรรย์ 

 

....มังกรเป็นสัตว์ที่เกิดในตำนานของเกือบทุกชาติในโลก ในตำนานยุโรปมังกรเป็นสัตว์ที่ดุร้ายและเป็นตัวแทนของความชั่วร้ายที่ต้อง ปราบ วีรบุรุษในตำนานหรืออัศวินมีหน้าที่อย่างหนึ่งคือปราบมังกร ในขณะที่เอเชียมองมังกรในเชิงเคารพและบูชา เป็นสัญลักษณ์ของความสูงส่งและความอุดมสมบูรณ์มังกรมาจากภาษาลาตินว่า Draco 

... ตำนานฝรั่งกล่าวว่า มังกรเป็นสิ่งแรกที่เกิดขึ้นในจักรวาล โดยในตอนที่จักรวาลเริ่มต้นใหม่ๆทุกอย่างอยู่ในภาวะเป็นน้ำที่ขุ่นขึ้น สรรพสิ่งทั้งมวลยังไม่แสดงตัวตนออกมา และก่อนที่โลกจะก่อตัวก็มีวิญญาณดวงหนึ่งกำเนิดขึ้นท่ามกลางสภาวะอันยุ่ง เหยิง ดวงวิญญาณนี้ลุกเป็นไฟหมุนตัวไปท่ามกลางอวกาศด้วยความหิวโหยและกระหายในความ ใคร่ เมื่อจักรวาลยังว่างเปล่า มันไม่พบสิ่งใดนอกจากเงาสท้อนของตัวเอง ด้วยความหิวมันจึงไล่งับหางและกลืนกินตัวเอง พร้อมทั้งผสมพันธุ์ไปด้วย ด้วยเหตุนี้มังกรตัวแรกก็กลายเป็นสองตัวจากนั้นก็ทวีคูณขึ้นไปเรื่อยๆ จนมังกรเต็มห้วงนภากาศไปหมด จากนั้นมันกลายเป็นสัตว์ต่างๆ รวมทั้งมนุษย์ด้วย
   
 
Griffin กริฟฟิน

....Griffon (ฝรั่งเศส), Griffin (อังกฤษ) สัตว์ประหลาดในตำนานเทพนิยายกรีก โดยกริฟฟอนจะมีหน้าที่สำคัญอยู่ 2 อย่าง คือหนึ่งเป็นผู้ลากราชรถของเหล่าเทพ ซึ่งกริฟฟอนเหล่านี้จะแตกต่างจากกริฟฟอนทั่วไปคือมีร่างและปีกเป็นสีดำ และหน้าที่ที่ 2 ก็คือคอยลงโทษเหล่ามนุษย์ที่มักมากในทรัพย์สมบัติ ซึ่งอันนี้มาจากนิสัยของกริฟฟอนที่ชอบสะสมสมบัติมีค่า หรือชอบทำรังไว้ใกล้ ๆ กับขุมสมบัติ 

....กริฟฟิน หรือ กริฟฟอน (griffin, gryphin, griffon หรือ gryphon) คือสัตว์ในเทพนิยายร่างกายเป็นครึ่งนกอินทรี ครึ่งสิงโต โดยส่วนหัว ขาคู่หน้าและปีก เป็นนกอินทรี ส่วนลำตัวและขาคู่หลังเป็นสิงโต และมีหางเป็นงู บางจำพวกก็มี หางของสิงโต ขนบนหลังเป็นสีดำ ขนที่อยู่ข้างหน้าเป็นสีแดง ส่วนขนปีกเป็นสีขาว. อาศัยอยู่ในถ้ำตามภูเขาตามตำนานกรีก 

 

....กริฟฟินถูกเปรียบเทียบให้เป็นเหมือนกับซาตาน ที่คอยล่อลวงวิญญานของมนุษย์ให้ติดกับ แต่ต่อมากริฟฟินก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของทั้งทวยเทพ และมนุษย์ สำหรับพระเยซู เพราะมันเป็นเจ้าแห่งพิภพและเวหา อีกทั้งมีรังสีแห่งแสง อาทิตย์. ศัตรูของกริฟฟินคือ บาซิลิสก์ ซึ่งเปรียบได้กับรูปจำลองของซาตาน 

   
 
.Hydra (ไฮดรา)

... ไฮดราเป็นบุตรของ Echidna กับ Typhon มันอาศัยอยู่ในหนองน้ำของเลอร์นา (Lerna) ไฮดราเป็นสัตว์เก้าหัวที่มีพิษถึงตายได้ และมันมีหัวหนึ่งที่เป็นอมตะ ทุกครั้งที่หัวหนึ่งโดนตัดก็จะงอกขึ้นมาใหม่ได้ (บอสของบางเกมก็เอามุขนี้ไปใช้เหมือนกัน) เฮอร์คิวลิสฆ่าไฮดราโดยการใช้คบไฟลนตรงแผลที่ถูกตัดจนปิดสนิท เพื่อไม่ให้หัวใหม่งอกขึ้นมาได้ และฝังหัวที่เป็นอมตะไว้ใต้ก้อนหิน 

....อสุรกายตัวนี้อาศัย ณ บึงร้างเลอร์นาในอาร์โกลิส เป็นมอนสเตอร์ร่างใหญ่อีกหนึ่งในตระกูลไทฟอน(ยักษ์ร้อยหัว) และ อิคิดนา (นางปีศาจครึ่งคนครึ่งงู) แต่บางเวอร์ชั่นว่าเป็นบุตรของไททันพาลลาส(Pallas)และสติกซ์(Styx เทพีแห่งแม่น้ำแห่งความตายสติกซ์) เป็นพี่น้องกับนีเมียน เคอบีรอส ไคเมรา ลาดอน และสฟิงซ์
   
 
. (Medusa)เมดูซ่า

...ตาม ประวัติก่อนจะกล่าวถึงเมดูซ่าก็ต้องเริ่มที่กอร์กอน กอร์กอน เป็นอสูรกายน่าเกลียดน่ากลัวมีผมเป็นงู มีด้วยกันสามพี่น้องคงกระพันฆ่าไม่ตาย ยกเว้นตัวน้องสุดท้องที่ชื่อเมดูซ่าที่อาจฆ่าให้ตายได้ หากผู้ใดมองตานางเมดูซ่าจะกลายเป็นหิน ตำนานกล่าวว่าเดิมทีกอร์กอนทั้งสามเป็นเทพธิดารูปงามและอ่อนโยน มีความบริสุทธิ์เป็นพรหมจารีย์ แต่ขณะที่เมดูซ่ากำลังบูชาเทวี อะธีน่า ในวิหารได้ถูกโพไซดอนหลงรักและพยายามใช้กำลังขืนใจ 

...เรื่อง รู้ถึงเทวี อะธีน่า ทรงได้ฉวยโอกาศใส่ความว่าลบหลู่นางโดยการสมสู่ในวิหารของนางเนื่องด้วยความ เดิม อะธีน่า กับเมดูซ่ามีแม่คนเดียวกัน และ อะธีน่า ต้องการทำลายเมดูซ่าให้สิ้นซาก จึง สาปให้เมดูซ่ามีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว และสาปให้ผมที่สวยงามดุจเส้นไหมทองของนางกลายเป็นงูเลื้อยยั้วเยี้ยเต็มหัว จากหญิงพรหมจารีย์ที่งดงาม ก็กลายเป็นปีศาจที่น่าขยะแขยง เมดูซ่าทั้งโศกเศร้า อับอาย และน้อยใจในความอยุติธรรมทั้งที่เธอมิได้ทำผิด ทั้งที่เธอตั้งใจรักษาพรหมจารีย์ 

....แต่นางก็มิเคยได้ผลความดีตรงนั้นเลยจนนางมีแต่ความอับอายและความ แค้น จนเมดูซ่าต้องการทำลายทุกชีวิตที่ขวางหน้าจากความเกลียดชังที่ปะทุขึ้น ทุกคนที่มองหน้านางก็จะกลายเป็นหินไปหมด จนได้กล่าวขวัญเป็นอสูรกายที่ร้ายกาจที่สุดในตำนานกรีก 


   
 

(Werewolf)มนุษย์หมาป่า



เป็น ผีจำพวกเดียวกับแวมไพร์และมีพฤติกรรมคล้ายกัน คือ ดื่มกินเลือดและเนื้อของมนุษย์และสัตว์อื่นเป็นอาหาร เป็นความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ของชาวยุโรปในยุคกลาง โดยที่เชื่อว่า บุคคลที่เป็นมนุษย์หมาป่าจะกลายร่างเป็นหมาป่าในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง อาจจะแปลงร่างเป็นหมาป่าทั้งตัวเลยก็ได้ หรือครึ่งคนครึ่งหมาป่า หรือแม้กระทั่งแปลงเป็นสัตว์ป่าชนิดอื่น เช่น หมี เป็นต้น 
....โดยที่วิธีการฆ่ามนุษย์หมาป่าจะคล้าย ๆ กับแวมไพร์ โดยตอกด้วยลิ่ม หรือเผา ที่เห็นบ่อยโดยเฉพาะในภาพยนตร์ก็คือ การยิงด้วยกระสุนที่ทำจากเงินหรือกระสุนผ่านการปลุกเสก มนุษย์หมาป่าก็แพ้แสงแดด และถูกตามล่าเหมือนกับแวมไพร์ 

เป็น ไปได้ว่าความเชื่อเรื่องมนุษย์หมาป่านั้น มีที่มาจากความกลัวหมาป่า โดยเฉพาะหมาป่าที่พบในยุโรป ที่มีลำตัวขนาดใหญ่ และมักออกล่าเป็นฝูง โดยอาจดักซุ่มโจมตีมนุษย์หรือสัตว์เลี้ยงในเวลากลางคืน ผนวกกับความเชื่อและความหวาดกลัวบุคคลนอกสังคม ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นปีศาจ อย่างแม่มดหรือแวมไพร์ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เรื่องมนุษย์หมาป่านั้น แท้จริงแล้วคือ สัญชาตญาณสัตว์ป่าที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ 
....รากศัพท์ที่มาของคำว่า มนุษย์หมาป่า นั้น Were เป็นภาษาอังกฤษโบราณที่หมายถึง "มนุษย์" นั่นเอง และความเชื่อเรื่องของมนุษย์ที่กลางร่างเป็นกึ่งคนกึ่งสัตว์ที่มีทั่วทุกมุม โลก เช่น ในอเมริกาใต้มีมนุษย์งูเหลือม หรือมนุษย์จระเข้ ที่แอฟริกามีมนุษย์เสือดาว หรือเสือดำ หรือปีศาจช้าง ที่อินเดียมีมนุษย์สิงโต หรือ " นรสิงห์ " นั่นเอง

   
 
Kraken (คราเคน)

...ใน บรรดาเรื่องเล่าเกี่ยวกับสัตว์ยักษ์ใต้สมุทร คงไม่มีเรื่อง ใดจะน่าสยดสยองเท่าความดุร้ายของ Kraken อีกแล้วจากเรื่องเล่าขาน เจ้าสัตว์ยักษ์ตัวนี้มีขนาด มหึมา มีหนวดใหญ่ยุ่บยั่บ โผล่ขึ้นจากน้ำพรวดเดียวก็สูงกว่าเสากระโดงเรือ เจ้า Kraken ชอบที่จะโจมตีเรือเดินสมุทรอย่างกะทันหัน โอบหนวดของมันรัดลำเรือเอาไว้ หนวดที่ เหลือมันจะรัดลูกเรือจนกระดูกแหลกเหลว บ้างก็รัดเข้ามา ป้อนเข้าปากอันน่ากลัวของมัน 
 

....แต่เรื่องราวในช่วงถัดมาเกี่ยวกับคราเก้นก็ค่อยๆ ลดขนาดของมันลงเรื่อยๆ ไม่มหึมา โอฬารอย่างในอดีต ถึงกระนั้นก็ยังจัดเป็นสัตว์ไซส์ยักษ์อยู่ดี Kraken ในตำนานของทะเล เหนือ ในสายตาของนักชีววิทยาแล้ว มันคงเป็นสัตว์ประเภทปลาหมึกยักษ์เสียมากกว่า ลักษณะของปลาหมึกชนิดนี้มักจะก้าวร้าวรุกราน และขึ้นมาหาเหยื่อเหนือผิวน้ำ เมื่อแล เห็นมนุษย์ ขนาดของมันไม่ถึงกับยาวกว่าครึ่งไมล์ ตามบันทึกของท่านบิชอปหรอกนะ ถึงกระนั้นขนาดของมันก็สูสีกับสัตว์ที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก คือปลาวาฬเสปิร์มอยู่ดี
   
 
Manticore (มันติคอร์)

.... มันติคอร์เป็นสัตว์ประหลาดที่เกี่ยวข้องกับชาวอินเดีย มันติคอร์มีศีรษะเป็นชาย ร่างกายเป็นสิงห์ และหางเหมือนแมงป่อง (บางตำนานบอกว่าหางเหมือนกับลูกบอลหนาม) มันมีฟันสามแถว และสามารถยิงหนามจากหางของมันดั่งเป็นศรธนู มันติคอร์เป็นสัตว์ที่โหดร้ายและตะกละไม่มีที่สิ้นสุด นอกจากนั้นยังชอบล่ามนุษย์ด้วย 

 

....อย่างไรก็ตาม ใบหน้าของมันไม่ใช่สัตว์ แต่กลับเป็นใบหน้าของมนุษย์ มีฟันบนสามแถว และฟันล่างอีกสามแถว เป็นฟันที่แหลมคมและใหญ่กว่าเขี้ยวของสุนัขล่าเนื้อ ใบหูของ มัน ก็คล้ายกับของมนุษย์ เว้นแต่ว่ามีขนาดใหญ่ กว่าและมี ขนหยาบ ตาของมันมีสีน้ำเงินเทาคล้ายนัยน์ตามนุษย์ แต่เท้า และกรงเล็บของมันเหมือนของสิงโต ที่ปลายหางของมันคือ หางของแมงป่อง ที่อาจจะมีความยาวเกินกว่า 18 นิ้ว ที่ปลาย สุดของหาง มีเหล็กไนที่สามารถต่อยคนถึงตาย ได้ทันที อยู่เต็มไปหมด มันสามารถปล่อยเหล็กไนที่มีลักษณะ เหมือนกับ ลูกศร และสามารถยิงไปได้ไกล เมื่อปล่อยเหล็กในไปแล้ว มันก็จะ ม้วนหางกลับ หากมันจะยิงเหล็กไนไปทิศตรงข้าม มันจะยืดหาง ออกไปจนสุดแทน 

 

..... คนที่ถูกเหล็กไนของมันติคอร์จะตายทันที ช้างเป็น!ชนิดเดียว ที่มันติคอร์จะ ไม่ทำร้ายเนื่องจาก มันติคอร์ เป็นสัตว์ที่น่ากลัวเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน เพราะมันเกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่าง คนกับสิงโต! มีฟันอันแหลมคม นิสัยเจ้าเล่ห์ มีหน้าเป็นคน ตัวเป็นสิงโต ลองคิดดู ถ้าคุณเข้าป่าเห็นหน้ามันโผล่มา คุณต้องคิดว่ามันเป็นคน แน่ๆ แต่พอเข้าไปหา กลายเป็นสัตว์ประหลาด อะไรจะเกิดขึ้น 

 


....ส่วนชื่อของมัน ก็มาจากภาษา เปอร์เซีย คือ martikhora แปลว่า ผู้กินคน (แค่ชื่อก็น่ากลัว แล้ว) คน เอเซีย ยุคโบราณต่าง ก็รู้จัก มันติคอร์กันทั้งนั้น ใน ศตวรรษ ที่สอง มีนักประวัติศาสตร์โรมันบรรยายถึง ความ น่ากลัวของมันติคอร์จากเรื่องบอกเล่าที่มีมาราว 700 ปี ก่อนหน้านั้นว่าในอินเดียมี!ป่าชนิดหนึ่งที่มีอำนาจ น่าเกรงขาม รูปร่างใหญ่ราวกับสิงโตตัวที่ใหญ่ที่สุด มีผิวสีแดง ขนหยาบคล้ายสุนัข ในภาษาอินเดียเรียกมันว่า มาร์ติคอรัส
 
   
 
Minotaur(มิโนทอร์)



 

....มิโนทอร์ (Minotaur) ตามเทพนิยายกรีก มิโนทอร์มีตัวเป็นคนหัวเป็นวัวเกิด อยู่ในคุกที่ไม่มีทางออกสร้างโดยแดดาลุส-นักประดิษฐ์ ซึ่งได้รับคำสั่งจากราชาไมนอส (Minos) เป็นห้องโถงที่มีทางเข้าทางออกวกวนน่าเวียนหัว มีทั้งชั้นล่างและชั้นบน เป็นเขาวงกต (Labyrinth) 

....เรื่องราวความเป็นมาของมิโนทอร์เริ่มขึ้นเมื่อ ไมนอส (Minos) พยายาม ที่จะก้าวขึ้นสู่ บัลลังก์กษัตริย์ของครีต (Crete) ในการทำเช่นนี้ไมนอส ต้องชนะใจ ชาวครีต และอ้างว่าเทพเจ้าก็เห็นดีเช่นกัน ดังนั้นเทพเจ้าจะตอบรับคำขอทุกข้อของเขาอีกด้วย ชาวครีต อาจจะไม่ค่อยพอใจ การที่ไมนอสจะขึ้นเป็นกษัตริย์เท่าไร จึงท้าให้เขาขอ โปไซดอน (Poseidon) เจ้าแห่งสมุทร ให้ส่งวัวพ่วงพี ขึ้นมาจากทะเล ให้ดูเป็นขวัญตา มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้จริงๆ 

...ว่าแล้วชาวครีตทั้งหมดก็ติดตามไมนอสไปที่ริมหาด เพื่อเฝ้ามองไมนอสทำพิธีดังกล่าว ไมนอสได้พยายามเฝ้าวิงวอน เทพเพื่อให้พระองค์ ส่งวัวขึ้นมาให้ตามที่ชาวครีตท้า และสัญญาว่าจะฆ่าวัวตัวนั้นเป็น การบูชายัญ เพื่อเป็นการสรรเสริญเกียรติแห่งโปไซดอนทันที ไมนอสใช้เวลาไม่นานสิ่งประหลาดอย่างหนึ่งก็เกิดขึ้น ในท่ามกลางความแตกตื่น และประหลาดใจของชาวครีต ที่กำลังจ้องมองดูทะเลตรงหน้า น้ำทะเลก็แตกออกเป็นช่อง 

....วัวสีขาวพ่วงพีที่งดงามตัวหนึ่งปรากฏขึ้น และว่ายตรงมาเข้าฝั่งดังคำวอนของไมนอส คำท้าทายของชาวครีตกลายเป็นความจริง ไมนอสจึงได้รับการเลือกเป็นกษัตริย์สม เจตนารมณ์ ถ้าเพียงแต่เมื่อขึ้นเป็นกษัตริย์แล้ว พระองค์รักษาสัญญาที่ให้ไว้ แต่ไมนอสก็ไม่สามารถทำได้ สัญญาที่ให้ไว้กับเทพถูกลืมเลือน วัวสีขาว ตัวนั้นช่างงดงามจนพระองค์ไม่กล้าเชือดมัน ได้แต่ปล่อยมันไว้กับฝูงสัตว์ของพระองค์ และทำการบูชายัญวัวธรรมดาๆ ไปให้โปไซดอน 


 

....โปไซดอน -เจ้าแห่งสมุทร ซึ่งได้รับการบูชายัญอย่างบิดเบือน ย่อมรู้สึกคั่งแค้นกับการ ทรยศต่อคำมั่นสัญญา อย่างที่ไมนอสทำกับ พระองค์ยิ่งนัก และแล้วพระองค์ก็คิดวิธี แก้แค้นเจ้าคนโฉดได้… โปไซดอนสาปให้ ปาซิฟาอี (Pasiphae) มเหสีของไมนอส หลงรักวัว! ปาซิฟาอีที่ต้องคำสาป เธอเฝ้าทุ่มเทดูแลวัวของเทพเจ้า เฝ้าโอบกอดทะนุ ถนอม ลูบไล้อย่างเสน่หายิ่ง 

....ถึงขนาดสั่งการให้ตามตัว แดดาลุส (Daedalus) นักประดิษฐ์มาที่ครีต เพื่อให้ทำอะไรอย่างหนึ่งค่อนข้างน่าตระหนก สำหรับตัณหาของนาง เพราะปาซิฟาอี สั่งสร้างแม่วัวปลอมขึ้น เพื่อตบตาเจ้าวัวหนุ่ม โดยนางจะเข้าไป หมอบสวมรอย อยู่ใต้ร่างแม่วัวปลอมตัวนี้ คอยให้วัวงามของโปไซดอน มาร่วมอภิรมย์กับนาง หลังจากที่ปาซิฟาอีมีอะไร กับวัวหนุ่มได้ไม่นาน นางก็ตั้งครรภ์ ครั้นครบถ้วนทศมาส นางก็คลอดบุตรออกมา ความลับทั้งหลาย ที่พึงปิดบังไว้มานานก็แตก มันคือทารกประหลาด ที่มีหัวเป็นวัว ตัวเป็นคน 


 

....ไมนอสแทบกระอักเพราะความอับอาย พระองค์เพิ่งนึกได้ว่านี่คือการแก้แค้น ของเจ้าสมุทรทำกับพระองค์ แม้ว่าจะต้องการ สังหาร เจ้าเด็กปีศาจนี่ทิ้งเพียงไร แต่ไมนอสก็ต้องทนขมขื่นเลี้ยงมันไว้ เพราะพระองค์เกรงว่าหากทำอะไร เป็นที่ขุ่นเคือง โปไซดอน ซ้ำสอง คราวนี้ครีตอาจจะไม่พ้นความพินาศ ชาวครีต พากันเรียกขาน มันว่า มิโนทอร์ ซึ่งแปลว่า โอรสวัวแห่งไมนอส 

....มันเป็นสัตว์ประหลาดเติบโตอย่างรวดเร็วมาก ไม่ช้า เขาเล็กๆ ของมันก็เติบโต วงกว้างกว่าแขนคนเหยียดออก และกลายเป็น สัตว์กระหายเลือด ต้องการกินเนื้อคน เป็นอาหาร ไมนอสได้ทำ สิ่งหนึ่งที่จะสามารถยับยั้ง สัตว์ร้ายตัวนี้ไม่ให้ออกไป เพ่นพ่านหาคนกิน ตามอำเภอใจ ด้วยการสั่งแดดาลุส- นักประดิษฐ์ ให้สร้างคุกที่ไม่มีทางออก แดดดาลุสจึงได้สร้างห้องโถง ที่มีทางเข้าทาง ออกวกวนน่าเวียนหัวมีทั้งชั้นล่างและชั้นบน เป็นเขาวงกต (Labyrinth) 




....ในเวลาเดียวกับที่มิโนทอร์เกิด โอรสอีกองค์ของ ไมนอส คือ แอนโดรจีอุส(Androgeus) ได้เดินทางไปสู่เอเธนส์ เพื่อเข้าร่วม กีฬาโอลิมปิก แอนโดรจีอุสเป็นนักกีฬาที่มีความสามารถมาก เขาจึงชนะการแข่งขันหลายรายการ จนทำให้ชาว เอเธนส์เกิดความไม่พอใจ ก่อนที่เขาจะได้ชัยชนะในกีฬาอีกครั้ง ชาวเอเธนส์ที่ไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬาก็ลากเขาไปเชือดคอหลังพุ่มไม้ 

....ไมนอสได้ทราบข่าวด้วยหัวใจชอกช้ำซ้ำสอง พระองค์กรีธาทัพเข้าตีเอเธนส์ เพื่อเป็นการล้างแค้นให้แก่ลูกชาย กองทัพของพระองค์เข้าโอบล้อม จากทุกด้านจนชาวเอเธนส์ ต้องเจรจาหย่าศึก ไมนอสมีข้อแม้เพียงประการเดียว นั่นคือทุกๆเก้าปีเอเธนส์ จะต้องส่งหญิงสาวเจ็ดคน และชายหนุ่มเจ็ดคนลงขบวนเรือที่ชักใบดำนำทางมาครีต และคนสนิท ของราชาไมนอสก็จะนำเหยื่อเหล่านั้นส่งเข้าไปในเส้นทางแคบวกวน ที่มีแสงเพียงสลัวๆ ให้คลำหาทางไปจนได้ยินเสียงลมหายใจที่รุนแรงของวัวดุ ซึ่งเหยื่อเหล่านั้นจะพบจุดจบ ที่น่าสยดสยอง เรื่องราวแห่งความเศร้าโศก ยังดังระงมไปอย่างนี้ต่อกันจนกระทั่งถึงปีที่ ยี่สิบเจ็ด 


 

....ปีนั้นวีรบุรุษก็เกิดขึ้น วีรบุรุษคนนั้นคือธีสซูส (Theseus) ผู้เป็นโอรสของ พระราชา อีจีอุส (Ageus) แห่งเอเธนส์ ได้ขอให้ส่งตัวไปพร้อมกับเหยื่อเคราะห์ร้าย รุ่นใหม่ ที่จะส่งไปสังเวยมิโนธอร์ ธีสซูสประกาศว่าเขาจะต้อง เป็นผู้พิชิตมิโนทอร์ ฆ่ามันให้ได้ และจะกลับมาหาบิดาผู้ชราในเรือที่ติดใบสีขาว แม้ว่าขณะนั้นเขายังคิดหา วิธีฆ่ามันไม่ได้เลยก็ตาม เรื่องของเรื่องก็มาสำเร็จเพราะความรัก อรีแอดนี 

....(Ariadne) ธิดาของ ไมนอสเองที่ตกหลุมรักหนุ่มชาวเอเธนส์ทันทีที่ได้เห็น ขณะที่ยามผลักไส เธสิอุสให้เข้าในเขาวงกต อรีแอดนีก็ยัดด้ายใส่มือเขาไปด้วย ธีสซูสโรยด้ายมาตามทางเดินที่วกวน เขาคอยเงี่ยหูฟังเสียงมิโนทอร์อย่างระมัดระวัง จวบจนกระทั่งมาถึงทางหักเลี้ยวแรก ธีสซูสได้ยินเสียงฝีเท้าคน พร้อมกับเสียงหายใจฟืดฟาดของวัวที่พุ่งเข้าหาด้วย ความรวดเร็ว 




....แทนที่จะได้ลิ้มรสเนื้อหวานนุ่มของหนุ่มสาวเหมือนเช่นเคย มิโนทอร์กลับเจอกับนักรบที่แคล่วคล่องว่องไว ธีสซูสสามารถกระโดดหลบหลีก การจู่โจมของมิโนทอร์ ได้ทุกครั้ง พอสบโอกาสเขาก็คว้า จับเขาของมิโนทอร์ไว้ และใช้กำลังเข้ายันจนมันตกเป็นเบี้ยล่าง มิโนทอร์ร้องโหยหวน เสียงการต่อสู้ก็ดังออกไปถึงนอกเขาวงกต ไม่ช้าผู้คนก็ได้ยินเสียง ธีสซูสซึ่งจับเขาสองข้างของสัตว์ร้ายไว้ได้มั่น และออกแรงบิดอย่าง ฉับพลัน ทำให้คอมิโนทอร์หักสะบั้น วัวดุในร่างมนุษย์ที่ดุร้าย น่าสะพรึงกลัวของครีตก็สิ้นชื่อในบัดดล 

....ธีสซุสคลำทางตามเส้นด้าย จนออกมาข้างนอกเขาวงกต เรื่องราวร้ายๆน่าจะจบลง แต่ไม่ใช่ด้วยดีทั้งหมด แม้ว่าธีสซูสจะได้เดินทางกลับบ้านไป พร้อมกับ อรีแอดนี ก็อาจจะเป็นเพราะเขาไม่ได้มีใจกับนางเลยก็ได้ ธีสซูสจึงทรยศ รักกับเจ้าหญิงน้อยซึ่งช่วยเหลือเขา ขณะที่เธอเผลอ หลับเมื่อคราวขึ้นพักบนเกาะแนคซอส (Naxos) ซึ่งเป็นเกาะ ระหว่าง ครีตกับเอเธนส์ ธีสซูสก็ทิ้งเธอไว้ที่นั่นและรีบแล่นเรือหนีไปทันที ทำให้เขาลืมสัญญา ที่เคยให้ไว้กับบิดาผู้ชรา ลืมเปลี่ยนใบเรือจากดำเป็นขาว อีจีอุสซึ่งเฝ้ารออยู่บนหน้าผา เมืองเอเธนส์ทุกวัน แลเห็นเรือใบสีดำแล่นเข้ามาแต่ไกล ก็เข้าใจว่าธีสซูสลูกรักสิ้นชีวิตเสียแล้วราชาผู้ชรา หัวใจแตกสลาย ไม่สมารถทนทานต่อความผิดหวังได้ซ้ำอีก จึงกระโดดลงจากผาเพื่อจะฆ่าตัวตายตามลูกรัก….
   
 
Queen of Nagas(พญานาค)
ตำนานทางฝั่งตะวันตก 



....พญานาค หรือ งูใหญ่มีหงอน ในตำนานของฝรั่ง หรือชาวตะวันตก ถือว่าเป็นตัวแทนของกิเลส ความชั่วร้าย ตรงข้ามกับชาวตะวันออก ที่ถือว่า งูใหญ่ พญานาค มังกร เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พลังอำนาจ ชาวฮินดูถือว่า พญานาคเป็นผู้ใกล้ชิดกับเทพองค์ต่าง ๆ เป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ เช่น อนันตนาคราช ที่เป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์ตรงกับความเชื่อของลัทธิพราหมณ์ ที่เชื่อว่า นาค เป็นเทพแห่งน้ำ เช่นปีนี้ นาค ให้น้ำ 1 ตัว แปลว่า น้ำจะมาก จะท่วมที่ทำการเกษตร ไร่นา ถ้าปีไหน นาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อย ตัวเลขนาคให้น้ำจะกลับกันกับเหตูการณ์ เนื่องจาก ถ้านาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อยเพราะนาคกลืนน้ำไว้ 

....พญานาค งูใหญ่ มีหงอน สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา และ บันไดสายรุ้งสู่จักรวาล เป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ จากการจำศีล บำเพ็ญภาวนา ศรัทธาในพุทธศาสนา ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เราจะพบเห็น เป็นรูปปั้นหน้าโบสถ์ ตามวัดต่าง ๆบันไดขึ้นสู่วัดในพุทธศาสนา ภาพเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง กับศาสนาพุทธอีกมากมาย 

....พญานาค เป็นสัตว์มหัศจรรย์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถแปลงกายได้ พญานาค มีอิทธิฤทธิ์ และมีชีวิตใกล้กับคน พญานาค สามารถแปลงเป็นคนได้ เช่นคราวที่แปลงเป็นคนมาขอบวชกับพระพุทธเจ้า ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึงนาคที่ชื่อ ถลชะ ที่แปลว่า เกิดบนบก จะเนรมิตกายได้เฉพาะบนบก และนาคชื่อ ชลซะ แปลว่า เกิดจากน้ำ จะเนรมิตกายได้เฉพาะในน้ำเท่านั้น 

....พญานาค ถึงแม้จะเนรมิตกายเป็นอะไร แต่ในสภาวะ 5 อย่างนี้ จะต้องปรากฎเป็นงูใหญ่เช่นเดิม คือ ขณะเกิด ขณะลอกคราบ ขณะสมสู่กันระหว่างนาคกับนาค ขณะนอนหลับ โดยไม่มีสติ และที่สำคัญ ตอนตาย ก็กลับเป็นงูใหญ่เหมือนเดิม 


 

....พญานาค มีพิษร้าย สามารถทำอันตรายผู้อื่นได้ด้วยพิษ ถึง 64 ชนิด ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า สัตว์จำพวกงู แมงป่อง ตะขาบ คางคก มด ฯลฯ มีพิษได้ ซึ่งก็ด้วยเหตุที่ นาคคายพิษทิ้งไว้ แล้วพวกงูไปเลีย พวกที่มาถึงก่อนก็เอาไปมาก พวกมาทีหลัง เช่น แมงป่อง กับ มด ได้พิษน้อย แค่เอาหาง เอากันไปป้ายเศษพิษ จำพวกนี้จึงมีพิษน้อย และพญานาคต้องคายพิษทุก 15 วัน 

....พญานาค อาศัยอยู่ใต้ดิน หรือบาดาล คนโบราณเชื่อว่าเมื่อบนสวรรค์มีเทพอาศัยอยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลก ก็น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวว่า ที่ที่นาคอยู่นั้นลึกลงไปใต้ดิน 1 โยชน์ หรือ 16 กิโลเมตร มีปราสาทราชวังที่วิจิตรพิสดารไม่แพ้สวรรค์ ที่มีอยู่ถึง 7 ชั้น เรียงซ้อน ๆ กัน ชั้นสูง ๆ ก็จะมีความสุขเหมือนสวรรค์ 


 

....พญานาค สามารถผสมพันธุ์กับสัตว์ชนิดอื่นได้ แปลงกายแล้วผสมพันธุ์กับมนุษย์ได้ เมื่อนาคตั้งท้องจะออกลูกเป็นไข่เหมือนงู มีทั้งพันธุ์เศียรเดียว 3, 5 และ 7 เศียร 

....สามารถขึ้นลง ตั้งแต่ใต้บาดาลพื้นโลก จนถึงสวรรค์ ในทุกตำนานมักจะกล่าวถึงนาคที่ขั้น-ลง ระหว่างเมืองบาดาล กับเมืองสวรรค์ ที่จะแปลงกายเป็นอะไรตามที่คิด ตามสภาวะเหตุการณ์นั้น ๆ 

....จะเห็นว่า พญานาค หรือ งูใหญ่ นั้นมีความเป็นมาและถิ่นที่อยู่เป็นส่วนในภพหนึ่งต่างหาก จะมีเป็นบางครั้งที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ พญานาค เป็นทั้งเอกลักษณ์ของความดี และความไม่ดี
     
 
   
 
.pegasus(เพกาซัส)

....เพ กาซัส (Pegasus) มีลักษณะเป็นม้าที่ลำตัวสีขาวสะอาด มีปีกขนาดใหญ่เหมือนนกสีขาว แต่ก็มีบางทีก็มีคนวาดให้ปีกของเพกาซัสเป็นสีทอง เพกาซัสเป็นม้าที่มีความฉลาดปราดเปรื่อง เป็นเครื่องหมายแห่งความบริสุทธิ์ ความสว่าง พลังแห่งดวงอาทิตย์ และแน่นนอนว่าเป็นพาหนะของพวกพระเอกเท่านั้น ! 

... นอกจากนี้ความหมายของชื่อเพกาซัสยังมีความหมายว่า 'springs of ocean' ซึ่งแปลว่าผู้เกิดมาจากน้ำ (ภาษาไทยก็มีนะ แต่เป็นผู้หญิงอ่ะ หากใครรู้จักตำนานการกวนเกษียรสมุทรเพื่อทำน้ำทิพย์จะรู้ว่ามีสิ่งวิเศษที่ ผุดออกมาจากฟองคลื่น หนึ่งในนั้นคือพระลักษมีซึ่งต่อมากลายเป็นพระชายาของพระนารายณ์ และนอกจากนั้นก็มีมีพวกนางอัปสรทั้งหลายผุดขึ้นมาจากน้ำอีกด้วย เพราะฉะนั้น คำว่า "อัปสร" "อัปสรา" และ "อัจฉรา" ที่หมายถึงนางฟ้า จึงมีความหมายดั้งเดิม คือ "ผู้ที่เกิดมาจากน้ำ" เหมือนกัน) ความสามารถของเพกาซัสคือ ความไว การสร้างน้ำพุ และยังแข็งแรงขนาดที่ฝ่าพายุขนาดบินอยู่บนท้องฟ้าได้อย่างสบายๆ 


ตำนานการเกิดของเพกาซัสมีอยู่หลายตำนาน แต่ที่เป็นหลักๆ มีอยู่ 2 เรื่อง คือ 


....1. ตำนานที่กล่าวว่าเพกาซัสเป็นบุตรของเทพโพเซดอน (Poseidon) กับนางเมดูซ่า (Medusa) ซึ่งในขณะที่โพเซดอนลอบเข้าหานางเมดูซ่าได้แปลงกายอยู่ในลักษณะของม้า จึงทำให้ลูกที่เกิดมาเป็นม้าด้วย! (โอ้! แม่เจ้า คนกะม้า ! ความพยายามล้ำเลิศจริงๆ ) 

....2. ตำนานที่กล่าวว่าเพกาซัสเกิดจากหยดเลือดของนางเมดูซ่าขณะที่เพอซุส (Perseus) [จะอ่านว่า เพอซุส หรือ เพอซิอุสก็ได้ ตามความถนัด) ตัดหัวนางออกมา
   
 
Vampire (แวมไพร์)
 

....ผีดูดเลือดหรือแวมไพร์ (Vampire) เป็นมนุษย์อีกรูปแบบที่มีพลังปีศาจ แม้ว่าผีดูดเลือดจะอยู่ในร่างมนุษย์ แต่ก็ไม่มีความเป็นมนุษย์อยู่ เพราะผีดูดเลือดนั้นมาจากคนที่ตายไปแล้วและลุกขึ้นมาจากโลง มีชีวิตใหม่โดย ดูดเลือดคนเป็นอาหาร สังคมทุกสังคมรู้จัก "แวมไพร์" 

....ผีดูดเลือดปรากฏขึ้นครั้งแรกในอาณาจักร บาบิโลเนีย ใน***บศพที่ถูกปิดมานานกว่า 4,000 ปี มีตำนานเกี่ยวกับผีดูดเลือดมากมายในอินเดีย จีน กรีก โรมัน มาเลเซีย และไทยก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับ ผีดูดเลือดเช่นกัน 

....ในประเทศมาเลเซีย เชื่อกันว่า ผู้หญิงที่เสียชีวิต ในขณะหรือหลังคลอดลูก จะกลายเป็นผีดูดเลือด และลูกที่ตายพร้อมกันก็จะเป็นผีดูดเลือดด้วย ส่วนของไทย จะรู้จักในนามของกระสือ ปอบ กระหัง ฯลฯ ประเพณีโบราณ มักมีวิธีป้องกันผีพวกนี้ และบางประเพณีก็สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน 




.
...ในแถบตะวันตก ผีดูดเลือด เป็นที่รู้จักกันในนาม "แวมไพร์ " ปรากฏในอังกฤษครั้งแรก ในปี พ.ศ.2275 ตามบันทึกว่าเป็น แวมไพร์ชาวเซอร์เบีย (เป็นแคว้นๆหนึ่งอยู่ในประเทศยูโกสลาเวีย) ที่กลับมาจากหน้าที่ทางทหารในกรีก ด้วยท่าทีที่แปลกไป เขาผู้นั้น คืออาร์โนล เปาเล(Arnold Paole) เปาเลยอมรับกับภรรยาในเวลาต่อมาว่า เขาโดนแวมไพร์ดูดเลือดในขณะเดินทางและได้กลายเป็นแวมไพร์ไปด้วย เปาเลประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในเวลาต่อมา แต่เพื่อนบ้านยังคงเห็นเขาวนเวียนอยู่ ศพของเขาถูกขุดขึ้นมาและพบว่ามีรอยเลือดที่ปาก 

....การที่จะพิสูจน์ว่า เป็นแวมไพร์หรือไม่นั้น ทำได้โดยตอกหมุดไม้ลงไปที่หัวใจ ศพของเปาเล ถูกพิสูจน์ น่าประหลาดใจ ในขณะที่ตอกหมุดนั้น มีเลือดทะลักออกมาและมีเสียงกรีดร้องตามมาด้วย ศพของเปาเลถูกเผาตามขั้นตอนพิธีกรรมทางความเชื่อ หลายปีต่อมา ก็ยังมีกรณีของแวมไพร์ตัวอื่นอยู่ ซึ่งเชื่อว่า เป็นเหยื่อของเปาเล จึงสรุปได้ว่า แวมไพร์ถ่ายทอดได้โดยการถูกกัด 


 

....บันทึกในปี พ.ศ. 2306 ของนักเขียนชาวฝรั่งเศสชื่อ ฌอง จาก รูสโซ (Jean-Jacques Rousseau) ในปีนั้น มีพยานหลายคน ทั้งที่เป็นแพทย์ นักบวชและพนักงานปกครอง ได้พบเห็นแวมไพร์ เรื่องราวได้เริ่มถูกนำไปแต่งเป็นวรรณกรรม 

....จนกระทั่งในต้นพุทธศตวรรษที่ 24 แวมไพร์ก็เป็นที่ยอมรับว่ามีอยู่จริง มีทั้งสองเพศ แต่โดยมากจะเป็นเพศชาย มีเขี้ยวยาว ผิวซีดเซียว และมีดวงตาที่แข็งกร้าว มักจะออกหาเหยื่อในเวลากลางคืน และเหยื่อก็จะเป็นเพศตรงข้าม ป้องกันได้โดยใช้กระเทียม แวมไพร์เป็นคนบาปที่ดำเนินชีวิตอย่างชั่วร้าย บุคคลที่มีความแตกต่างจากคนอื่นและตายอย่างประหลาดมักจะถูกเชื่อว่า เป็นแวมไพร์ หลังจากนั้นเขาก็จะถูกกีดกันออกจากสังคม 


 

....การกำจัดแวมไพร์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องทำเฉพาะเวลากลางวัน ตอนที่มันไม่มีอำนาจเท่านั้น เชื่อว่าหลุมศพใดมีโพรงอยู่ แสดงว่าศพในหลุมนั้นเป็นแวมไพร์ โดยความเชื่อของชาวโรมัน ให้เทน้ำเดือดลงไปในโพรงเพื่อกำจัดแวมไพร์หรือตอกหมุดไม้ลงไปที่หัวใจ 

....ปลายศตวรรษที่ 19 นักเขียนชาวไอริช ชื่อ บราม สโตกเกอร์ (Bram Stoker) ได้แต่งนิยายเรื่อง แดรกคูลา (Dracula) ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของคำอีกคำหนึ่งซึ่งแปลว่า ผีดูดเลือด แดรกคูลา เป็นลูกชายของแดรกคูล (Dracul) กษัตริย์โรมันที่โหดร้ายทารุณ แดรกคูลเป็นสมญานามที่แปลว่า ปิศาจ ซึ่งกษัตริย์ได้สมญานามมาจากการปกครองที่โหดร้าย กระหายเลือด และแดรกคูลา ก็แปลว่า ลูกชายของปีศาจ 


 

....ในนิยาย แดรกคูลาเกิดในทรานซิลวาเนีย(Transylvania) และมีความโหดร้ายเช่นเดียวกับพระบิดา ทรงสร้างศัตรูมากมาย มีการตายอย่างลึกลับ ไม่มีใครพบศพและไม่ได้ฝังศพตามประเพณีแม้สโตกเกอร์จะไม่ได้กล่าวในนิยายของ เขาว่า แดรกคูลา ที่เขาอธิบายมีความละม้ายคล้ายคลึงกับแวมไพร์อย่างเหลือเกิน เช่น มีพลังผิดมนุษย์ ไม่มีเงา แปลงร่างได้ กลัวกระเทียม กลัวไม้กางเขนและกระแสน้ำไหล ไม่สามารถเข้าไปในบ้านได้ถ้าไม่ได้รับเชิญ และต้องนอนในโลงศพเท่านั้น 

....ปัจจุบัน "แวมไพร์" ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าหลงไหลและน่าสะพึงกลัว มีผู้คนที่เชื่อว่า แวมไพร์ มีจริง ยิ่งกว่านั้น ยังมีศูนย์วิจัยแวมไพร์ในนิวยอร์ก ที่ศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับเกี่ยวกับ "แวมไพร์" ในยุโรปและอเมริกาอีกด้วย
   
 
Centaur(เซนทอร์)
 

....เซนทอร์ (Centaur) เป็นอมนุษย์ที่โลดแล่นอยู่ในเทพนิยายของกรีก-โรมัน และแน่นอนว่าแม้แต่ในนิยายหลายเรื่องโดยเฉพาะแนวแฟนตาซีต้องมีพวกเขาเหล่า นี้ออกมาโลดแล่นอยู่ด้วย ซึ่งรูปร่างของเซนทอร์นั้นจะมีครึ่งท่อนบนเป็นคน คือตั้งแต่หัวลงมาจนถึงเอว และครึ่งท่อนล่างเป็นม้า ก็คือตั้งแต่ช่วงเอวลงไป นั่นก็คือมีขาสี่ขา และมีหางเหมือนอย่างม้า มีทั้งเซนทอร์เพศชายและเพศหญิง เชื่อกันว่าเซนทอร์คือสิ่งที่แสดงถึงความเป็นมนุษย์และพลังแห่งธรรมชาติ 


...นอก จากนี้สมัยก่อนช่วงอารยธรรมกรีก พวกอินเดียนแดงบางเผ่าก็ได้ใช้สัญลักษณ์ประจำเผ่าเป็นลักษณะของครึ่งคนครึ่ง ม้า ซึ่งยุคแรกๆ เซนทอร์ ถูกเรียกว่า ฮิปโปเซนทอร์ (Hippocentaurs) หรือปีศาจจำพวกหนึ่งที่มีร่างเป็นมนุษย์ โดยฮิปโปเซนทอร์ได้มอบเครื่องรางที่มีรูปร่างเป็นคนแต่ครึ่งล้างเป็นม้าให้ กับพวกอินเดียนแดง จากนั้นต่อมาเครื่องรางชนิดนี้ก็ได้เข้ามาสู่พิธีกรรมเกี่ยวกับการเกษตรกรรม ของชาวยุโรปในเวลาต่อมา และยังมีความเชื่อกันว่า เซนทอร์ เป็นลักษณ์ของเผ่านักรบที่น่าเกรงขามอีกด้วย 
   
 
mermaid(เงือก)

....นาง เงือก (mermaid) เป็นสัตว์โลกอยู่ในทะเลในจินตนาการ มีศรีษะและลำตัวท่อนบนเป็นผู้หญิงสวย ท่อนล่างเป็นปลา ภาษาเยอรมันเรียกนางเงือกว่า meerfrau และเดนมาร์กคือ maremind 

....โจนส์ระบุว่านางเงือกคือเทพธิดาแห่งทะเล มักปรากฏตัวขึ้นเหนือผิวน้ำ มือหนึ่งถือหวีสางผม มือหนึ่งถือกระจก มีลักษณะคล้ายไซเรน (siren - ปีศาจทะเล ครึ่งมนุษย์ผู้หญิง ครึ่งนก มีเสียงไพเราะมาก ล่อลวงคนไปสู่ความตาย ในนิทานปรัมปราของกรีก) 

....แต่เดิมนางเงือกอาจจะเป็นธิดาของพวกเคลต์ (ชาวไอริชโบราณ) นอกจากนี้ตำนานเกี่ยวกับนางเงือกมาจากเรื่องเล่าของพวกกะลาสีด้วย ซึ่งเกี่ยวข้องกับความหายนะของมนุษย์ (Jobes 1961: 1093) แต่โรสกล่าวว่า บางครั้งนางเงือกก็ให้คุณต่อมนุษย์ มนุษย์ที่ช่วยเหลือนางเงือกมักได้รับความรู้เรื่องสมุนไพรรักษาโรคซึ่งเยียว ยาไม่ได้แล้ว ได้ของกำนัล หรือนางเงือกช่วยเตือนให้ระวังพายุ (Rose 1998: 218) 


คุณสมบัติของนางเงือก 

....บางตำนานกล่าวถึงนางเงือกว่าเสียงของนางเงือกจะใสกังวาลและชักนำพากลาสีเรือแตกลงสู่ห่วงน้ำวงใต้ทะเล 

....บางตำนานกว่าวว่า เสียงของนางเงือกไพเราะและขับร้องพาเรือลงสู่วังน้ำวน 

....บางตำนานกล่าวว่า นางเงือกเป็นแค่ปล่าพยูน แต่ข้อนี้ตัดทิ้งไปได้เพราเราคิดว่าคงไม่มีทางมองพยูนเป็นคนได้หรอก -*- 

....บางตำนานกล่าวว่า น้ำตาของนางเงือกจะเป็นไข่มุกแห่งพลังในการคุ้มครองจากปีศาจร้าย 

....บางตำนาน (รุ้สึกจะหลายที่แต่จำไม่ได้ว่ามาจากไหนบ้าง -*-) มงกุฏของนางเงือกทำมาจากใบไม้ใต้ท้องทะเลมีพลังในการฟื้นนพลังและรักษา 

....นางเงือกสามารถว่ายรวมกันเพื่อสร้างน้ำวนได้ และยังสามารถทำให้เรือจมลงได้ 

....บางตำนานยังกล่าวว่านางเงือกเป็นธิดาของโพเซดอนอีกด้วย 

   
 
พิกซี


พิกซี (Pixie หรือ Piskie หรือ Pigsie) หนึ่งในเชื้อสายเผ่าพันธ์แฟรี่ มีลักษณะเป็นภูตตัวเล็กๆ มีปีกแบบแมลง สูงไม่เกิน1ฟุต(ตามปกติ) และสามารถขยายหรือลดขนาดของตัวเองได้ ในความเชื่อเรื่องพิกซี่นั้นเป็นที่แพร่หลายในเดวอน และคอร์นวอลล์ซึ่งทำให้เชื่อว่าน่าจะมีรากฐานมาจากวั ฒนธรรมเคลต์

พิกซี่ เป็นนิทานพื้นบ้านของอังกฤษ เป็นภูตขนาดจิ๋ว พิกซี่มีความซุกซนมาก
และชอบกลั่นแ
กล้งหญิงสาวและนำนักเดินทางให้หลงทาง 
ภูตตัวเล็กๆมีปีกบินได้ ถูกนำมาเสนอ ในเรื่องปีเตอร์แพน ชื่อว่า ทิงเกอร์เบลล์ ยังมีนิทานพื้นบ้านอีกที่กล่าวถึงพวกพิกซี่มาช่วยทำง านให้ชาวนาหรือมาอาศัยอยู่ใน
บ้าน 




บางตำนานกล่าวว่า

สัตว์วิเศษอย่างพวกพิกซี่ เอลฟ์ฯ ในนิทานพื้นบ้านแถบยุโรป สัตว์วิเศษพวกนี้เรียกอีกอย่างว่าแฟรี่ 
ในนิทานพื้นบ้าน แฟรี่ หรือชาวฟ้า เป็นพวกที่มีอิทธิฤทธิ์เหนือธรรมชาติ มีเวทมนตร์หรือมนตรา ในวรรณกรรมพื้นบ้านทั่วโลก จะมีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับแฟรี่และความใกล้ชิดกับมน ุษย์ โดยมีชื่อเรียกและรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันไปในแต่ละป ระเทศ รวมทั้งนิสัยดีหรือร้ายคละกัน 
ซึ่งตามหนังสือได้แบ่งประเภทของแฟรี่ หรือชาวฟ้า หรือเรียกง่ายๆว่าภูตนี้ไว้ดังต่อไปนี้ค่ะ 
สไปร์ท - แฟรี่ตัวเล็กมีปีก คล้ายเอลฟ์หรือ พิกซี่ สไปร์ทมีหน้าที่สำคัญมากอย่างเดียวคือ เลี่ยนสีของใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วง มีกระป๋องสีสดใสทุกเฉดในเฉดสีแดงและเหลือง สไปร์ทเป็นพวกสร้างสรรค์ ร่าเริง เป็นศิลปินและกวี บางตนมีความผูกพันกับมนุษย์ หรือเอลฟ์ ถึงขั้นแต่งงาน อยุ่ด้วยกันตลอดชีวิต
   
 
Ruhk


อีกชื่อหนึ่งของเจ้าตัวนี้คือ Roc รุคเป็นนกยักษ์มาจากตำนานของอาหรับ และเล่ากันว่ามันตัวใหญ่เสียจนบังพระอาทิตย์มิดเมื่อ มันบิน ขาของมันขาหนึ่งใหญ่เท่ากับขาไก่ 148 ขา มันจะออกล่าช้างมาให้ลูกของมันกินทุกวัน ทุกครั้งที่มันออกบินปีกของมันจะสะบัดอย่างรุนแรงทำใ ห้เกิดพายุและฟ้าแลบ ในตำนานบางเรื่องของอาหรับบอกว่ารุคจะไม่มีวันหยุดยื นบนพื้นโลกเว้นเสียจากบนภูเขา Qaf สำหรับอีกตำนานหนึ่งบอกว่ารุคอาศัยอยู่บนเกาะแห่งหนึ ่งในมหาสมุทรอินเดีย และมันมักจะบินไปที่อินเดีย คาบสมุทรอาระเบีย หรือแอฟริกาเพื่อหาอาหาร

   
 
Shark Man


Shark Man (ชาร์คแมน): ชาร์คแมนหรือ “มนุษย์ฉลาม” นั้นคล้ายคลึงกับมนุษย์หมาป่า ชาร์คแมนบริเวณเกาะฮาวายสามารถเปลี่ยนร่างไปมาระหว่า งมนุษย์กับฉลามได้ ขณะที่เป็นฉลาม เขาจะมีสัญชาตญาณสัตว์เต็มรูปแบบและมักจะลงมือล่าเหย ื่อโดยไม่สนใจว่าจะเป็นเพื่อนบ้านของร่างมนุษย์ของเข าหรือไม่ ชาร์คแมนที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือ Nanaue บุตรของหญิงใกล้ตายกับพระเจ้าแห่งฉลาม (Shark God) Nanaue มีปากฉลามบนหลังของเขา เมื่อเขาลงน้ำจะกลายร่างเป็นปลาฉลาม และเขาจะบาดเจ็บได้ง่ายถ้าไม่ลงน้ำ เมื่อเขารู้ว่าเขาเป็นมนุษย์ฉลามก็รีบย้ายไปหมู่บ้าน อื่นทันที ในที่สุดเขาได้ติดกับดักของชาวประมงขณะที่ยังเป็นปลา ฉลาม และถูกฆ่าโดยตัดเป็นเนื้อเป็นชิ้น ๆ แล้วนำไปเผา
   
 
เวตาล


เวตาล เป็นอมนุษย์จำพวกหนึ่ง คล้ายค้างคาวผี ในปรัมปราคติของฮินดูดำรงอยู่เป็นภูตที่อาศัยในซากศพผู้อื่นในตอนกลางวัน ศพเหล่านี้อาจใช้เป็นเครื่องมือเพื่อนการเดินทาง เพราะขณะที่เวตาลอาศัยอยู่นั้น ซากศพจะไม่เน่า แต่เวตาลอาจออกจากศพเพื่อหากินในตอนกลางคืน ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 กล่าวไว้ว่า "เวตาล คือ ผีจำพวกหนึ่ง ชอบสิงอยู่ในป่าช้า"


ตามตำนานของชาวฮินดู กล่าวว่าเวลานั้นเป็นวิญญาณร้ายที่วนเวียนอยู่ตามสุสาน และคอยเข้าสิงอยู่ในซากศพต่างๆ มันจะทำร้ายมนุษย์ที่เข้าไปรบกวน เหยื่อของเวตาลจะถูกเข้าสิง ทำให้มือและเท้าหันไปข้างหลังเสมอ เวตาลยังทำให้ผู้คนเป็นบ้า ฆ่าเด็ก และแท้งลูก แต่เวตาลยังมีข้อดี คือมันจะคอยดูแลหมู่บ้านของมันเอง 
เวตาลนั้นเป็นวิญญาณร้าย คอยทำร้ายบุคคลที่ลูกหลานไม่ยอมทำพิธีศพให้พ่อแม่ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงถูกกักอยู่ในแดนสนธยา ระหว่างการดำรงอยู่ด้วยชีวิต และการดำรงอยู่หลังมีชีวิต (หลังความตาย) ปิศาจเหล่านี้อาจได้รับอามิสด้วยเครื่องเซ่นหรือถูกข ับให้ตกใจด้วยมนตร์ เวตาลอาจหลุดพ้นจากสภาพปิศาจได้หากการทำ
พิธีศพของตน แต่เมื่อเป็นปิศาจแล้ว ก็ไม่สามารถพ้นจากกฎแห่งเวลาและเทศะ พวกมันจะความรู้ประหลาดเกี่ยวกับอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และหยั่งรู้สึกถึงใจตน ดังนั้นหมอผีจำนวนมากจีงพยายามดั้นด้นเสาะหาเวตาล และควบคุมเอาไว้ใช้
     
   
 
นิมฟ์ [นางไม้]


ตามตำนานเทพปกรณัมกรีก นิมฟ์ (nymph) คือสตรีที่เป็นร่างตัวแทนของสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นร่างที่ยึดติดกับสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง หรือเป็นผู้ติดตามของเหล่าทวยเทพ ซึ่งโดยปกติแล้วมักจะตกเป็นเป้าหมายของเหล่าซาไทร์ (satyr) ตัณหาจัด
วอลเตอร์ เบอร์เคิร์ต (Walter Burkert) กล่าวว่า "ความคิดที่ว่าแม่น้ำคือเทพเจ้า และน้ำพุคือนิมฟ์นั้น ไม่ได้เป็นแค่ความนึกคิดของนักกวี หากแต่ยังเป็นถึงความเชื่อและพิธีกรรมอีกด้วย การบูชาเทพเจ้าเหล่านี้ถูกจำกัดอยู่เพียงสถานที่หนึ่ งที่ใดที่พวกเขาไม่สามารถแยกออกจากสถานที่แห่งนั้นได ้" นิมฟ์นับเป็นบุคคลาธิษฐานของการสรรสร้างของธรรมชาติ ซึ่งบ่อยครั้งมักใช้เป็นสัญลักษณ์ของน้ำพุ
 



บางตำนานกล่าวว่า

นิมฟ์เป็นจิตวิญญาณหรือตัวตนแห่งสิ่งของในธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ แม่น้ำ ไอหมอก และภูเขา พวกเธอจะอยู่ในรูปของหญิงบริสุทธิ์ผู้งดงาม ในตำนานของกรีก Dryad (ดรายแอด) และ Hamadryad (ฮามาดรายแอด) เป็นจิตวิญญาณแห่งต้นไม้ ดรายแอดอาศัยอยู่ในป่าและฮามาดรายแอดจะมีพันธะกับต้น ไม้บางต้นเท่านั้น ชีวิตของพวกเธอจะยืนยาวตราบที่ต้นไม้ที่เธอสิงสู่ยัง มีชีวิตอยู่
   
 
ลามิอา


ลามิอา (lamia) อสูรกายที่มีรูปร่างส่วนบนเป็นมนุษย์ผู้หญิงลำตัวส่ว นล่างเป็นงู ชอบดูดเลือดเด็กๆ ตามตำนานของกรีกโบราณเล่าว่า แรกเริ่มเดิมทีเป็นเจ้าหญิงที่หลงรัก มหาเทพซีอุส ( เจ้าชู้ขนาดนี้ยังมีสาวๆมาหลงรักอีก ) และก็รู้ๆกันอยู่ว่ามเหสีขี้หึงเจ้าอารมณ์ ฮีร่า ต้องกระทำการใดกับผู้ที่หลงผิดมารักพระสวามีของตน ก็เลยสาปให้ลามิอากลายเป็นอสูรกายแล้วฆ่าลูกๆของนางเ อง เท่านั้นยังไม่สาสมใจนาง นางยังจับลามิอามาบิดจนนัยต์ตาของลามิอาไม่สามารถปิด ลงได้ ทำให้ลามิอานอนไม่หลับตลอดการและทรมานด้วยภาพที่ลามิ อาฆ่าลูกตัวเอง เทพเจ้าซีอุสนึกสงสารจึงมอบพลังให้แก่นางทำให้นางสาม ารถควักในตาตนเองทิ้งไปเพื่อให้หลุดพ้นจากภาพอันน่าส ยดสยองที่นางฆ่าลูกตนเอง สิ่งเดียวที่พอจะช่วยนางได้ก็คือการขโมยลูกๆของคนอื่ น 



บางตำนานกล่าวว่า
ลาเมียเคยเป็นผู้หญิงธรรมดามาก่อน และได้พบรักกับเทพซูสอีกด้วย เธอถูกสาปให้กลายเป็นสัตว์ประหลาดด้วยฝีมือของฮีรา ภรรยาของซูสผู้อิจฉาริษยา ลาเมียในร่างสัตว์ประหลาดนั้นมีศีรษะเป็นผู้หญิง ร่างกายเป็นงู มีกีบเท้าแยกออก และหางเป็นสิงโต นอกจากฮีราจะสาปลาเมียแล้ว ยังฆ่าลูก ๆ ของลาเมียด้วย ลาเมียจึงออกฆ่าเด็กเป็นการล้างแค้น
   
 
ยามาตะ โนะ โอโรจิ
ยามาตะ โนะ โอโรจิ 



คือชื่อของจอมอสูรในตำนานเทพปกรณัมของญี่ปุ่นโบราณ
เมื่อคราที่อิซะนะงิ เทพบิดร และอิซะนะมิ เทพมารดร สร้างประเทศญี่ปุ่นขึ้นโดยการกวนน้ำทะเลนั้น ได้เกิดจอมอสูรขึ้นมาในยุคเดียวกันนั้นด้วย คือยามาตะ โนะ โอโรจิ
ยามาตะ โนะ โอโรจิ มีลักษณะเป็นงูขนาดใหญ่ ร่างกายของมันใหญ่ปานขุนเขา มีหัวแปดหัว (ด้วยเหตุนี้ จึงชื่อว่ายามาตะ หมายถึง แปดง่าม คือมีหัวทั้งแปด งอกออกมาจากง่ามทั้งแปด) และสามารถพ่นไฟได้
เมื่อยามาตะ โนะ โอโรจิ ปรากฏตัวขึ้น ไม่ว่าจะไปยังหมู่บ้านใดๆ ก็ตาม จะเกิดการสูญเสียทั้งชีวิตคน และสัตว์เป็นจำนวนมาก แต่ละหมู่บ้านที่ยามาตะ โนะ โอโรจิ จะผ่านไปนั้น จึงต้องคัดเลือกหญิงสาวมาสังเวยให้แก่ยามาตะ โนะ โอโรจิ เพื่อทำให้ยามาตะ โนะ โอโรจิ พึงพอใจ จะได้ไม่มาทำลายหมู่บ้าน
ขณะนั้น จอมเทพ ซุซะโนะโอะ โนะ มิโคโตะ เทพแห่งพายุ น้องชายของเทพีอามาเทระสุ เทพีแห่งดวงอาทิตย์ ได้ออกเดินทางผจญภัยไปยังแคว้นต่างๆ เมื่อเดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งขณะนั้น ได้มีการจัดเตรียมเครื่องสังเวย โดยหมู่บ้านนี้ เป็นหมู่บ้านที่ 8 ที่ยามาตะ โนะ โอโรจิ จะมาเยือน ซุซะโนะโอะ ได้รู้ดังนั้น จึงอาสาที่จะปราบยามาตะ โนะ โอโรจิ เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านให้พ้นภัย

ซุซะโนะโอะ ได้เตรียมสุราไว้ด้วยกันแปดจอก และนำเอาหญิงสาวซ่อนไว้ด้านในสุด โดยให้เงาของหญิงสาวทาบทับสะท้อนลงไปในจอกสุราทั้งแป ดจอกนั้น เมื่อยามาตะ โนะ โอโรจิมาถึงก็ไล่ดื่มสุราทีละจอกทีละจอก เพราะเห็นเงาของหญิงสาวนั้นสะท้อนอยู่ในเหล้าทุกจอก เมื่อดื่มครบแปดจอก ก็เกิดความเมามาย ซุซะโนะโอะที่ซ่อนตัวอยู่เห็นว่าได้จังหวะเหมาะ จึงกระโจนออกจากที่ซ่อน แล้วใช้ดาบฟาดฟันงูยักษ์ยามาตะ โนะ โอโรจิจนหัวขาดหมดสิ้นทั้งแปดหัว และถูกสยบลงได้ในที่สุด
เมื่อยามาตะ โนะ โอโรจิถูกกำราบลงแล้ว ซุซะโนะโอะได้เห็นว่าที่หางของยามาตะ โนะ โอโรจินั้นมีแสงเรืองรองส่องสว่างอยู่ จึงได้ตัดหางของยามาตะ โนะ โอโรจิออกดู และพบว่ามีดาบอยู่ในนั้น ดาบที่ซุซะโนะโอะนำออกมาจากปลายหางของยามาตะ โนะ โอโรจิ มีชื่อว่าดาบคุซานางิ ซุซะโนะโอะได้นำดาบนั้นมาครอบครองและนำไปถวายให้อะมา เตระสุเพื่อขอขมาในภายหลัง
   
 
แมนแดรก (Mandrake) หรือ Mandragora


เรื่องราวของพืชชนิดนี้ปรากฏในนวนิยาย เกี่ยวกับเวทมน ต์ เรื่องแฮรี่ พอตเตอร์ ที่ดังกระฉ่อนไปทั่วโลกทั้งยอดพิมพ์หนังสือที่มีคนจอ งอย่างล้นหลามแม้นำมาสร้างภาพยนต์ ทำรายได้อย่างถล่มทลาย ท่านที่เป็นแฟนนวนิยายเรื่องนี้คงจะรู้จักเจ้าพืชประ หลาดชนิดหนึ่งที่ส่งเสียงร้องอย่างน่ากลัว ที่เหล่าพ่อมดน้อยใหญ่อยากได้มาทำเครื่องปรุงทางมายิ ก ( ไสยศาสตร์ ) 
แมนดราโกร่าหรือแมนเดรค เป็นพืชที่มีอยู่จริง เป็นพืชในตระกูล nightshades หรือ Solanaceae (ตระกูลเดียวกับมะเขือม่วงและมันฝรั่ง) รูปร่างเหมือนผักชีฝรั่ง มีรากแตกแยกสาขาย่อยๆ 



ลักษณะ เป็นพืชที่มีใบเป็นกระจุกสีม่วงอมเขียวคล้ายใบพืชยาส ูบ รูปร่างของลำต้นเหมือนกับมนุษย์ มีดอกสีม่วง ดอกมีสีเขียวค่อนข้างขาว ยาวเกือบ2นิ้วกว้าง ผลมีรูปทรงกลม, ฉ่ำ, สีส้มให้ลูกเล็กๆสีแดง, การคล้ายผลมะเขือเทศเล็ก และ ส่วนทั้งหมดของพืชแมนเดรกเป็นพิษ, รวมทั้งบนCorsica ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติตั้งแต่เขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียนม า ใต้ และยุโรปกลาง จนถึงประเทศจีน โดยเห็นได้จากพระคัมภีร์ไบเบิลชาวอิสราเอลได้กล่าวถึ งมันไว้ ที่รู้จักกันในฐานะสมุนไพรนั้นประกอบด้วย 3 ชนิดอัน ได้แก่ officinarun L., M. autumnalis Spreng. และ M. caulescens Clarke เป็นพืชที่มีสารอัลคาลอยด์อยู่ในรากเป็นจำนวนมากเช่น เดียวกับพืชอื่นๆในตระกูลเดียวกัน มีฤทธิ์เป็นสารหลอนประสาทและฤทธิ์สารเสพติดในอดีตเคย ใช้เป็นยาแก้ปวดพืช
ส่วนในตำนานมักจะกล่าวว่าแมนเดรคมีราก แยกเป็นสองแฉกด ูเหมือนรูปร่างมนุษย์ ซึ่งมักมีการวาดรูปเป็นมนุษย์ที่มีรากงอกออกมาที่ปลา ยมือเท้า และมีดอกไม้งอกอยู่บนศีรษะ ซึ่งภาพดังกล่าวนี้ได้รับอิทธิพลจากศาสนายิวอันกล่าว ว่า แมนเดรคเป็นต้นแบบที่พระเจ้าทำขึ้นก่อนการสร้างมนุษย ์ นอกจากนี้ คริสเตียน โรเซนครอยส์ซึ่งเป็นผู้นำของRosenkreuzer (กลุ่มกางเขนกุหลาบในศตวรรษที่ 17) ยังได้กล่าวในบันทึกว่า มนุษย์นี่แหละคือแมนเดรคที่เกิดมาจากพื้นดิน
บางตำราจะแบ่งแมนเดรคออกเป็นเพศชายและ เพศหญิง โดยแมนเดรคซึ่งบานในฤดูใบไม้ผลิจะมีดอกสีขาวและเป็นเ พศชาย ส่วนแมนเดรคที่บานในฤดูใบไม้ร่วงจะมีดอกสีดำและเป็นเ พศหญิง ยิ่งเป็นแมนเดรคที่มีอายุมาก รากก็จะกลายเป็นสองแฉกและออกจากพื้นดินมาเดินเพ่นพ่า นไปมาได้
   
 
เหรา , มกร


เหรา นั้นเป็นสัตว์ในหิมพานต์ ซึ่งสัตว์ค่อนไปทางจำพวกจรเข้ ผสมกับนาค หลายคนเชื่อว่ามันเป็นสัตว์ที่อยู่ได้ทั้งบนบกและในน ้ำ กินเนื้อเป็นอาหาร 
เหรา หรือที่ชาวล้านนา พม่า เรียกว่า มกร (มะ-กะ-ระ) จริงๆแล้ว ตัวมกรนั้นปรากฏเป็นสัตว์ในนิยายในความเชื่อของพม่า เขมร และอินเดีย นะคะ โดยมีลักษณะเทียบเคียงกับตัวเหราในป่าหิมพานต์ของไทย ตัวมกรเองก็จัดอยู่ในตระกูลจระเข้เช่นเดียวกัน ที่ชาวภาคเหนือเรียกเหราว่ามกรนั้น เหตุก็เพราะทางภาคเหนือมีพื้นพี่ติดกับพม่า จึงรับอิทธิพลจากฝั่งพม่ามาโดยปริยาย บางครั้งเราก็เรียก มกร ว่า เบญจลักษณ์ , ตัวสำรอก เนื่องจากในงานศิลปะ มกรมักจะคายหรือสำรอกเอาวัตถุใดๆออกมาทุกครั้ง

เหรามีหลายพันธ์
 

สุบรรณเหรา (ครึ่งครุฑครึ่งเหรา)


ลักษณะ ตัวเป็นนกแบบครุฑ หัวเป็นเหรา แข้งขาเป็นสิงห์ ขนหางเป็นนก
   
 
ม้าเซ็กเธาว์



เซ็กเธาว์ (Red Hare, พินอิน: Chìtù mǎ) คือสุดยอดอาชาแห่งยุคสามก๊ก
มีสำนวนในสามก๊กว่า ยอดคนต้องลิโป้ ยอดม้าต้องเซ็กเธาว์ 
จัดเป็นม้าโลหิตประเภทหนึ่งได้ เพราะขนตามลำตัวมีสีแดงเหมือนโลหิต (หรือสีแดงราวถ่านเพลิง) นิยายบางเล่ม เรียก ม้ากระต่ายแดง (เนื่องจากฝีเท้าปราดเปรียว เหมือนกระต่าย) ในเนื้อเรื่องของสามก๊กยังกล่าวไว้อีกว่าม้าตัวนี้วิ่งได้วันละพันลี้ หรือ 480 กิโลเมตร เสียงของมันดังกึกก้องกัมปนาท สะท้านฟ้าสะท้านดิน
เดิมทีเป็นม้าของตั๋งโต๊ะ ซึ่งต่อมาได้มอบให้กับ ลิโป้ พร้อมกับเครื่องบรรณาการมากมาย เพื่อให้ลิโป้ทรยศพ่อบุญธรรม คือเจ๊งหงวน ฝ่ายลิโป้เห็นแก่ลาภยศจึงได้บุกลอบเข้าไปฆ่าพ่อบุญธร รมของตนจนตายเสีย และจึงเข้าร่วมกับตั๋งโต๊ะในที่สุด ต่อมาหลังจาก ลิโป้ถูกโจโฉประหารที่เมืองเสียวพ่าย ม้าเซ็กเธาว์ ก็ตกไปเป็นของโจโฉจนกระทั่ง เมื่อกวนอูมาอยู่กับโจโฉระยะนึง โจโฉต้องการมัดใจกวนอูและมอบเครื่องบรรณาการมากมายให ้รวมทั้งม้าเซ็กเธาว์ด้วย ภายหลังเมื่อกวนอู ถูกจับตัวโดยลิบองและลกซุน เซ็กเธาว์ก็ตกเป็นของซุนกวน แต่ในที่สุดเมื่อกวนอูถูกประหาร ม้าเซ็กเธาว์ก็ไม่ยอมกินอะไรและอดตายในที่สุด
เซ็กเธาว์ แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ชื่อม้า แต่เป็นชื่อสายพันธุ์ม้า เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดแถบตะวันออกกลาง
   
 
Undine

จากตำนานติวตอนิค Undine(ใครรู้วิธีการออกเสียงก็บอกกันด้วยน้า) เป็นพรายน้ำเพศหญิง ที่ชอบติดต่อ มีสัมพันธ์กับมนุษย์ พวกเธอมักจะแอบเข้ามาอยู่ในสังคมร่วมกับมนุษย์ บางครั้งก็จะมาเข้าร่วมงานเต้นรำ หรือสังสรรค์ตามหมู่บ้านต่างๆแถบชนบท 




Undineถูกทำให้กำเนิดขึ้นโดยปราศจากวิญญาณ โดยการที่ได้แต่งงานและมีบุตรร่วมกับบุคคลที่มีชีวิต เธอจะได้วิญญาณมาครอบครอง และสร้างความเจ็บปวดและกลายเป็นบทลงโทษของเผ่าพันธุ์ มนุษย์
   
 
เลปพราคอน - Leprechaun


เลปพราคอนเป็นความเชื่อของชาวไอริช เป็นคนแคระที่มีรูปร่างเล็กมากแต่งตัวค่อนข้างซอมซ่อ แต่มิดชิดเนื่องจากอยู่ในเมืองหนาวบางครั้งอาศัยอยู่ ในห้องเก็บไวน์ใต้ดิน บางครั้งในบ้านในไร่นาส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแถบชนบทชานเ มือง แถบเนินเขาสูงชอบช่วยเหลือคนในงานต่างๆ


ภูตที่ครอบครองทรัพย์สมบัติจำพวกทองเชื่อกันว่ามนุษย ์จะได้ครอบครองทองโดยตั้งใจมองหาภูตนี้ที่ปลายของสาย รุ้งภูตนี้ไม่เหมือนฮอบบิทนะตัวเล็กกว่า3-4เท่าแล้วอวัยวะอื่นๆคล้ายคนทุก ประการและชอบอยู่แอบใ นบ้านมนุษย์ แต่บ้างพวกก็อยู่กันเป็นกลุ่มใต้ดินที่เป็นโพรง
   
 
ครอกกาไทรส์ - atrice



ครอกกาไทรส์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ค่อนข้างเหมือนกับBasiliskไม่ว่าจ ะเป็นทางด้านต้นกำเนิดหรือเรื่องๆอื่นจนบางคนคิดว่าเ ป็นตัวเดียวกันซะอีก แต่ความจริงย่อมมีเพียงหนึ่งเดียวก็คือมันเป็นคนละตั วกันค่ะ!!

atriceตัวนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะอยู่ระหว่าง"ไก่" และ "มังกร" แค่มันจ้องไปที่สิ่งมีชีวิตอื่นใดสิ่งมีชีวิตนั้นอัน ต้องกลายเป็นหินทีเดียวและที่แน่นอนคือมันเกิดออกมาจ ากไข่ของพ่อไก่!!! (หมายเหตุ:คงเกิดจากการแปรผันทางพันธุกรรม การกลายพันธุ์หรือความผิดพลาดทางด้านยีนส์, โครโมโซม ไม่กัมมันตภาพรังสี)

จุดเด่นที่ทำให้มันแตกต่างกะBasiliskจริงๆคือที่ผิวข องมันจะไม่ปกคลุมด้วยเกล็ดตลอดทั้งตัวแบบ จะมีบางส่วนเป็นขนแบบไก่ลักษณะทางกายภาพทั่วไปค่อนข้ างคล้ายไก่ยักษ์ มีปีกบริเวณด้านข้างของลำตัวมีจงอยปากยาว ตาคมแดงดุมีหางยาวงอกออกมาเหมือนมังกรหรืองู(บริเวณนี้จะไม่มีขนปกคลุมแต่จะเป็นเกล็ด)
   
 
ไวเวิร์น
เป็นสิ่งมีชีวิตในสายพันธุ์หนึ่งของมังกร มีลักษณะทั่วไปคล้ายมังกรคือ บริเวณลำตัวจะปกคลุมด้วยเกล็ด ฯลฯ ที่ต่างจากมังกรทั่วไปคือ จะเป็นมังกร 2 ขา (มีแค่2ขางหลังไว้เดินยืน ไม่มีขาหน้าที่ทำหน้าที่คล้ายมือแบบมังกรทั่วไป) 
มีลักษณะเด่นคือ มีหางที่มีลักษณะแหลมเรียวคล้ายหอก และมีส่วนที่คล้ายไบมีด หรือหนามแหลมงอกออกมาที่บริเวณปลายหางด้วย(จะเรียกส่ วนนั้นว่าแฉกครับที่แหลมเรียวมากก็ไม่เชิงฮะ) หางของมันที่มีลักษณะพิเศษนี้เอง ที่กลายเป็นอาวุธเด็ด ใช้แทงเข้าที่ศัตรู หรือใช้ฟาดไปที่ลำตัวของศัตรูก็ได้(สังเกตนะฮะ ว่าหางมันจะมีลักษณะคล้ายปลายหอก หรือธนู เพราะฉะนั้นถ้าโดนมันแทงเข้าไปแล้วละก็ ไม่มีทางถอนออกโดยปราศจากแผลเหวอะหวะโคม่าได้เลย นึกแล้ว เสียววววววว)



Wyvernนี้ มักจะพบเห็นได้บนโล่ห์ของผู้ถือสาน์ส (คาดว่า คงอยู่ในสมัยยุคกลาง หรือยุคมืดของยุโรป) Wyvern ยังเป็นสัญลักษณ์ของการคุ้มครอง ปกป้อง รักษาอีกด้วย
   
 
โพไซดอน

ตามตำนานเล่าว่า โพเซดอนเป็นบุตรของโครโนส กับ เร มีพี่น้องร่วมบิดามารดาอีก 4 องค์ ซึ่งล้วนแต่เป็นเทพแห่งโอลิมปัสทั้งสิ้น ได้แก่
ซูส ผู้เป็นใหญ่ในสภาเทพแห่งโอลิมปัส 
ฮาเดส ผู้ครอบครองยมโลก 
เฮรา ชายาแห่งเทพซูส 
เฮสเตีย เทพีแห่งเตาผิง 
โพไซดอน หรือ โพเซดอน หรือ โปเซดอน (อังกฤษ: Poseidon; กรีก: Ποσειδών; ละติน: Neptūnus เนปจูน) 
ภาพลักษณ์ของโพเซดอน ส่วนมากจะปรากฏเป็นชายวัยกลางคน รูปร่างกำยำล่ำสัน มีหนวดเครา ถือสามง่ามเป็นอาวุธ ซึ่งสามง่ามนี้มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถดลบันดาลให้เกิดทะเลคลั่งหรือแผ่นดินไหวได้ ครั้งหนึ่งโพเซดอนเคยคิดที่จะโค่นอำนาจของซุส โดยร่วมมือกับเฮราและอะธีนา แต่ไม่สำเร็จ จึงถูกซุสลงโทษ โดยการให้ไปสร้างกำแพงเมืองทรอยร่วมกับอพอลโลด้วยเช่ นกัน
โพเซดอนมีมเหสีองค์หนึ่ง ที่เป็นหญิงรับใช้ของอะธีนา คือ เมดูซ่า ก่อนที่จะถูกสาบให้มีผมเป็นงู เพราะหลงใหลในความงามของเมดูซ่า (บางตำราบอกว่า เมดูซ่า หลงไหลโพไซดอนก่อน และโพไซดอน แปลงเป็นม้ามาร่วมรักกับเมดูซ่า) เมื่ออะธีนาทราบเรื่องจึงสาบเมดูซ่าให้เป็นปีศาจที่มีผมเป็นงู และเมื่อมองใครก็จะกลายเป็นหินไปหมด เมื่อเปอร์ซิอุสตัดศีรษะของเมดูซ่าแล้ว เลือดของเมดูซ่าที่กระเซ็นออกมา กลายเป็นม้าบินสองตัว (เนื่องจากโพไซดอน แปลงกายเป็นม้ามาร่วมรักกับเมดูซ่า) คือ เพกาซัส (Pegasus) และ คริสซาออร์ (Chrysaor) ดังนั้นจึงถือว่า ทั้งเพกาซัสและคริสซาออร์เป็นลูกของโพเซดอนด้วย
โพเซดอน มีพาหนะเป็นม้าน้ำเทียมรถ ที่มีส่วนบนเป็นม้าและท่อนล่างเป็นปลา ซึ่งบางครั้งจะพบรูปโพเซดอนอยู่บนรถเทียมม้าน้ำนี้ขึ้นมาจากทะเล


โพไซดอน เทพเจ้าแห่งทะเลเป็นเทพเจ้าที่หงุดหงิด โมโหง่าย และอารมณ์รุนแรง ดวงเนตรสีฟ้าดุดันมองผ่านทะลุม่านหมอกได้ และเกศาสีน้ำทะเลสยายลงมาเบื้องหลัง เธอได้รับสมญา ว่า “ผู้เขย่าโลก” เพราะเมื่อปักตรีศูลลงบนพื้นดิน โลกพลันสั่นสะเทือน และแยกออกจากกัน เมื่อฟาดตรีศูลลงบนทะเล บังเกิดคลื่นลูกใหญ่เท่าภูเขา และเกิดพายุมีเสียงครึกโครมน่ากลัว ทำเรือแตกและผู้คนที่อาศัยอยู่ชายทะเลจมน้ำตาย แต่เมื่อยามโพไซดอนอารมณ์ดี ทรงยื่นพระหัตถ์ออกไป ทำให้ทะเลสงบและทรงยกแผ่นดินใหม่ขึ้นจากน้ำ
   
 
เบเฮโมท

อสูร ร้ายดึกดำบรรพ์ จ้าวแห่งผืนปฐพีเช่นเดียวกับ เลวีอาธานจ้าวแห่งผืนน้ำ และ ซิซจ้าวแห่งผืนนภา ชื่อเบเฮโมท มาจากภาษาฮีบรู Behemot มีความหมายหมายถึงอสูรกาย สัตว์ขนาดใหญ่ยักษ์ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในโลก คำดังกล่าวยังถูกใช้เปรียบเทียบกับสิ่งที่มีขนาดใหญ่ โตมโหฬารเกินกว่าจะ เปรียบเทียบได้ด้วย
กำลังของมันอยู่ในเอว และฤทธิ์ของมันอยู่ในกล้ามเนื้อท้อง มันขยับหางของมันให้แข็งเหมือนไม้สนสีดาร์ เอ็นโคนขาของมันก็สานเข้าด้วยกัน กระดูกของมันเหมือนท่อนทองเหลือง และกระดูกของมันเหมือนท่อนเหล็ก มันเป็นพระราชกิจชิ้นที่สำคัญของพระเจ้า ผู้ทรงสร้างมันนำดาบมาให้ ภูเขาผลิตอาหารให้มันแน่ เป็นที่ที่สัตว์ป่าทุ่งทุกชนิดเล่น มันนอนอยู่ใต้ต้นไม้ที่มีร่มเงา ในเพิงอ้อและในบึง ต้นไม้ที่มีร่มเงาเป็นเงาคลุมมัน ต้นหลิวแห่งธารน้ำล้อมมันไว้

เบเฮโมท กับ เลวีอาธาน
ตาม ความเชื่อของชาวยิวโบราณ เบเฮโมทเป็นอสูรกายดึกดำบรรพ์แห่งผืนภพ ขณะที่เลวีอาธานเป็นอสูรกายดึกดำบรรพ์แห่งผืนนที และซิซครอบครองผืนนภา
มี ตำนานกล่าวว่า เลวีอาธาน กับ เบเฮโมท จะต่อสู้ทำศึกกันในวาระสุดท้ายของโลก โดย เบเฮโมท คือ วัว และ เลวีอาธาน คือปลา ทั้งคู่จะเข้าห้ำหั้นกัน โดยกำลังของเบเฮโมทอยู่ในเขาอันทรงพลัง ขณะที่เลวีอาธานอยู่ในครีบ และสุดท้ายทั้งคู่จะฆ่ากันและกัน ส่วนมนุษย์ที่เหลือรอดจะจัดงานเลี้ยงฉลองใหญ่จากเนื้ อจำนวนมหาศาลของมัน ขณะที่แหล่งข้อมูลอื่นว่า พระผู้สร้างจะเสด็จลงมาพร้อมด้วยดาบอันทรงฤทธานุภาพแ ละสังหารมันทั้งคู่ลง เสีย




เบเฮโมท ในฐานะสัตว์ประหลาด
เช่น เดียวกับเลวีอาธาน ที่นักวิชาการพระคัมภีร์จะพยายามตั้งสมมุติฐานถึงเบเ ฮโมทในฐานะสิ่งมีชีวิต สัตว์ปกติอย่างหนึ่งในโลก ซึ่งสัตว์โลกที่ถูกตั้งข้อสมมุติฐานว่าอาจเป็นที่มาข องเบเฮโมทก็ได้นั้น ได้แก่ ควายน้ำ แรด วัว และ ช้าง แต่ที่เชื่อและได้รับการยอมรับกันมากที่สุดคือ ฮิปโปโปเตมัส เพราะในพระคัมภีร์บทหนังสือของอิศยาห์เอง ก็มีการแปลความตัว ฮิปโปโปเตมัส เป็น Bahamat Negeb หรือ “อสูรแห่งทิศใต้”
แต่กระนั้นก็ดี นักวิชาการบางส่วนก็ยังไม่เชื่อในข้อสันนิษฐานนั้น โดยยกประเด็นเรื่องหางมาเป็นข้อโต้แย้ง จากบทบรรยายที่พูดถึงหางที่แกว่งไกวไปมาเหมือนไม้สนซ ีดาร์ในพระคัมภีร์ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะสื่อถึงช้างเสียมากกว่า
ส่วนกลุ่มอื่นๆ ที่มีความเห็นแตกต่างกัน เชื่อว่าเบเฮโมทน่าจะเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์เยี่ยงไดโนเ สาร์เสียมากกว่า โดยเฉพาะไดโนเสาร์ในตระกูล ซอร์รอพอด ที่มีลักษณะหลายอย่างตรงตามบทบรรยายของโยบ เช่น เรื่องของขนาดอันใหญ่โต กระดูกเหมือนท่อนเหล็ก ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ และหางที่แกว่งเหมือนไม้สนซีดาร์ แต่กระนั้นก็ดี ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่สอดคล้องหลายประการ ทั้งจากหลักฐานทางฟอซซิล และบทบรรยายว่า เบเฮโมท กินหญ้าเป็นอาหารเยี่ยงวัวอีก ซึ่งขัดกับลักษณะฟันและธรรมชาติของซอร์รอพอด
   
 
กอบลิน


ก๊อปลิน (Goblin)แปลว่า ดวงวิญญาณที่ไม่ชอบสิงสู่ตามเคหะสถาน แต่ชอบเป็นวิญญาณล่องลอยไปตามสถานที่ต่างๆ เนื่องจากก๊อปลินมักนิยมใช้เรียกพวกปีศาจขนาดเล็กที่ เป็นอันตราายและซุกซน กับมนุษย์ 
บางความเชื่อก็เชื่อว่า ก๊อปลินนั้นมาจาก Gob, Gnob ซึ่งเป็นราชาของพวกโนมนั้นเอง
ก๊อบลิน (Goblin) มีรูปร่างวิกลวิการ พวกมันชอบเล่นสนุก 
แต่บางครั้งก็ชั่วร้ายและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมสามา รถทำอันตรายแก่ผู้คน รอยยิ้มของก็อบลินทำให้เลือดหยุดไหล เสียงหัวเราะทำให้นมบูดและผลไม้หล่น 
ก็อบลินมีต้นกำเนิดมาจากฝรั่งเศส ก๊อปลินนั้นเป็นปีศาจ อาศัยอยู่ใต้ดิน ในตำนานเดิมของยุโรปเล่าถึง ก็อบลิน ว่าเป็นปีศาจร่างเล็ก (อาจจะสูงประมาณ 70 ซม.) ลักษณะคล้ายซากศพ บาง ตำนานก็กล่าวว่า 
ก๊อปลินรูปร่างจนมีหน้าตาอัปลักษณ์ไม่ชวนมอง ซึ่งหน้าตาหรือรูปร่างของพวกก๊อปลินจะเป็นเช่นไร 
มักขึ้นอยู่กับตำนานหรือของเชื่อของผู้คนในแถบนั้น
ชาวบ้านสามารถไล่ก๊อปลินออกไปด้วยการโปรยเมล็ดปอเอาไ ว้ให้ทั่วห้องครัว ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ไม่มีใครรู้ 
(อาจจะโดนคำสาป) พวกก๊อปลินจำเป็นต้องเก็บเมล็ดปอทั้งหมดให้เรียบร้อย
แน่นอนว่าเป็นงานที่น่าเบื่อมากสำหรับพวกมัน แล้วพวกมันก็จะไม่มาที่บ้านของคุณอีกเลย
   
 
สฟิงซ์

ชาวอียิปต์เชื่อว่า สฟิงซ์แห่งอียิปต์มีความเกี่ยวโยงไปถึงกษัตริย์ สุริยเทพ-เร อย่างแน่นอน 
แต่ชาวอาหรับกลับเรียกสฟิงซ์ว่า อะบลูฮัล ( Abu Hal) แปลว่า บิดาแห่งความน่าสะพรึงกลัว 
สฟิงซ์จะมีใบหน้าและทรวงอกของหญิงสาว ท่อนล่างเป็นสิงโต และ มีปีกแบบนกอินทรี 
ส่วนสฟิงซ์ของพวกกรีก มันทรยศหักหลัง ก้าวร้าวรุนแรง และกระหายเลือด และพวกนี้ยังชอบกินคนเป็นอาหารเสียด้วย
ลักษณะที่เด่นชัดของสฟิงซ์ กรีกอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความคล้ายแมว หรือจะว่าอีกทีก็คล้ายผู้หญิงด้วย 
นั่นคือ มันจะพูด คุยหยอกเหยื่อของมันก่อนที่จะสวาปามเข้าไป แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเกิดเยื่อหนีรอด ไปได้ สฟิงซ์จะบินดิ่งทิ้งตัวกระแทกพื้นหรืออะไรสักอย่าง ด้วยความโกรธเกรี้ยวจนตายไปเอง 




เรื่องราวเกี่ยวกับสฟิงซ์ของกรีกที่โด่งดังเรื่องหนึ่ง เห็นจะไม่พ้นเรื่องของ เจ้าแม่เฮรา (Hera) ซึ่งมอบหมายหน้าที่ลงโทษชาวเมืองธีบีส (Thebes) เพราะความเมามายไร้สติของพวกเขา หลังจากที่ ไดโอนิซุส เทพแห่งเมรัยได้มาสอนการทำไวน์ ให้แก่ชาวเมืองนี้ ตามปกติสฟิงซ์จะไม่เข้าขย้ำเหยื่อ ที่ผ่านมาในทันทีทันใด แต่จะ ให้โอกาสเหยื่อด้วยการถามปัญหา ที่เรียกกันว่าปัญหา ของตัวสฟิงซ์ (The Riddle of the Sphinx) ซึ่งสัญญาจะปล่อยเหยื่อเป็นอิสระ หากตอบปัญหาของนางได้
สฟิงซ์ (Sphinx)อียิปต์ เป็นลูกผสมที่มีส่วนผสมของสัตว์หลายชนิดรวมอยู่ในตัว เดียวกัน
ตามความเชื่อของคน แถวอียิปต์
แอนโดรสฟิงซ์ (Andro-Sphinx) สฟิงค์ที่เกิดจาก การรวมตัว อันแปลก ประหลาด ระหว่างมนุษย์กับสิงโต ส่วนหัวที่เหมือนมนุษย์นั้น มีสัญลักษณ์ ของฟาโรห์อียิปต์ แสดง ไว้ชัดเจน คือมีเคราที่คาง ตรงหน้าผาก มีงูจงอางแผ่แม่เบี้ย และมีเครื่องประดับ รัดเกล้าแบบกษัตริย์โดยรอบ
ความกว้างของ ใบหน้านั้น ประมาณ 14 ฟุต ส่วนลำตัวที่เป็นสิงโต มีความยาว เกินกว่า 240 ฟุต (วัดจากหัวถึงหาง) ขนาดของมัน มโหฬาร จนคนที่เดินผ่าน เหลือตัวนิดเดียวว่ากันว่าสฟิงซ์ คือ รูปเหมือน ขนาดใหญ่ กว่าร่างจริง สองเท่าของฮาร์มาชิส เทพแห่งรุ่งอรุณ เมื่อตอนที่แปลงร่าง เป็นสิงโต มีเศียร เป็นฟาโรห์อียิปต์หรือ "sphingein แปลว่า การบีบรัด 
ที่ได้ชื่อว่าบีบรัดนั้นก็เพราะว่า สฟิงซ์ของชาวกรีก เป็นสฟิงซ์ที่นิสัยไม่ดี ชอบหยอกเล่นกับเหยื่อ พอมีเหยื่อหลงเข้ามา ก็จะถามคำถาม และถ้าตอบไม่ถูก จะฆ่าทิ้ง 
ความจริงสฟิงซ์ในอียิปต์มิใช่มีแต่รูปสิงโตเท่านั้น หากแต่ว่าในสมัยต่อๆ มา โดยเฉพาะสมัยราชอาณาจักรกลางและใหม่ มักมีการสร้างสฟิงซ์ในรูปของแกะ และสัตว์อื่นๆ เพื่อตั้งเรียงรายเป็นแถวยาวเหยียดอยู่หน้าวิหาร เช่น วิหารลักซอร์ มหาวิหารคานัก แะวิหารของพระนางแฮตเซปชุต เป็นต้น




   
 

ปักษาวายุภักษ์



นั้นวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ได้อธิบายถึง อสูรวายุภักษ์ รูปร่างเป็นนกอินทรี ตัวและหน้าเป็นยักษ์ มีปีก มีหาง มีเท้าเหมือนครุฑ แต่หางมีแววเหมือนนกยูง
บางตำนานก็ว่า ปักษาวายุภักษ์หรือ นกการเวกนี้ เป็นสัตว์หิมพานต์ บินสูงเหนือเมฆ จึงไม่ใคร่มีใครเห็นตัว กินลมเป็นอาหาร มีเสียงหวานไพเราะมาก ใครได้ยินเสียงร้องจะหยุดชะงักด้วยความจับใจในเสียงร้องนั้น นกการเวกเป็นนกที่มีขนงาม ขนนกการเวกเป็นของวิเศษ ผู้ที่ต้องการขนนกการเวกจะต้องทำร้านไว้บนยอดไม้ เอาขันใส่น้ำไปวางไว้ นกการเวกจะมาอาบน้ำในขันแล้วสลัดขนไว้ให้ ขนนั้นเก็บไว้ก็จะกลายเป็นทอง




ตามประวัติในเรื่องรามเกียรติ์ว่า วายุภักษ์มีพ่อเป็นอสูรผู้ครองกรุงวิเชียร ซึ่งอยู่ที่เชิงเขาจักรวาลเป็นยักษ์ที่มีฤทธิ์มาก จึงมักจะเที่ยวข่มเหงรังแกเทวดาและฤาษีชีไพรอยู่เสมอ เมื่อพระรามพระลักษมณ์ออกเดินดงครั้งที่ ๒ อสูรวายุภักษ์บินผ่านมาพบเข้าจึงโฉบลงมาจับพระราม พระลักษณ์จะนำไปกินเป็นอาหาร 
หนุมาน สุครีพ และไพร่พลลิงก็รีบตามไปช่วย และได้เข้าต่อตีกับอสูรวายุภักษ์ ในที่สุดก็ช่วยพระราม พระลักษมณ์ไว้ได้ และองคตกับนิลพัทก็ได้ฆ่าอสูรวายุภักษ์ตาย รูปนกวายุภักษ์ เดิมเป็นตราตำแหน่งพระยาราชภักดี ผู้มีหน้าที่เป็นหัวหน้าทำการคลังมาก่อน คณะเสนาบดีในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้กำหนดให้นำตรานกวายุภักษ์มาใช้เป็นตรากระทรวงพระค ลัง และใช้เป็นตรากระทรวงการคลังติดต่อกันเรื่อยมา โดย สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงใช้รูปนกการเวกเป็นแบบการเขียนตราวายุภักษ์
นอกจากนี้ในพระบาลีระบุว่าเสียงของพระพุทธเจ้านั้นเห มือนเสียงพรหม แจ่มใสชัดเจน อ่อนหวาน สำเนียงเสนาะ ไม่แตก ลึกซึ้ง มีกังวาลไพเราะและเหมือนเสียงนกการเวก ส่วนอาหารของนกการเวกนั้น มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ปัญจสุทนีว่า นกการเวก กินน้ำมะม่วงสุกเป็นอาหาร แต่โดยที่นกชนิดนี้หายากหลงเข้าใจกันแต่ว่าอยู่บนท้อ งฟ้ากินลมเป็นอาหารจึงตั้งชื่อว่า วายุภักษ์ ก็มีเช่นกัน ตามวรรณคดีไตรภูมิพระร่วงนั้น กล่าวว่าขนนกการเวกนั้นเป็นที่ต้องการเพราะกลายเป็นท องคำได้

   

เนสซี

เนสซี (Nessie) คือสิ่งมีชีวิตลึกลับชนิดหนึ่งที่เชื่อว่าอาศัยอยู่ใ นทะเลสาบบล๊อคเนสส์ แคว้นสกอต์แลนด์ชื่อว่ามีรูปร่างคล้ายพลิสซิโอซอรัส( Plesiosaur) หรือ อีลาสโมซอรัส (Elasmosaurus) สัตว์เลื้อยคลานที่อาศัยในทะเลยุคเดียวกับไดโนเสาร์ มีผู้อ้างว่าเคยพบเห็นถึงปัจจุบันกว่า 4,000 ครั้ง และมีรูปถ่ายทั้งภาพนิ่งและภาพยนต์มากมาย โดยเอกสารแรกสุดที่กล่าวถึงเนสซี คือ บันทึกของบาทหลวงเซนต์โคลัมบา เมื่อราว 1,400 ปี ที่แล้ว กล่าวถึงมังกรที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ และท่านเองก็เคยทำพิธีขับไล่มังกรตัวนี้ด้วย
การพบเห็นเนสซี
แรกสุด ในบันทึกของ Saint Columba ใน คศ 565 ได้กล่าวถึงการช่วยชีวิตของคนที่ว่ายน้ำอยู่จากสัตว์ ประหลาดในทะเลสาป จากนั้น ได้มีเรื่องราวมากมายของสัตว์ที่ลึกลับได้ปรากฏตัวออ กมาเป็นระยะๆ ทว่ามีเพียงเล็กน้อยที่เป็นเรื่องจริงและได้ถูกบันทึ กไว้ จนกระทั่งศตวรรษที่ 20
 

   
 
โนม



เป็นภูต ขนาดเล็ก มีชื่อหลายต่อหลายชื่อที่แตกต่างกันออกไป มักปรากฎในนิทาน รูปร่างคล้ายคนแคระ โนมมีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินในดิน เป็นผู้ที่เรียนรู้จากอดีต และยังสามารถเรียนรู้ จากอนาคตได้อีกต่างหาก 
ลักษณะ พิเศษสุดๆ ก็คือ โนมเป็นมีความรู้แตกฉานในทุกแง่มุมของจักรวาล และโนมจะเป็นผู้ที่มีอารมณ์ดี อยู่ตลอดเวลาโนม เป็นพวกที่มีความเมตตาและชอบช่วยเหลือ ด้วยความที่เป็นผู้รู้ผู้ฉลาด จึงทำให้โนมสามารถติดต่อ หรือทำสิ่งต่างๆได้ดี นอกจากนี้โนมยังเป็นผู้ริเริ่มงานฝีมืออีกด้วย
 


โนม เป็นภูตขนาดเล็ก มีชื่อหลายต่อหลายชื่อที่แตกต่างกันออกไป มักปรากฎในนิทาน รูปร่างคล้ายคนแคระ โนม มักชอบดูแลสมบัติล้ำค่าเสมอ ทั้งนี้ พวกโนมยังอาศัยอยู่ในถ่ำคอยเก็บรักษาสมบัติล้ำค่า พวกนี้สามารถย้ายสิ่งของที่อยู่ใต้ดินง่ายเหมือนย้าย ในอากาศ 
โนมปราก ฎในหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กล่าวว่า โนมนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตตัวจุ้น มีมากหลังบ้านรอน วีสลีย์ เพื่อรักของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ นอกจากนี้ โนม ยังปรากฎในวีดีโอเกมส์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ อีกด้วยครับ ซึ่งมันมักแย่งของจากเราเสมอ ออกจะดูขี้เล่น แต่ก็น่ารำคาญในเวลาเดียวกัน
พวกโน มชอบเข้ามาในเขตบ้านของพวกวีสลีย์ ทำให้แฮร์รี่และพี่น้องตระกูลวีสลีย์ต้องช่วยกันขับไ ล่พวกโนมออกไป โดยการจับมันเหวี่ยงให้เป็นวงกลมให้เวียนหัว แล้วโยนข้ามกำแพงสวนออกไป หรืออาจใช้ตัวจาร์วี่จัดการ แต่พ่อมดหลายคนในยุคนี้เห็นว่าเป็นวิธีการกำจัดโนมที่ป่าเถื่อนเกินไป 
คำเตือน - หากเจอโนมให้อยู่ห่างๆ เพราะฟันโนมค่อนข้างแหลมคม สามารถทำอันตรายกับเราได้
   
 

โทรลล์


โทรลล์ในที่นี้ก็คือ โทรลล์ที่อยู่ในนิทานพื้นบ้านแถบสแกนดิเนเวียหรือตำน านนอร์ส ไม่ใช่ศัพท์แสลงที่เราใช้กับ กับคนที่ก่อความวุ่นวายบนกระดานสาธารณะต่างๆ ซึ่งเป็นอีกปัญหาร้ายแรงของอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน นะคะ
โทรลล์มีถิ่นกำเนิดในสแกนดิเนเวีย แต่ทุกวันนี้อาจพบได้ในอังกฤษ ไอร์แลนด์ และ บริเวณอื่นๆในยุ โรปตอนเหนือ
โทรลล์ มีรูปร่างลักษณะต่างกันไปในแต่ละความ เชื่อของท้องถิ่น เช่น เป็นยักษ์ร้ายอาศัยอยู่ในทะเล เป็นยักษ์หรือคนแคระอาศัยใต้ดินหรือโพรงไม้ เป็นช่างผู้วชาญของนอร์ส (norse) มีรูปร่างเป็นยักษ์เป็นต้น 
แต่เดิมมาโทรลล์ในตำนานทั่วไปจะมีรูปร่างเป็นยักษ์ ภายหลังกลายเป็นคนแคระไป .....
โทรลล์โดดเด่นในเรื่องพละกำลังที่มากพอๆกับความโง่เข ลาของมัน ส่วนใหญ่ มีนิสัยโหดร้าย กักขฬะ และไม่สามารถคาดเดาพฤติกรรมได้ บางตำนานก็กล่าวว่าพวกโทรลล์ใจดีก็มี 



โทรลล์มีอยู่สามชนิด คือ 
1.โทรลล์ภูเขา พันธุ์ที่ตัวใหญ่ที่สุดและดุร้ายที่สุด หัวล้านผิวสีเทาซีด 
2.โทรลล์ป่า ผิวสีเขียวซีด และบางสายพันธุ์ก็มีผมสีเขียวหรือสีน้ำตาลที่บางและยุ่งเหยิง 
3.โทรลล์แม่น้ำ น้ำมีเขาสั้นๆและอาจมีขนดก ผิวสีม่วง มักจะซ่อนตัวอยู่ใต้สะพาน 
ตามตำนานกล่าวว่า พวกโทรลล์จะอยู่ใต้ดิน โทรลล์จะออกมานอกปราสาทในตอนกลางคืนเท่านั้น เนื่องจากมันจะกลายเป็นหินหากถูกแสงอาทิตย์เข้า (แต่ใน Lord of the ring กับเดินกลางแสงได้ซะอย่างนั้น)
เมื่อชาวสแกนดิเน เวียอพยพมาสู่เกาะอังกฤษ โทรลล์ก็ตามมาด้วย และมักจะสร้างบ้านอยู่ใต้สะพาน ซึ่งอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มันมีกลิ่นเหมือนน้ำจ ากท่อโสโครก ทางแถบเหนือของเกาะอังกฤษมีก้อนหินขนาดใหญ่ ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นพวกโทรลล์ที่โดนแสดงอาทิตย์เข้าจนกลายร่างเป็นหิน 


   
 
ยูนิคอร์น


ยูนิคอร์น (Unicorn) เป็นสัตว์ในตำนาน เชื่อว่าพบได้ตามป่าทางตอนเหนือของยุโรป ตัวโตเต็มที่มีลักษณะเป็นม้าสีขาวบริสุทธิ์ สง่างาม มีเขาหนึ่งเขาที่กลางหน้าผาก (โดยมากเขาจะเป็นเกลียวด้วย) ลูกยูนิคอร์นแรกเกิดมีขนสีทอง และจะเปลี่ยนเป็นสีเงินก่อนที่จะโตเต็มวัย เขา เลือด และขนของยูนิคอร์นมีคุณสมบัติทางเวทมนตร์สูง
โดยทั่วไปยูนิคอร์นจะหลีกเลี่ยงการข้องแวะกับมนุษย์ และจะยอมให้แม่มดเข้าใกล้มากกว่าพ่อมด นอกจากนั้น ยูนิคอร์นยังวิ่งได้เร็วมาก จึงยากที่จะจับตัวได้ ในโลกตะวันตก ยูนิคอร์นถือเป็นสัตว์ที่มีความดุร้ายและรักความสันโ ดษ เรื่องเล่าของยุโรประบุว่าการจับยูนิคอร์นนั้นต้องใช้สาวพรหมจรรย์เป็นผู้จับยูนิคอร์น ซึ่งยูนิคอร์นจะลืมสัญชาตญาณป่าเถื่อนและเชื่องราวกั บเป็นม้าธรรมดา
 


การกล่าวถึงยูนิคอร์นในโลกตะวันตก มีขึ้นครั้งแรกในหนังสือของอินเดีย ซึ่งเขียนโดยนักประวัติศาสตร์ชาวกรีก เมื่อประมาณ พ.ศ. 14 บรรยายไว้ตอนหนึ่งว่า "ในประเทศอินเดีย มีลาป่าชนิดหนึ่ง มีขนาดใหญ่เท่า ๆ กับม้า ลำตัวของพวกมันมีสีขาว ศีรษะมีสีแดงเข้ม และมีดวงตาสีน้ำเงิน พวกมันมีเขาอยู่บนหน้าผากเขาหนึ่ง ซึ่งมีความยาวประมาณครึ่งเมตร" กล่าวกันว่า ยูนิคอร์นเป็นสัตว์ผสมระหว่างแรด ละมั่งหิมาลัย และลาป่า เขาของมันมีความแหลมคมมาก โดยมีพื้นสีขาวตรงกลางสีดำ และตรงยอดเป็นสีแดงเลือดหมู
   
 
บาโฟเมต(Baphomet)

....กาลครั้ง1 ยังไม่นานมาก มีหญิงคน 1 อายุประมาณ32ปี ชื่อว่า " บาร่า " เนื่องจากเธอมีนิสัยเป็นคนใจดำไม่ชอบช่วยเหลือใคร จึงไม่มีคนในหมู่บ้านคบค้าสมาคมชมดาวด้วย แต่แล้วเทพเจ้าแห่ง Loki ก็เสด็จมาเยือนหมู่บ้านแห่งนั้น จึงมีประชาชนขอร้องให้กำจัด บาร่าออกไปจากหมู่บ้านแห่งนี้ เออขอประทานโทษครับที่ลืมบอกชื่อหมู่บ้านไปหมุ่บ้านนี้มีชื่อว่า" เมืองซู " ซึ่งจะมีปราสาทหลังใหญ่เอาไว้สำหรับสักการะบูชาเทพเจ ้า Loki



....ย้อนกลับมาที่ บาร่านะครับ เมื่อเทพเจ้า Loki เสด็จลงมา จึงมีคนขอร้องให้กำจัดบาร่าไปที เทพเจ้าLoki เห็นว่าบาร่าเป็นคนไม่ดีจึงสาปให้บาร่ากลายเป็นกวางมูส แต่คำสาปเกิดผิดพลาดทำให้บาร่ากลายเป็นปีศาจอันทรงพลัง มีเคียวอันใหญ่เป็นอาวุธ มีนามว่า" บาโฟ " แต่เหตูการณ์ก็ไม่แย่ลงเพราะเทพเจ้า Loki สามารถปิดผนึกบาโฟ ไว้ในปราสาทที่เป็นสิงสถิตย์ของเทพเจ้า Loki บ้านเมืองจึงสงบสุข แต่เหตุการณ์ก็ผวนคืน เมื่อลูกๆของบาร่าหรือบาโฟ นั้นโตขึ้นจึงแก้แค้นให้แม่ โดยการเข่นฆ่าคนในหมู่บ้าน เทพเจ้า Loki จึงต้องออกมาปราบ โดยสาปให้เป็นกวางมูสตัวเล็กแต่ด้วยอำนาจด้านมืดทำให้กลายเป็นปีศาจรูปร่าง แบบเดียวกับบาโฟ

....บาโฟ มีเคียวอันเล็กเป็นอาวุธ แต่ในเมื่อไม่มีชื่อชาวบ้านจึงขนานนามมันว่า " บาโฟ จูเนียร์ " แล้วเทพเจ้า Loki จึงปิดผนึกพวกมันโดยนำไปไว้ที่เดียวกับบาโฟ บ้านเมืองจึงสงบสุข

เวลาผ่านไป800ปี อำนาจของบาโฟก็สามารถทำลายพลังของเทพเจ้า Loki และได้สร้างกองทัพปีศาจ มาต่อกรกับเทพเจ้า Loki และในที่สุดบาโฟก็สามราถปราบเทพเจ้า Loki ได้สำเร็จและยึดครองเมืองซู เป็นอาณาจักรแห่งปีศาจ จากนั้นก็กลายเป็นเมืองร้าง
   
 
แฟรรี่(Fairy)



....แฟรี่ มีรูปร่างคล้ายคนตัวเล็กๆ หูแหลม และมีปีกเหมือนผีเสื้อ คำว่า Faery(หรอบางทีเค้าก็ใช้ Fairy)มาจาก Fer-Sidhe(อ่านว่า ฟาร์ ชีห์) อันแปลว่า ชายแห่งเนินเขา หรือเป็นคำเรียกที่หมายถึง เทพ ของชาวเคลติค ซึ่งเทพเจ้าของชาวเคลติคเรียกว่า Aes Sidhe หมายถึง คนแห่งเนินเขา(ส่วนเทพีเรียกว่า Bean Sidhe หมายถึง หญิงแห่งเนินเขา เพราะเทพของเคลติคนั้น เป็นผู้ปกครองเนินเขาต่างๆ ที่เรียกว่า Sidhe) ซึ่งหลังจากศาสนาคริสต์เข้ามามีบทบาท เหล่าเทพเจ้าก็ถูกลืม และคำว่า ฟาร์ ชีห์ นี้ก็ได้กลายมาเป็นคำว่า Fairy


....แต่ความเชื่อเกี่ยวกับภูตน้อยแฟรี่นั้นมีมานานแล้ว ก่อนคริสตศาสนาจะเข้ามา นั่นคือ พิกซี่(Pixie) แต่เท่าที่รู้มา แฟรี่กับพิกซี่รูปร่างเหมือนกัน แต่พิกซี่จะป่าเถื่อนกว่าหรือไม่นั้น มิอาจบอกได้ ในเมื่อคำว่าแฟรี่นี้มีหลังจากคริสตศาสนา แต่ตัวแฟรี่เองกับมีมาก่อน ก็เข้าใจว่าทั้งสองอาจจะเป็นพวกเดียวกัน(แต่แฟรี่ไม่ ใช่นางฟ้า ก็เพราะการเห็นแฟรี่เป็นเป็นนางฟ้านี่แหละ ทำให้ยศของพิกซี่ต้องต้อยต่ำลง) แฟรี่เป็นดวงวิญญาณที่กำเนิดแต่ธรรมชาติครับพวกเค้าม ีอยู่ทั่วโลก(จริงๆนะ) และอยู่มาก่อนเรานานแล้ว

บางครั้ง แฟรี่ก็มาอาศัยอยู่ในบ้านคนในชนบทของยุโรป แฟรี่มักมีนิสัยที่ออกจะซุกซน แต่บางตำนานกับดูโหดเหี้ยม โดยเฉพาะตำนานบางเรื่องที่ถ่ายทอดจากความเชื่อแบบคริ สต์(ไม่ได้จะอะไรนะครับ พูดตามความเป็นจริง) เพราะแฟรี่มักเกี่ยวข้องกับเรื่องของมายิก หรือเวทมนตร์อยู่เอามากๆ และยังมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของแม่มด(อันนี้โดนป ระจำว่าชั่วร้ายทั้งที่ ไม่ค่อยจริง เอ๋ เข้าข้างใครหรือเปล่า?) โดยภูตพวกนี้เป็นตัวแทนของธรรมชาติ และไม่เคยที่จะเกี่ยวข้องศาสนาใดๆ จึงถูกตราหน้าว่าเป็นความป่าเถื่อนในธรรมชาติและนอกรีต(น่าสงสารจริง แฟรี่ แม่มด แมว).....


....เวทมนตร์ของแฟรี่นั้น ได้แก่ มายิกด้านธรรมชาติ(มายิกเป็นพลังทางธรรมชาติ) และสามารถสาปหรืออวยพรได้ผลดีอีกด้วย แฟรี่มักจะอวยพรให้กับเด็กเกิดใหม่ หรือผู้ที่ให้เกียรติแฟรี่ก็จะได้รับพรเช่นเดียวกัน แต่ถ้าดูถูกล่ะก็โดนสาปให้ได้โชคร้ายเหมือนกัน หัวหน้าของพวกแฟรี่คือ ราชาหรือราชินีแฟรี่ ซึ่งมีรูปร่างงดงาม และมีอำนาจมาก ราชินีของพวกแฟรี่จะสวมใส่ชุดสีขาว พวกเขาจะรักในความสนุกสนานรื่นเริง และดูเป็นมิตรอย่างมาก(ถึงแม้จะไม่ค่อยยุ่งกับพวกมนุ ษย์)
 



....แฟรี่มีแพร่หลายในหลายๆตำนาน เช่นเคลติค(ตัวเริ่ม) กรีกก็มีบ้าง แต่ไม่ได้เป็นแบบดั่งเดิม กล่าวคือ มักนำไปเกี่ยวกับภูตอื่นๆเช่น ฟอน หรือเทพแพน ครึ่งคน ครึ่งแพะ ซึ่งถูกตราหน้าว่าเป็นเกี่ยวข้องกับปีศาจ และกลายเป็นสัญลักษณ์ของซาตานด้วย(แพะกับหัว โดยจริงๆคือ มังกร) และที่ควรรู้คือ แฟรี่มีเวทมนตร์กำบังตนจากสายตาของมนุษย์ แต่ไม่ได้เป็นการล่องหนด้วยการเบียงเบนแสงนะครับ(พรี เดเตอร์ไง) ที่จริงเป็นเพราะมนุษย์ส่วนมากไม่มีความเชื่อในเรื่อ งแฟร์รี่ ก็จะไม่ได้เห็นกัน แม้ะเชื่อก็ใช่ว่าจะได้เห็นกันง่ายๆนะ


....วิธีการมองเห็นแฟรี่ก็คือ นำหินที่มีทะลุเป็นรูตรงกลางสามารถมองรอดผ่านได้ จากกลางลำธาร(ต้องเป็นหินที่เป็นโดนน้ำกัดเซาะเป็นรู โดยธรรมชาติเท่านั้นนะ ครับ จึงสามารถใช้ได้ ไม่ใช่ว่าเอาสว่านเจาะแล้วเอาไปโยนกลางน้ำ)*-^O^-*
   
 

อ๊อค (Ogre)



อ๊อค คือ ยักษ์ที่กินมนุษย์เป็นอาหาร พวกอ๊อคมักพบอยู่ในเทพนิยายปกรนัมและความเชื่อของชาว บ้าน ซึ่งพวกอ๊อคได้ปรากฏอยู่ในวรรณกรรมคลาสสิกมากมาย ซึ่งบางครั้งคำว่าอ๊อคนี้ก็นำไปเปรียบเทียบกับคนที่ม ีนิสัยโลภ หาผลประโยชนเข้าตัวเอง ตะกละตะกลาม หรือมีนิสัยชอบทารุณกรรม โหดร้าย 
บาง ตำนานเชื่อว่า Ogre มาจากคำว่า Hongrois ที่แปลว่าชาวฮังการี นอกจากนั้นอ๊อคยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักกวีชาวอิต าลี ผู้ใช้คำว่า "Uerco" กับพวก เนโปรเลียน 
ในนิยายของ J.R.R. Tolkien เรื่อง Middle - earth ได้ใช้คำว่า Orc แทนที่จะใช้ Orge 


ลักษณะและนิสัยของอ๊อค
พวกอ๊อคนั้น เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีรูปร่างร่างกายขนาดใหญ่ มีหน้าตาน่าเกลียด พวกนี้มักถูกพรรณนาในนิยายว่ามันมีหัวที่ใหญ่โต ผมและเครารกรุงรัง มีนิสัยตะกละ โลภมาก และมักมีความเชื่อที่น่าเบื่อว่ามันจะไม่มาในตอนกลาง คืน 
อ๊อค เผ่าพันธุ์ที่เป็นตัวแทนของด้านพละกำลัง ความแข็งแกร่ง ความป่าเถื่อน ปรากฏรูปกายสีเขียวออกมาในรูปแบบของยักษ์ ซึ่งเรียกได้ทั้ง ไจแอนท์ คาริก หรือ แม้แต่ยักษาในประเทศแถบเอเชีย เป็นเผ่าพันธ์ที่มีในตำนานของทุกชนชาติ เป็นต้นกำเนิดของคนตัวใหญ่ และเป็นต้นกำเนิดของการสู้รบของสงครามไซเฟอร์
อ๊อคมีรูปกายสีเขียว กล้ามเนื้อใหญ่ บางตำนานก็ว่าสีแดง บางตำนานก็ว่าสีเทาดำมีเกล็ดด้วย แต่นั่นก็คงรูปลักษณ์ในแบบเดียวกันเสมอ คือมีเขี้ยวงอกจากฟันแถบล่างขึ้นมาใหญ่ยาว แลดูเหมือนงาช้าง
แต่ที่น่าสำคัญที่สุด น่าจะเป็นเรื่องของความบ้าบิ่น และ ไม่มีสมองของ ชนเผ่านี้ พูดง่ายๆ ใช้แต่กำลัง บางชนชาติมักพูดว่ายักษ์โง่ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ อ๊อคเองก็มีหลายวรรณะโดยแบ่งตามสีผิว โดยเริ่มจากสีเขียว เป็นพวกอ๊อคธรรมดา สีแดงเป็นพวกอ๊อคระดับหัวหน้า สีเทาดำมีเกล็ดด้วย เป็นพวกถูกขับไล่ออกจากหมู่อ๊อคด้วยกัน

   
 

ปีศาจแฝงฝัน Succubus


หัวเสารูปซัคคิวบัสปีศาจแฝงฝัน หรือ ซัคคิวบัส (Succubus) ตามความเชื่อแล้ว ลักษณะของซัคคิวบัส จะเป็นปีศาจที่อยู่ในรูปของผู้หญิงที่มีเสน่ห์เย้ายว น ที่แฝงด้วยอาคมจนยากที่ชายใดจะปฏิเสธได้ วชาญด้านการหลอกล่อผู้ชาย ร่างจริงจะมีปีก ตาคล้ายงู แต่สามารถแปลงกายให้คล้ายมนุษย์ได้ จะล่าเหยื่อในฝัน โดยจะหลอกล่อเหยื่อ แล้วมอบความฝันสุดปรารถนาให้กับชายที่โดนสิง แลกกับไอชีวิตของเหยื่อ เหยื่อจะสูญเสียพลังงานอย่างมากบางทีอาจถึงชีวิต ปีศาจประเภทนี้ในขณะที่ยังไม่โตเต็มที่ จะเป็นได้ทั้งชายและหญิง เมื่อโตเต็มที่จึงจะเลือกเพศ โดยปีศาจประเภทนี้ที่เป็นชาย จะมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า อินคิวบัส (incubus) ซึ่งต่างก็มีพฤติกรรมการล่าคล้ายกัน หากแต่จะเลือกเหยื่อที่เป็นเพศตรงข้ามกับตนเอง พฤติกรรมของซัคคิวบัสนั้นเชื่อได้ว่ามีเค้าโครงมาจาก ลิลิมซึ่งเป็นลูกสาวของลิลิธในตำนานของชาวยิว


เป้าหมายที่เป็นเหยื่อของซัคคิวบัส มักจะอยู่ที่บาทหลวงหนุ่มๆ เพื่อเป็นการขโมยพลังที่จะใช้ต่อสู้กับซาตานไป เช่นเดียวกับอินคิวบัสที่ส่วนใหญ่จะมีเป้าหมายเป็นแม ่ชีสาวๆ ซึ่งสิ่งที่ซัคคิวบัสขโมยไปจากผู้ชายคือน้ำอสุจิ เพื่อนำไปใช้ในการสร้างภูตผีใหม่ๆ ขึ้นมา โดยเชื่อกันว่าการที่ผู้ชายฝันเปียกเพราะการทำร้ายจา กซัคคิวบัสนั่นเอง
ยาฉะ (Yasha) เป็นปีศาจที่มีพฤติกรรมคล้ายกับซัคคิวบัสมาก แต่เป็นผู้หญิงและเป็นผีญี่ปุ่น ลักษณะเป็นหญิงสาวที่งดงามเช่นเดียวกับซัคคิวบัส และใช้มนต์มายาได้เหมือนกับซัคคิวบัส ยาฉะจะดูดไอชีวิตจากเหยื่อเพื่อยังชีพเหมือนกัน มนต์มายาของยาฉะสามารถทำให้เหยื่อเป็นบ้าได้ สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างยาฉะกับซัคคิวบัส คือ ยาฉะไม่สามารถล่าเหยื่อในฝันได้เหมือนซัคคิวบัส
 

แมงสี่หูห้าตา

แมงสี่หูห้าตา เป็นชื่อสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งในตำนานว่าด้วยวัดพระธา ตุดอยเขาควายแก้ว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย มีลักษณะเหมือนหมีสีดำตัวอ้วน มีหูสองคู่และตาห้าดวง รับประทานถ่านไฟร้อนเป็นอาหาร และถ่ายมูลเป็นทองคำ

ตำนานของแมงสี่หูห้าตานั้นเกี่ยวข้องกับการสร้างวัดพ ระธาตุดอยเขาควายแก้วของจังหวัดเชียงราย และเชื่อกันว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ชายหลงรักอนุภรร ยามากกว่าเอกภรรยาด้วย


ความหมายของแมงสี่หูห้าตา

ตามตำนานแมงสี่หูห้าตาฉบับครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนาอธิบายว่า จำนวนสี่หูและห้าตานั้นแสดงถึงหลักธรรมทางพุทธศาสนาคือ พรหมวิหาร 4 และศีล 5 ตามลำดับ เป็นการให้คติแก่พุทธศาสนิกให้พึงรักษาและปฏิบัติหลั กธรรมดังกล่าว

ลักษณะของแมงสี่หูห้าตา

ตามตำนานของวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว จังหวัดเชียงรายเชื่อกันว่า แมงสี่หูห้าตามีลักษณะตัวอ้วนและเตี้ย มีกายภาพอย่างหมี และมีขนยาวสีดำปกคลุมร่างกาย นอกจากนี้ยังมีหูสองคู่และมีตาห้าดวง โดยที่ดวงตาของแมงสี่หูห้าตาเป็นสีเขียวอย่างไรก็ดี มิได้ปรากฏว่ามีอุปนิสัยดุร้ายหรืออย่างอื่นใด มีรูปปั้นของสัตว์นี้ปรากฏที่วัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย


อีกความเชื่อหนึ่ง เช่น ตามตำนานแมงสี่หูห้าตาที่ครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนาแห่ งจังหวัดลำพูนเขียนขึ้น ว่าลักษณะของแมงสี่หูห้าตาไว้อีกแบบหนึ่ง โดยมีลักษณะคล้ายลิง และเรียก "พญาวานรสี่หูห้าตา" กับทั้งยังได้เชื่อมโยงสัตว์นี้เข้ากับหลักธรรมทาพุท ธศาสนาด้วย โดยว่าจำนวนสี่หูและห้าตานั้นที่แสดงถึงหลักธรรมพรหม วิหาร 4 และศีล 5 มีรูปปั้นของพญาวานรนี้ในจังหวัดลำพูน และเป็นความเชื่อที่แพร่หลายในจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีรูปวัตถุมงคลที่ผลิตขึ้นโดย พระโต ฐิตวิริโย
   


ปีศาจจิ้งจอก หรือ คิตสึเนะ (「狐」, Kitsune, 狐?) สามารถพบได้ตามแถบตะวันออกของเอเชีย ตามความเชื่อแล้วปีศาจจิ้งจอก เป็นจิ้งจอกที่มีพลังเวทย์ มีทั้งพวกที่จัดว่าศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นข้ารับใช้ของเ ทพอินาริ ซึ่งเป็นเทพแห่งการเพาะปลูก และพวกที่จัดว่าเป็นผีร้าย ปีศาจจิ้งจอกมีความวชาญในมนต์มายา และวิชาแปลงกาย ซึ่งบ่อยครั้งที่มักจะแปลงกายเป็นมนุษย์ เชื่อกันว่าสุนัขจิ้งจอกที่อายุยืน และมีตบะแก่กล้ามากพอ จะสามารถกลายเป็นปีศาจจิ้งจอกได้ เมื่อปีศาจจิ้งจอกอยู่จนครบ 100 ปี จะมีหางเพิ่มขึ้นมาหนึ่งหาง และมีพลังแข็งแกร่งขึ้น และหากมีหางครบเก้าหางเมื่อไหร่ จะมีพลังมหาศาลและชาญฉลาดอย่างยิ่ง

ปีศาจจิ้งจอกมีสังคมคล้ายคลึงกับมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้าและยืนสองขา บางครั้งก็เข้ามาปะปนอยู่กับ มนุษย์ธรรมดา ปีศาจจิ้งจอกสามารถแปลงกายได้แนบเนียน จนมนุษย์ธรรมดาจับไม่ได้ ปีศาจจิ้งจอกตนใดถูกมนุษย์จับได้ จะถูกลงโทษอย่างหนักจากสังคมปีศาจจิ้งจอก การที่ปีศาจจิ้งจอกจะสำเร็จ วิชาแปลงกาย สามารทำได้หลายวิธี ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การใช้กะโหลกมนุษย์ช่วยใน การแปลงกาย แต่ปีศาจจิ้งจอกที่ไม่ระมัดระวังอาจจะเหลือหลักฐานบา งอย่าง อย่างเช่น ลืมแปลงกายอวัยวะบางส่วนที่อยู่ใต้เสื้อผ้า

เมื่อปีศาจจิ้งจอกแปลงร่างเป็นมนุษย์ มันก็มีความรู้สึกหรือความต้องการคล้ายมนุษย์เช่นกัน ปีศาจจิ้งจอกชอบกินของอร่อยๆ โปรดปรานเต้าหู้ทอด ชอบการได้สัมผัสกาย รวมไปถึงเรื่องเซ็กส์ เป็นหนึ่งในปีศาจที่มีเรื่องเล่าถึง สายสัมพันธุ์ที่ลึกซึ้งกับมนุษย์ การที่ปีศาจจิ้งจอกต้องแปลงกายมาปะปนกับมนุษย์ ไม่มีเหตุผลที่แน่นอน บางครั้งเชื่อว่า มันมาเพื่อค้นหาความรัก มีเรื่องเล่าว่า มีปีศาจจิ้งจอกที่แปลงกายเป็นสตรีที่งดงาม และแต่งงานอยู่กินกับมนุษย์ ทั้งยังสามารถสืบทายาทได้ด้วย ทายาทปีศาจจิ้งจอกจะมีความแข็งแกร่งผิดมนุษย์ รวมไปถึงมีพลังเวทย์ติดตัว และมีเสน่ห์ที่ประหลาด จนมีคำเล่าลือว่า องเมียวที่มีชื่อเสียงที่ชื่อ อาเบะโนเซย์เมย์ (Abe no Seimei) เป็นทายาทของปีศาจจิ้งจอก
 



มนต์มายาของปีศาจจิ้งจอกลึกล้ำมาก ถึงแม้ว่ามนุษย์จะรู้ว่าต้องมนต์ของปีศาจจิ้งจอก แต่สัมผัสของมนต์มายาก็เหมือนจริง จนแทบแยกความจริงกับภาพมายาไม่ออก ปีศาจจิ้งจอกที่มีตบะมากจะรู้จิตใจของมนุษย์ ทำให้สามารถสร้างภาพมายาที่มนุษย์คนนั้นต้องการเห็นไ ด้ ทำให้แม้มนุษย์อยากปฏิเสธ ก็ยากที่จะทำได้
   
 
นารีผล 



นารีผล หรือมักกะลีผล หรือมัคคะลีผล เป็นพืชวิเศษชนิดหนึ่ง เกิดอยู่ในป่าหิมพานต์ ว่ากันว่า นารีผล ขั้วลูกอยู่ด้านบนศีรษะ มีรูปร่างเป็นหญิง ผลสด รูปร่างสะโอดสะอง สมส่วน ผิวพรรณงดงาม ปานเทพธิดา 

ข้าพเจ้า เคยได้ยินเรื่องเล่าถึงนารีผล ในใจก็ใคร่อยากชมดูอยู่เหมือนกัน แต่จนใจ เราไม่มีตาทิพย์ ไม่มีฤทธิ์ จึงมิอาจไปชมดูได้... จึงได้แต่ตั้งจิตอธิษฐาน ขอเห็นในนิมิตฝันก็ยังดี... เมื่อจิตเป็นสมาธิดี เกิดนิมิตขึ้น ก็ได้เห็นนารีผลจริงๆ แต่เป็นนารีผล ที่มีใครไม่ทราบเด็ดมาจากต้นแล้ว นั่นคือข้าพเจ้า ไม่ได้เห็นต้นนารีผล เห็นเพียงร่างนารีผล ที่นอนเปลือยเปล่าอยู่พื้นหินแห่งหนึ่ง เท่านั้น... แต่นิมิต ก็คือภาพนิมิต ไม่ใช่ความจริง ไม่เหมือนเห็นด้วยตาจริง เชื่อถือไม่ได้... 


เมื่อประมาณหลายหมื่นปีก่อน ครั้งที่พระเวสสันดร พระนางมัทรี พร้อมด้วยบุตร ๒ คนคือ ชาลีกุมาร และ กัณหาชิณากุมารี ถูกเนรเทศจากนคร ได้เดินทางสู่ป่าหิมพานต์ และบำเพ็ญเพียร ปฏิบัติธรรมอยู่ที่นั้น 

ที่ป่าหิมพานต์ มีสัตว์ป่ามากมายอันตรายรอบด้าน ทว่า สัตว์ป่าทั้งหลาย เมื่อได้รับเมตตาจิตจากพระเวสสันดร ก็คลายความดุร้ายลง กลายเป็นมิตร ... นอกจากสัตว์ป่าทั้งหลายแล้ว ก็ยังมีดาบส ฤๅษี นักสิทธิ์ วิทยาธร คนธรรพ์ ทั้งหลายอาศัยอยู่ หรือไปมาอยู่เรื่อยๆ พระนางมัทรี ผู้มีรูปร่างโสภา บางครั้งออกหาอาหาร หาผลไม้ตามลำพังคนเดียว หากนักสิทธิ์ วิทยาธร ตลอดถึงฤๅษี มาพบเข้า อาจตบะแตก แล้วล่วงศีลได้... 

ท้าวสักกะเทวราช ซึ่งเป็นพระอินทร์ เล็งเห็นเหตุร้ายนี้แล้ว เพื่อเป็นการป้องกัน พระองค์จึงเนรมิต ต้นไม้วิเศษ ไว้รอบทิศ ณ ที่ไกล ก่อนถึงถิ่นแดน อันเป็นที่พำนักของพระเวสสันดรและนางมัทรี รวม ๑๖ ต้น 

ต้นไม้วิเศษนี้ ออกผลซึ่งมีรูปร่างเหมือนสตรี ผลโตเต็มที่ จะมีทรวดทรงปานสาวงามแรกรุ่น แต่ผิวพรรณ ทรวดทรงองค์เอว รูปร่างหน้าตา งดงามปานเทพธิดา... 

ว่ากันว่า จริงๆ แล้ว ผลหนึ่งผล ก็คือรุกขเทพธิดาหนึ่งนาง หรือ เมื่อต้นนารีผลออกดอก เสมือนเกิดวิมานแห่งรุกขเทพธิดาขึ้นที่นั่น เมื่อติดลูก ก็คือเทพธิดาจุติลงมาเกิดที่นั่น ความสวยงามสมบูรณ์แห่งผลนารีผล แต่ละผล จึงสวยงามต่างกัน ขึ้นอยู่กับบุญของเทพธิดาแต่ละนางด้วย...
   
 
ช้างเอราวัณ




ในเรื่องรามายณะ และ ความเชื่อของศาสนาฮินดู กล่าวถึงพระอินทร์มีร่างสีเขียว มีพาหนะเป็นช้าง ๓ เชือก เชือกหนึ่งพระศิวะเป็นผู้ประทานให้ชื่อว่า เอราวัณ เชือกหนึ่งพระพรหมป็นผู้ประทานให้ชื่อว่า คีรีเมขล์ไตรดายุค และอีกเชือกหนึ่งพระวิษณุเป็นผู้ ประทานให้ชื่อว่า เอกทันต์ ช้างเอราวัณเป็นช้างที่มีพละกำลังมากที่สุดในหมู่ ช้างทั้ง ๓ เชือก และเป็นที่โปรดปรานมากที่สุด ของพระอินทร์ เชื่อกันว่าช้างเชือกนี้เป็นเทพบุตรองค์หนึ่ง เมื่อพระอินทร์ต้องการจะเสด็จ ไปไหนเอราวัณเทพบุตร ก็จะแปลงกายเป็นช้างเผือก ขนาดสูงกว่าภูเขาเอเวอร์เรสต์ มี ๓๓ เศียร แต่ละเศียรมีงา ๗ งา งาแต่ละงายาวถึง ๔ ล้านวา 


งาแต่ละงามีสระบัว ๗ สระ แต่ละสระมีดอกบัว ๗ ดอก แต่ละดอกมีกลีบ ๗ กลีบ มี ๗ เกสร แต่ละเกสรมีปราสาทอยู่ ๗ หลัง ปราสาทแต่ละหลังมี ๗ ชั้น แต่ละชั้นมี ๗ ห้อง แต่ละห้องมี ๗ บัลลังค์ แต่ละบัลลังค์มีเทพธิดาสถิต ๗ องค์ เทพธิดาแต่ละองค์มีบริวาร องค์ละ ๗ นาง เทพธิดาบริวารแต่ ละนางมีนางทาสีนางละ ๗ ทาสี รวมทั้งนางเทพอัปสรทั้งหมดประ มาณ ๑๙๐,๒๔๘,๔๓๓ นาง เทพธิดา บริวารรวมกันทั้งหมดประมาณ ๑๓,๓๓๑,๖๖๙,๐๓๑ นาง เศียรทั้ง ๓๓ ของช้างเอราวัณมีอุเปนทเทพยดา สถิตเศียรละ ๑ องค์ โดยปกติศิลปินไทยมักจะทำช้าง เอราวัณ เป็นช้าง ๓ เศียร 
   
 
กินรี

กินรี และ กินร เป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ ร่างกายท่อนบนเป็นมนุษย์ ท่อนล่างเป็นนก มีปีกบินได้ ตามตำนานเล่าว่าอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ เชิงเขาไกรลาศ นับเป็นสัตว์ที่มีปรากฏในงานศิลปะของไทยมาก ส่วนในวรรณคดี ไทยก็มีการอ้างถึงกินรีด้วยเช่นกัน


เมื่อครั้งท้าวอิลราชประพาสป่าแล้วหลงเข้าไปในเขตหวงห้ามของพระศิวะนั้น ท้าวอิลราช และข้าราชบริพารผู้ติดตาม ล้วนถูกพระศิวะสาปให้ แปลงเพศกลายเป็นหญิงไปทั้งหมด ต่อมานางอิลา (ชื่อของท้าวอิลราชขณะมีเพศเป็นหญิง) และบริวารได้มาเล่นน้ำที่สระ ใกล้ ๆ กับอาศรมของพระพุธ พระพุธเห็นนางอิลาเข้าก็นึกชอบ จึงรับนางไว้เป็นชายา แล้วเสกให้บริวารของนางกลายเป็นกินรี ท่องเที่ยวหาผลไม้กินอยู่ในป่าหิมพานต์พระพุธก็ ตรัสแก่นางกินรีเหล่านั้นว่า . . . เจ้าทั้งหลายจงเป็นกินนรี (กินรี) และอาศัยอยู่ในเขานี้เถิด กูจะหามูลผลาหารให้กินมิให้อดอยาก และกูจะหากิมบุรุษให้เป็นสามีเจ้าทั้งหลาย แล้ว
   
 
เอลฟ์


เอลฟ์ (อังกฤษ: elf) คือสิ่งมีชีวิตอมนุษย์ในตำนานนอร์สและตำนานปรัมปราใน กลุ่มประเทศเจอร์เมนิก (สแกนดิเนเวียและเยอรมัน) เมื่อแรกเริ่ม แนวคิดเกี่ยวกับพวกเอลฟ์คือ ชนเผ่าที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและเทพแห่งความอุดมสม บูรณ์ ภาพวาดของชนเหล่านี้มักเป็นมนุษย์ทั้งชายและหญิงที่แ ลดูอ่อนเยาว์และงดงาม อาศัยอยู่ในป่า ในถ้ำ ใต้พื้นดิน หรือตามบ่อน้ำและตาน้ำพุ มักเชื่อกันว่าพวกเขามีชีวิตยืนยาวมากหรืออาจเป็นอมต ะ รวมทั้งมีพลังเวทมนตร์วิเศษ แต่หลังจาก ลอร์ดออฟเดอะริงส์ ผลงานอันโด่งดังของ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ปรากฏออกมา ภาพของเอลฟ์ก็กลายเป็นผองชนผู้เป็นอมตะและเฉลียวฉลาด ทั้งที่คำว่า เอลฟ์ ในวรรณกรรมของโทลคีนมีความหมายแตกต่างไปคนละทางกับตำ นานโบราณโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ เอลฟ์ยังมีบทบาทสำคัญอยู่ในวรรณกรรมแฟนตาซีชื่อดังสม ััยใหม่อย่าง แฮร์รี่ พอตเตอร์ด้วย ซึ่งเอลฟ์ในเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์จะแตกต่างออกไปจากเอลฟ์ในลอร์ดออฟเดอะริงส์ และเป็นตัวละครพื้นฐานในเกมแฟนตาซียุคใหม่ด้วย

ใน ลอร์ดออฟเดอะริงส์ ฉบับแปลภาษาไทย ใช้คำว่า "พราย" สำหรับความหมายของ เอลฟ์ ซึ่งทำให้เกิดนิยามใหม่สำหรับความหมายของ "พราย" นอกเหนือจากความหมายแต่เดิมที่หมายถึง ผีจำพวกหนึ่ง
   
 
จิ้งจอก 9 หาง
 

ปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง (九尾の妖狐, คีวบิโนะโยโกะ) ปีศาจในตำนานญี่ปุ่น คำว่า คิว (九) หมายถึง เก้า, บิ (尾) หมายถึง หาง และ (โยโกะ) หมายถึง ปีศาจจิ้งจอก โดยสามารถหมายถึงคิทซึเนะ จิ้งจอกในนิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่นมีพลังพิเศษต่างๆ 
ตามตำนาน ปิศาจจิ้งจอกเก้าหางมีที่มาจากอินเดีย, จีน และญี่ปุ่น ซึ่งนัยว่าเป็นปิศาจตนเดียวกัน คาดว่าน่าจะเป็นเรื่องของการสืบทอดวัฒนธรรมจากอินเดี ยไปยังจีนตามเส้นทางสายไหม และไปยังญี่ปุ่นโดยการเผยแพรทางวัฒนธรรม


จิ้งจอกเก้าหางของญี่ปุ่น
ในตำนานของญี่ปุ่นได้กล่าวถึงจิ้งจอกเก้าหางว่า เป็นปิศาจที่หลบหนีมาแฝงตัวอยู่ในราชสำนักของญี่ปุ่น ในรัชสมัยของจักรพรรดิ์โทบะ หลังจากที่หลบหนีมาจากอินเดีย และจีนมาแล้ว โดยแฝงตัวมาในร่างของหญิงงามนามว่า ทามาโมะ มาเอะ พระสนมของจักรพรรดิ์โทบะ นางทำให้จักรพรรดิ์โทบะลุ่มหลงในความงามของนาง และสุขภาพของจักรพรรดิ์โทบะก็ทรุดโทรมลงทุกวัน จึงได้มีการอัญเชิญนักพรตจากหอองเมียวมาทำพิธีปัดรัง ควาน พบว่าในวังมีปิศาจจิ้งจอกเก้าหางสีทองแฝงตัวอยู่
เมื่อความแตก ทามาโมะ มาเอะ จึงได้คืนร่างเป็นจิ้งจอกสีทองตัวมหึมา มีเก้าหาง เหาะหลบหนีไปบนท้องฟ้า กองทหารของจักรพรรดิ์โทบะได้ไล่ตามไปจนถึงที่ราบสูงน าสุ และต่อสู้กับปิศาจจิ้งจอกเก้าหาง และสามารถสยบจิ้งจอกเก้าหางลงได้ กลายเป็นหินเซ็ทโชเซกิ ซึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อแห่งหนึ่งของญี ่ปุ่นมาจนปัจจุบันนี้
อนึ่งมักเกิดความสับสนในผู้ที่เริ่มต้นศึกษาซึ่งเอาต ำนานของปีศาจจอกเก้าหางมารวมกับตำนานของเทพเจ้าแห่งจ ิ้งจอก อินาริ (稲荷, Inari หรือ Oinari) ซึ่งแท้จริงเป็นคนละอย่างกัน อินารินั้นเป็น คามิ (神, Kami) หรือเทพเจ้าองค์หนึ่งตามตำนานของศาสนาชินโตซึ่งเป็นศ าสนาดั้งเดิมของญี่ปุ่น
   
 
เซอร์เบอรัส


เซอร์เบอรัส หรือ เคอร์เบอรอส (อังกฤษ: Cerberus ; กรีก: Κέρϐερος (Kerberos) แปลว่า ปีศาจในหลุม) เป็นสัตว์ในเทพปกรณัมกรีก มีรูปร่างเป็นสุนัขสีดำใหญ่โตพ่วงพี มี 3 หัว ปลายสุดของหางเป็นงู (บางตำนานว่าเป็นหางมังกร) เซอร์เบอรัสมีหน้าที่เฝ้าทางลงสู่นรกที่หน้าประตูทาง เข้า ตรุทาร์ทะรัส

เซอร์เบอรัสเป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ของฮาเดส (Hades) มันจะยอมให้วิญญาณของคนทุกคนเข้าประตู แต่จะไม่ยอมให้กลับออกมาเป็นอันขาด เมื่อไปถึงประตูนี้ วิญญาณแต่ละดวงจะถูกพาไปรับคำพิพากษาของ สามเทพสุภาคือ ราดาแมนทีส ,ไมนอส และ ไออาคอส. วิญญาณที่ชั่วร้ายจะถูกพิพากษาให้ต้องทนทุกข์ทรมานอย ู่ในตรุทาร์ทะรัสไปชั่ว กัลป์ ส่วนวิญญาณที่ดีจะได้รับคำพิพากษาให้พาไปอยู่ยัง ทุ่งอีลิเซียน แดนสุขาวดีของกรีก
 


เซอร์เบอรัสยังเป็นภาระกิจที่ 12 ของเฮอคิวลีสอีกด้วย เรื่องราวก็เนื่องจาก เทพีเฮรากลั่น แกล้งให้เฮอคิวลีสวิกลจริต และทำความผิดหลาย อย่าง เช่น ฆ่าทายาทของตัวเอง, เฮอคิวลีสจึงต้องรับโทษ โดยให้อยู่ใต้อำนาจของกษัตริย์ที่อ่อนแอ เป็นเวลาถึง 12 ปี และต้องทำภาระกิจ 12 ประการให้เสร็จสมบูรณ์ จึงจะพ้นโทษ ภารกิจ 12 ประการนั้น ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการพิชิตปีศาจ หรือไม่ก็สยบสัตว์อิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ การจับเซอร์เบอรัสมาให้กษัตริย์ของเขาก็เป็นหนึ่งในภ าระกิจด้วย และเฮอคิวลีสก็สามารถจับเซอร์เบอรัสได้ด้วยพลังอันมห า ศาลของเขา นอกจากเฮอคิวลีสแล้ว ออร์ฟิอุสเคยใช้เสียงเพลงสะกดเซอร์เบอรัสให้เชื่อง
ขณ ะเข้าไปในยมโลกเพื่อคืนชีพให้คนรัก ในตำนานของโรมัน ไซคีได้ทำให้เซอร์เบอรัสหลับด้วยเค้กน้ำผึ้งใส่ยานอน หลับ
   
 
นกอินทรียักษ์ Thunderbird



มาจากตำนานของพวกอินเดียแดงทางฝั่งอเมริกันโน่นแน่ะ มีสิ่งพิเศษนอกจากจะเป็นนกยักษ์คือมีสายฟ้าสะท้อนมาจ ากจงอยปากอันคมกริบ เมื่อไรที่มันตีปีกแล้วละก็ จะทำให้เกิดสายฟ้าซึ่งมีพลังมหาศาลสามารถทำลายทุกสิ่ งรอบตัวลงไปได้ทีเดียว ลักษณะทั่วไปคล้ายนกอินทรีสีน้ำตาล ปลายปีกออกสีเลื่อมทอง อาศัยอยู่บนยอดเทือกเขาสูงเป็นเชิงผา บางครั้งรูปร่างก็คล้ายเหยี่ยวสีน้ำตาล

http://www.esencia21.com" alt="" border="0" />
   
 
ทานูกิ





ทานูกิ (Tanuki) ชื่อในภาษาญี่ปุ่น (狸) เรียกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nyctereutes procyonoides อยู่ในวงศ์ Canidae มีรูปร่างหน้าตาคล้ายแรคคูนที่ มีขนาดใหญ่ ขนตามลำตัวค่อนข้างยาว มีสีเทาเข้ม ลักษณะเด่นคือ มีสีดำคาดที่หน้าดูคล้ายหน้ากาก มีแถบสีน้ำตาลปนดำพาดจากไหล่ถึงขาหน้า ขนหางค่อนข้างยาวและฟูดูคล้ายหางของกระรอก บริเวณปลายหางมีสีดำ มีความยาวลำตัวและหัว 50 - 60 ซ.ม. ความยาวหาง 18 ซ.ม. น้ำหนัก 7.5 ก.ก. มีการกระจายพันธุ์กว้างขวาง โดยพบตั้งแต่ทวีปยุโรป รัสเซีย ภาคตะวันออกของจีน ญี่ปุ่น และตอนเหนือของเวียดนาม โดยมักอาศัยอยู่ตามป่าที่มีแหล่งน้ำหรือบริเวณหุบเขา มีพฤติกรรมในการรวมฝูงเป็นครอบครัวแบบผัวเดียวเมียเด ียว อาหารหลักได้แก่ ผลไม้ แมลง และสัตว์ฟันแทะขนาดเล็ก นก และไข่นก มักออกหากินในเวลากลางคืน และมีพฤติกรรมที่น่าสนใจคือ ไม่ค่อยกระดิกหางเหมือนสัตว์ชนิดอื่น ๆ




ความเชื่อ

ทานูกิ เป็นสัตว์ที่ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า เป็นปีศาจที่ สามารถแปลงร่างได้ โดยใช้ใบไม้แปะไว้ที่หน้าผาก โดยความเชื่อนี้ปรากฏให้เห็นบ่อย ๆ ตามสื่อต่าง ๆ เช่น การ์ตูน เป็นต้น โดยเชื่อว่าเป็นสัตว์ที่ชอบดื่มเหล้าสาเก แต่จะไม่ซื้อเหล้าสาเกให้เปลืองเงินแต่จะใช้วิธีการแ ปลงร่างหลอกเอาเหล้ามาดื่ม รักสนุก และจะชอบหลอกมนุษย์ด้วยการแปลงลูกอัณฑะให้มีขนาดใหญ่ ด้วย
   
 
นกฟีนิกซ์




ฟีนิกซ์ (phoenix) เป็นสิ่งมีชีวิตที่คล้ายนก ปรากฏในตำนานของหลายๆ ชาติ ในลักษณะที่คล้ายกันแต่แตกต่างกันในบางรายละเอียด


ฟีนิกซ์ของอียิปต์โบราณ

ฟีนิกซ์ปรากฏตำนานของพวกอียิปต์โบราณ ในฐานะของสัตว์เทพในตำนานซึ่งคู่ควรแก่การบูชา ยกย่อง เคารพ ฟีนิกซ์เกี่ยวข้องกับเทพแห่งไฟ ดังนั้นจะสังเกตได้ว่า ขนนกของฟีนิกซ์นั้นจะออกเป็นประกายเหลืองทองคล้ายเปล วไฟ บ้างก็ว่าปกคลุมด้วยเปลวไฟทั้งตัวทีเดียว ฟีนิกซ์ที่สิ้นอายุขัย ตัวจะลุกเป็นไฟ
 



ขนาดของนกฟีนิกซ์นี้จะมีขนาดเท่านกอินทรีตัว โต จงอยปากและส่วนขาเป็นสีทอง ประกายขนสีแดงถึงเหลืองทอง มีเสียงร้องที่ไพเราะดังเสียงดนตรี รูปร่างสวยสง่างาม บางครั้งหยิ่งผยอง บางครั้งเปี่ยมด้วยความเป็นมิตร บางตำนานเล่าว่านกนี้สามารถฟื้นชีวิตให้กับผู้ตายได้ และสามารถฟื้นพลังทั้งหมดให้กลับสู่ปกติได้ เนื่องจากเป็นสัตว์เวทตัวหนึ่งภายใต้เทพแห่งไฟ บางครั้งจะพบว่าสามารถใช้มนตร์ไฟได้ ฟีนิกซ์เป็นสัตว์ที่นิสัยอ่อนโยน เพลงของฟีนิกซ์มีเวทมนตร์สามารถกระตุ้นความกล้าหาญ แห่งจิตใจบริสุทธิ์ และทำให้เกิดความกลัวในจิตใจที่คิดร้าย น้ำตาของนกฟีนิกซ์มีพลังในการรักษาบาดแผลได้

นกฟีนิกซ์นี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นอมตะ มีชีวิตยั่งยืนนิรันดร์ เพราะมันสามารถฟื้นคืนชีพได้ เมื่อร่างกายสิ้นอายุขัย (500 ปีหรือ 1461 ปี) ตัวจะลุกเป็นไฟ จากนั้นฟีนิกซ์ก็จะฟื้นจากกองขี้เถ้ามาเป็นลูกนกใหม่

คล้ายคลึงกับนกสามขา ของเกาหลี

มีการปรากฏเป็นตำนานของนกสามขาใน ซีรีย์ เรื่อง "จูมง มหาบุรุษกู้บัลลังก์" ของเกาหลี เป็นนกเทพที่เกาหลีมีการเคารพ ในเรื่องมีการใช้นกสามขาเป็นสัญลักษณ์ในทัพของจูมง
 



ความคล้ายคลึงกับตำนานจีน

จะไปคล้ายกับนกหงส์ของตำนานจีน ที่เชื่อว่าคู่กับมังกร อีกอย่างคือนกหงส์ของจีนมีลักษณะคล้ายนกฟีนิกซ์มากจน คิดว่าน่าจะเป็นตัวเดียวกัน แต่แยกออกไปตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น
   
 
 
เนโกะมาตะ




เนโกะมาตะ (「猫又」, Nekomata, 猫又?) หรือ แมวผี มีเรื่องเล่ามาว่า เมื่อแมวบางตัวมีอายุมากจะมีตะบะสูงขึ้น แล้วกลายเป็นแมวผี ที่เรียกว่าบากะเนโกะ ซึ่งมีหลายวิธีที่มันจะสามารถกลายเป็นบากะเนโกะได้ และเมื่อหางมันแยกออกเป็น 2 หาง มันถึงจะพัฒนากลายเป็นเนโกะมาตะ ซึ่งเนโกะมาตะสามารถขยายตัวได้ถึง 1 เมตร และส่วนมากจะเดินด้วยขาหลัง 2 ขา และมันเป็นผีที่ไม่ยอมให้ใครมาดูถูก ถ้าใครปฏิบัติกับมันไม่ดี มันจะจดจำอย่างฝังใจ เชื่อกันว่าการเต้นรำของเนโกะมาตะสามาถควบคุมคนตายได ้ และยังเชื่ออีกว่าเนโกะมาตะเป็นสาเหตุของเพลิงไหม้ที ่ผิดปกติ จึงมีความเชื่อบางอย่างที่จะตัดหางแมวออกซะ เพื่อป้องกันไม่ให้มันกลายเป็นเนโกะมาตะ

เรื่องเล่าของเนโกะมาตะ แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ บ้างก็เชื่อว่าเนโกะมาตะจะกิน แม้กระทั่งเจ้านายของตัวเอง และการที่ทิ้งแมวไว้กับศพเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก เพราะมันอาจจะปลุกศพให้คืนชีพ และควบคุมศพได้ แต่ขณะเดียวกันก็มีเรื่องที่เล่าถึงเนโกะมาตะซึ่งหลง รักเจ้านายของตน และแปลงร่างเป็นสาวงามเพื่อใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน
   
 
บาซิลิสก์




บาซิลิสก์ (อังกฤษ: Basilisk) เป็นงูใหญ่ที่น่ากลัวและน่าสยดสยองในตำนานกรีกและยุโ รป ซึ่งแค่มองผ่านเหยื่อก็ทำให้เหยื่อตายได้ ในทำนองเดียวกับ เมดูซ่า

ได้มีนักเล่านิทานคนหนึ่งอธิบายว่า บาซิลิสก์เป็น "งูที่มีมงกุฎสีทองเล็กๆ บนหัว ในยุคกลางมีผู้เชื่อว่ามันเป็นเพียงงูที่มีหัวเหมือน ไก่ บางครั้งก็มีหัวเป็นคน บาซิลิสก์เกิดจากไข่ที่ออกมาจากพ่อไก่ระหว่างที่ กลุ่มดาวสุนัขใหญ่ ปรากฏบนท้องฟ้า และได้คางคกเป็น ผู้กกไข่ การมองเห็นบาซิลิกก์นั้นน่ากลัวสยดสยองมาก ถ้าสัตว์ใดก็ตามได้เพียงเห็นมันมองผ่าน แม้แต่ทางกระจกก็อาจตายได้ทันทีเพราะความกลัว วิธีเดียวที่จะฆ่ามันได้ก็คือต้องถือกระจกไว้ข้างหน้ าตัวมันก่อนที่มันจะมอง ผ่านมา เมื่อมันมองมาในกระจกนั้น มันก็จะเห็นเงาตัวมันเองในกระจกและตายในทันที มีผู้เชื่อว่าบาซิลิสก์มีเขาหรือมีพังผืดด้วย"

ในยุโรปสมัยกลาง บาซิลิสก์ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย โดยคู่กับกริฟฟิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความดี บาซิลิสก์เป็นสัญลักษณ์ของเมืองบาเซิล (Basel) ใน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ บาซิลิสก์ถูกนำไปใช้หลายครั้งตามนิยายแฟนตาซีต่างๆ และเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากเรื่อง แฮรี่ พอตเตอร์กับห้องแห่งความลับ
 



ซึ่งชื่อ บาซิลิสก์ นี้ได้ถูกตั้งเป็นทั้งชื่อเรียกสามัญ และชื่อวิทยาศาสตร์ของกิ้งก่าจำพวกหนึ่งในทวีปอเมริก าใต้ มีหงอนบนหัว และสามารถวิ่งได้เร็วมากจนวิ่งบนน้ำได้ โดยกิ้งก่าจำพวกนี้ มีชื่อสกุลว่า Basiliscusในยุคกลางมีผู้เชื่อว่ามันเป็นเพียงงูที่ม ีหัวเหมือนไก่ บางครั้งก็มีหัวเป็นคน 

   
 
การ์กอยล์


กา ร์กอยล์ ปัจจุบันอาศัยอยู่ตามโบสถ์ มหาวิหาร อาคารต่างๆของซีกโลกตะวันตก มหาวิหารดังๆที่โลกรู้จักกันก็มี มังกรการ์กอยล์ อาศัยอยู่ เช่น วิหาร นอเตรอดาม แห่ง กรุงปารีส (Notre Dame de Paris) มหาวิหารนอเตรอ-ดาม แห่ง ดิฌง (Notre Dame de Dijon) วิหารแห่งชาติ ณ กรุงวอชิงตัน (Washington National Cathedral) 2 แห่งแรกนี่เรียกยาก นับว่าเจ้ารูปสลัก การ์กอยล์ เนี่ย เป็นประติมากรรมที่สวยงามชิ้นเยี่ยมชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว และก็ไม่ได้มีไว้ประดับประดาอาคารเพื่อความสวยงามเท่ านั้น ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อีกด้วย นั่นคือ เป็นที่ระบายน้ำฝน 


ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นว่า รูป สลักหน้าตาประหลาด ๆ เหล่านี้มักมีอากัปกิริยาแตกต่างกันไป แต่จะมีจุดหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ มีช่องทางให้ระบายน้ำได้ ไม่ว่าจะเป็นทางปาก จมูก หู หรือส่วนอื่น ๆ ของรูปสลักเหล่านี้ ซึ่งบางครั้งอาจจะมีรูปร่างพิลึกพิลั่นอยู่บ้าง 




มีตำนานมากมายกล่าวถึงที่มาของชื่อ การ์กอยล์ หรือ ลา การ์กุยย์ นี้ แต่ตำนานเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย คือ ตำนานอันเก่าแก่ของฝรั่งเศส ที่เล่าขานกันว่า ประมาณ ศตวรรษที่ 7 ณ หมู่บ้านรูออง (Rouen) ทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส มี มังกรไฟตัวหนึ่งซึ่งมีนิสัยดุร้ายอาศัยอยู่ในถ้ำใก ล้ริมแม่น้ำแซน (Seine) เจ้ามังกรตัวนี้ยื่นคำขาดให้ผู้คนในหมู่บ้านส่งหญิงพ รหมจรรย์มาสังเวยมันทุกปี มิฉะนั้นมันจะพ่นไฟให้ทั้งหมู่บ้านจมอยู่ ในกองเพลิงภ ายในพริบตา ด้วยความกลัว ชาวบ้านจึงจำต้องส่งหญิงสาวไปให้มันทุกปี หากปีใดไม่สามารถหาสาวบริสุทธ์ได้ก็จำต้องส่งนักโทษไ ปแทน แน่นอนว่าเจ้ามังกรตัวนี้ไม่พอใจอย่างยิ่ง ดังนั้นมันจะมาบินวนรอบ ๆ หมู่บ้านพร้อมกับพ่นไฟและ ส่งเสียงขู่คำรามในลำคอ อันเป็นเหตุให้ชาวบ้านเรียกเจ้ามังกรตัวนี้ว่า ลา การ์กุยย์ ชาวบ้านรูอองต้องหวาดกลัวเจ้ามังกรพ่นไปตัวนี้เป็นเว ลานาน

จนกระทั่งวันหนึ่ง นักบวช แซงต์ รูมานีส์ (Saint Romanis)ได้มาเดินทางเยือนหมู่บ้านแห่งนี้ เมื่อ ได้รับรู้ชะตากรรมของชาวบ้าน ท่านก็เสนอตัวเข้าช่วยเหลือ โดยมีข้อแม้ว่า หากท่านปราบมังกรตัวนี้ได้ ชาวบ้านจะต้องสร้างโบสถ์ให้ท่านหนึ่งหลัง ซึ่งชาวบ้านก็ตกลงรับเงื่อนไขนี้โดยดี ท่านนักบวชได้เดินทางไปยังถ้ำมังกรโดยไม่มีอาวุธใด ๆ นอกจากไม้กางเขนและศรัทธาต่อ พระเจ้าเท่านั้น แต่กระนั้น ท่านก็สามารถสยบเจ้ามังกรร้ายตัวนี้ได้ และนำมันกลับมายังหมู่บ้าน ชาวบ้าน รูอองรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่พวกเขาจะได้อยู่อย่ างสงบสุขเสียที หลังจากต้องหวาดกลัวมังกรร้ายมาตลอดเวลา 

ดังนั้นเพื่อให้ แน่ใจว่ามังกรไฟ ลา การ์กุยย์ นี้จะไม่สามารถกลับมาทำร้ายใครได้อีก ชาวบ้านจึงจับมังกรนี้มัดและเผามันทั้งเป็น แต่เนื่องจากเจ้า ลา การ์กุยย์ เป็นมังกรพ่นไฟ เพลิงจึงเผาผลาญทุกส่วนของมัน ยกเว้น หัวและคอ ซึ่งไม่ว่าใช้วิธีใดก็ไม่สามารถทำลายมันได้ ดังนั้น เมื่อชาวบ้านสร้างโบสถ์ให้นักบวช แซงต์ รูมานีส์ ตามสัญญา นักบวชเลยแนะนำให้เอาหัวมังกรไปประดับไว้กับตัวโบสถ์ เพราะเจ้ามังกรตัวนี้มีอำนาจศักด์สิทธิ์ ดังนั้นมันจะสามารถขับไล่มิให้ภูติผีปีศาจหรือสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ เข้ามาใน ตัวโบสถ์ได้ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การนำเอารูปสลักสัตว์หน้าตาประหลาดต่าง ๆ มาประดับโบสถ์วิหารก็กลายเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่ อกันมา ในยุโรปและเมื่อชาวยุโรปได้อพยพไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐ อเมริกา ก็ได้นำประติมากรรมประหลาดนี้ไปด้วย ดังนั้น ตามวิหารหรืออาคารจำนวนไม่น้อยในสหรัฐอเมริกาจึงประด ับด้วยรูปสลักการ์กอยล์นี้เช่นกัน
 
   
 
ครุฑ



ครุฑ หรือ พญาครุฑ (Garuda) 
เป็นสัตว์กึ่งเทพ ในตำนานปรัมปราของอินเดีย ปรากฏในวรรณคดีสำคัญหลายเรื่อง 
เช่น มหากาพย์มหาภารตะ เล่าว่า ครุฑเป็นพี่น้องกับพญานาค และทะเลาะเป็นศัตรูกัน 
นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์ปุราณะ ที่ชื่อว่า ครุฑปุราณะ เป็นเรื่องเล่าของพญาครุฑ

ตามคติไทยโบราณ เชื่อว่าครุฑเป็นพญาแห่งนกที่เป็นพาหนะของพระนารายณ์ เชื่อว่าปกติอยู่ที่วิมานฉิมพลี 
มีรูปเป็นครึ่งคนครึ่งนกอินทรี ที่ได้รับพรให้เป็นอมตะ ไม่มีอาวุธใดทำลายลงได้ แม้กระทั่งสายฟ้าของพระอินทร์ 
ก็ได้แต่เพียงทำให้ขนของครุฑหลุดร่วงลงมาเพียงเส้นหนีงเท่านั้น 
ด้วยเหตุนี้ครุฑจึงมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า "สุบรรณ" ซึ่งหมายถึง "ขนวิเศษ"

ครุฑเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ มีอานุภาพและพละกำลังมหาศาล แข็งแรง สามารถบินได้รวดเร็ว 
ทั้งยังมีสติปัญญาเฉียบแหลม เฉลียวฉลาด อ่อนน้อม ถ่อมตน และมีสัมมาคารวะ น่าสรรเสริญ
 

ครุฑพอจะแบ่งได้ 5 ประเภทคือ

1. ตัวเป็นคนอย่างธรรมดาทั่ว ๆ ไป แต่มีปีก
2. ตัวเป็นคน หัวเป็นนก
3. ตัวเป็นคน หัวและขาเป็นนก
4. ตัวเป็นนก หัวเป็นคน
5. รูปร่างเหมือนนกทั้งตัว

ครุฑมีกำเนิดทั้ง 4 แบบ คือ โอปปาติกะ (เกิดแบบผุดขึ้น) ชลาพุชะ (เกิดในเถ้าไคล) อัณฑชะ (เกิดในไข่) 
และสังเสทชะ (เกิดในครรภ์) มีที่อยู่ตั้งแต่พื้นมนุษย์ ป่าหิมพานต์ ป่าไม้งิ้วรอบเขาพระสุเมรุ จนถึงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา
   
 

บาร์เบกาซี่ (Barbegasy)

มีลักษณะคล้ายมนุษย์ตัวจิ๋ยวที่เรียกกันว่า โนม และมันเป็นมนุษย์เคราที่เป็นน้ำแข็งในฤดูหนาวที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศา (หนาวมากเลย) และ มันอยู่ตามภูเขาสูงช่วงเขตต่อกันระหว่างสวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส

คำว่า "บาร์เบกาซี่"มีความหมายว่า เคราที่เป็นน้ำแข็ง มันมีทั้งสองเพศจะไม่อาจแยกแยะออกได้ว่าตัวไหนหญิงชาย ชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของพวกบาร์เบกาซี่ยังเป็นความลึกลับอยู่ในภูเขา สูง

   
 
   
 
วาร์ก (Warg) 

 

วาร์ก เป็นสัตว์ประหลาดที่มีส่วนผสมคล้ายกับ หมี , หมาป่า และ ไฮยีนน่าขนาดยักษ์ มีฟันที่แหลมคม และมีลักษณะนิสัยที่ดุร้าย ในยุคที่สามพวกมันอาศัยอยู่บริเวณทางตะวันออกของเทือกเขามิสตี้ โดยที่พวกออร์คใช้มันเป็นพาหนะในการออกรบ และยังเป็นสัตว์ร้ายของไอเซนการ์ดที่ซารูมานส่งมาเล่นงานชาวโรฮันระหว่างที่ พวกเขาอพยพไปยังเฮล์มดีพโดยไม่ทันตั้งตัว
   
 
เครไบน์ (Crebain) 

 

พวกมันเป็น อีกาสีดำขนาดใหญ่ อาศัยอยู่ในป่าฟังกอร์นและดันแลนด์ ในช่วงสงครามแหวน ซารูมานใช้พวกมันเป็นสายลับ หาเบาะแสของผู้ครอบครองแหวน ในระหว่างเดินทางคณะพันธมิตรแห่งแหวนพบกับฝูงอีกากลุ่มนี้ แม้พวกเขาจะพยายามซ่อนตัวแล้ว แต่ก็ไม่สามารถเล็ดลอดสายตาของพวกมันไปได้ ทำให้ซารูมานรู้แผนการการเดินทางของคณะแหวน
   
 
ชีล็อบ (Shelob) 

 

สามารถกล่าวได้ว่าชีล็อบเป็นราชินีแห่งแมงมุมในมิดเดิลเอิร์ธ แม้บ้านของเธอจะอยู่ระหว่างเขตแดนของมอร์ดอร์และกอนดอร์ แต่ลูกหลานของเธอส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่บริเวณป่าอันมืดมิดแห่งเมิร์ควู้ด ส่วนใหญ่จึงคิดว่าเธอเคยอาศัยอยู่ที่นั่น แต่เช่นเดียวกับเซารอน เธอได้หลบหนีมาที่ดินแดนแห่งมอร์ดอร์ รังของหล่อนตอนนี้อยู่ข้างๆ หอคอยคิริธอุงโกลบนเส้นทางที่ผ่านเทือกเขาและเข้าสู่ใจกลางมอร์ดอร์ ขณะที่เซารอนไม่เคยจะบังคับหล่อนเข้าสู่สงคราม แต่เขาก็ได้ให้เธออยู่เป็นผู้ปกป้องดินแดนของเขา เมื่อแซมและโฟรโ้ด้พยายามที่จะเลี่ยงเมืองมินัสมอร์กูล ที่ซึ่งเป็นบ้านของพวกนาซกูล พวกเขาก็ได้ถลำเข้าสู่รังของเธอเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ โฟรโดนั้นเกือบตายเมื่อโดนพิษของเธอเข้า แต่แซม ก็ปัดป้องนานพอที่จะหลบหนีออกมาได้ แม้เธอจะได้รับบาดเจ็บจากดาบเอลฟ์ของโฟรโด แต่เธอก็ยังรอดจากสงครามแห่งแหวน และอาศัยอยู่ในถ้ำอันมืดมิดใต้คิริธอุงโกล
   
 
Bael 

บาล (บาอัล) ก็เป็นหนึ่งในปิศาจ 72 ตนเช่นกันครับจะอยู่ลำดับแรก มีสมญานามว่า "ราชาบาล" รูปร่างของบาลนั้นจะมีหลายรูปร่าง เป็นแมวบ้าง เป็นมนุษย์บ้าง เป็นคางคกบ้าง หรือจับเอาทั้งสามร่างมาผสมกันก็มีครับ จะเป็นในลักษณะมีสามหัวคือ หัวแมว หัวคน และหัวคางคก
แต่ใน Devil May Cry 4 จะออกแบบโดยยึดเอารูปร่างตอนเป็นคางคก บาลเป็นผู้คุม66กองทัพ จากขุมนรก เรียกว่าใหญ่ไม่ใช่เล่นเลยแหละครับ บาลเป็นตำแทนของบาปที่เกิดจากความขี้เกียจ ผู้ใดโดนบาลครอบงำจะไม่มีอารมณ์ทำการทำงานมีแต่ความเกียจคร้าน ผัดผ่อนไปเรื่อยๆ ทำอะไรก็ไม่ค่อยดี ผลงานออกมาก็ลวกๆ ทำส่งเดชไปวันๆ เชื่อว่าหลายคนคงเคยโดนบาลครอบงำจิตใจมาแล้ว
   
 
ไนท์แมร์ (nightmare) ทูตฝันร้าย

ไน ท์แมร์ คือ ปิศาจที่กินฝันร้ายของผู้คน มีลักษณะคล้ายม้าสีดำ... และมียมทูตถือเคียวอยู่บนหลัง แต่ไม่มีลักษณะแน่นอน... มันสามารถเปลี่ยนรูปร่างเป็นไปตามจิตใจของคนเป็นอะไรก็ได้เพื่อทำให้คนผู้ นั้นฝันร้าย บางครั้งมันจะกินฝันร้ายของผู้คนเพื่อให้เขาสบายใจ แต่บางครั้งมันก็จะสร้างฝันร้ายและทำให้คนผู้นั้นเกิดความเสียหายทางจิตใจจน ตาย ไม่มีวิธีกำจัดมันได้อย่างแน่นอน แต่สามารถป้องกันได้โดยการไม่นอนหลับ

แต่ เดิมนั้น ไนท์แมร์ ถูกเรียกว่าเป็น ความฝันอันโหดร้ายในขณะตื่นขึ้น เพราะความฝันจะเกิดขึ้นในช่วงที่นอนหลับในรูปแบบ REM (rapid eye movement) หรือภาวะหลับไม่สนิทซึ่งเมื่อเปิดเปลือกตาของผู้หลับในสภาวะนี้จะเห็นว่า ลูกตาดำนั้นเคลื่อนไหวไปมาราวกับตื่นอยู่ และมีท่าทางทรมาน


   
 
yuki onna(ผีญี่ปุ่น)
สตรีหิมะ หรือ ยูกิอนนะ (「雪女」, yuki onna, – นางหิมะ) 


ตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น เป็นชื่อที่ใช้เรียกภูตหิมะที่มีรูปร่างเป็นสตรีที่งดงาม ว่ากันว่าเป็นจิตวิญญาณแห่งฤดูหนาว ซึ่งยูกิอนนะนี้ จะมีลักษณะเป็นผู้หญิงสาวสวย สวมชุดกิโมโนสีขาวสะอาด นางจะปรากฏตัวบนภูเขาหิมะในวันที่มีพายุหิมะ และหลอกล่อให้ผู้ชายที่หลงไหลในความงามของนางไปสู่ความตาย เรื่องเล่าของสตรีหิมะมีหลากหลายอยู่ว่า บางครั้งเล่ากันว่าในวันที่หิมะตกหนัก นักเดินทางที่โชคไม่ดี จะได้พบกับสตรีหิมะท่ามกลางพายุหิมะที่อันตราย เธอจะสวมกิโมโนสีขาว และค่อนข้างตัวสูง บ้างก็เล่าว่าเธอสวมกิโมโนสีแดง แล้วรอยเท้าที่เธอเดิน เต็มไปด้วยคราบเลือด บางครั้งเชื่อว่าสตรีหิมะเป็นวิญญาณของหญิงที่ตั้งครรภ์ ที่ตายเพราะพายุหิมะ และเมื่อใครเดินผ่านมาตามทางแล้วพบเห็นเธอเข้า เธอจะยิ้มแล้วยอมให้คนนั้นอุ้มลูก เหยื่อจะไม่สามารถปล่อยลูกของเธอได้เมื่ออุ้มแล้ว และลูกของเธอจะหนักขึ้นและเย็นจนแข็ง ทำให้เหยื่อขยับไปไหนไม่ได้ และจะจมหิมะตาย ส่วนใหญ่แล้ว เรื่องเล่าของ ยุกิอนนะ จะปรากฏในทางตอนเหนือของเกาะญี่ปุ่นเสียเป็นส่วนมาก ไม่ว่าจะเป็นทางแถบฮอกไกโด หรือทางแถบจังหวัดอิวาเทะ เนื่องจากทางตอนเหนือของญี่ปุ่นจะมีอากาศหนาวเย็น และมีหิมะปกคลุมอยู่เกือบตลอดทั้งปี จึงมีเรื่องเล่าขานของยูกิอนนะ มากกว่าท้องที่อื่นๆ 
   
 
เยติ บิ๊กฟุต

เยติ(Yeti) หรือ มนุษย์หิมะ(The Abominable Snowman) มนุษย์วานรในตำนานของชาวภูเขาในเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล


snowmansb1.jpg

เยติ มีประวัติอันยาวนานมากที่สุดในบรรดาเรื่องราวของมนุษย์วานรทั้งหมดของชาว ภูเขา คนที่เคยเห็นมันเป็นบุคคลที่เชื่อถือได้ มูลของมันถูกนำมาวิเคราะห์ รอยเท้าถูกบันทึกภาพไว้และ ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง เยติเริ่มเป็นที่รู้จักโดยบุคคลภายนอกจากนักบุกเบิก ในปลายยุค 1950 และ 1960 
วัดแห่งหนึ่งในร่มเงาของยอดเขาแอเวอเรสส์ ได้กล่าวว่า มักมีฝูงเยติมาเยือนทุกๆปี


ภาพวาดในจินตนาการของเยติ 


บิ๊กฟุต หรือตีนโต พบในสหรัฐอเมริกาและทวีปอเมริกาเหนือ มีลักษณะคล้ายมนุษย์แต่ตัวใหญ่โตกว่ามาก ลักษณะ ตัวโต ขนสีน้ำตาล มีน้ำหนักมาก อุ้งเท้าใหญ่ บิ๊กฟุตเป็นมนุษย์โบราณที่เรียกว่า นีแอนเทอร์ดัล ที่ยังหลงเหลือมาจนปัจจุบัน สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อ ก็เชื่อว่าเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมานั่นเอง


 

   
 

การาสุเทนกุ หรือ นกสามขา (「天狗」 Tengu?) ความเชื่อเรื่องนกสามขาที่มีอยู่ทั้งในแถบญี่ปุ่นและเกาหลี โดยทางญี่ปุ่นเชื่อว่าการาสุเทนกุ มีภาพลักษณ์ของปีศาจร้าย และมักจะสร้างพายุเข้าโจมตีผู้คนเสมอๆ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ ถูกพายุถล่มบ่อยครั้ง การาสุเทนกุเป็นข้ารับใช้ของไดเทนกุ ซึ่งมักปรากฏภาพของไดเทนกุ ที่ล้อมรอบไปด้วยการาสุเทนกุ บางความเชื่อนั้นเชื่อว่าการาสุเทนกุไม่ได้เป็นผีร้าย ทั้งยังเป็นปีศาจที่รักสงบและสุภาพ แต่การกระทำร้ายๆนั้น เป็นเพราะการาสุเทนกุต้องทำตามคำสั่ง ของไดเทนกุ

ตามความเชื่อแล้ว การาสุเทนกุมีแต่เพศผู้ จะอาศัยอยู่ในป่าลึก เป็นผีที่คาดเดาไม่ได้ ตามเรื่องเล่ามักจะพฤติกรรมที่คาดเดาได้ยาก บางครั้งมันจะลักพาตัวเด็กๆ ไปทิ้งไว้ในป่า แล้วเฝ้ามองเด็กที่หลงทางอยู่ในป่า แต่บางเรื่องเล่าผู้คนก็บอกว่าเมื่อใดที่หลงป่า ให้ขอร้องให้การาสุเทนกุช่วยแล้วมันจะนำทางออกจากป่าให้ได้ การาสุเทนกุยังชอบปล่อยข่าวลือ สร้างความวุ่นวายให้มนุษย์ แต่บางคนกลับเชื่อว่าการาสุเทนกุชอบสงคราม อีกทั้งมันยังเชื่อว่ามนุษย์ไม่ควรมีอำนาจมากเกินไป เหตุการณ์การประท้วงหรือสงครามในสมัยก่อน จึงมักโทษว่าเป็นฝีมือของการาสุเทนกุที่ปล่อยข่าวลือ

tenguui8.jpg

การาสุเทนกุสามารถเรียกพายุได้ วชาญมนต์มายา และวิชาแปลงกาย มีพละกำลังมากทั้งยังเจนจัดการรบ เป็นสมุนที่พึ่งพาได้ของไดเทนกุ ซึ่งเป็นเทนกุที่มีลำดับชั้นสูงกว่า ลักษณะของการาสุเทนกุคล้ายกับมนุษย์นก ซึ่งมักไปไหนมาไหนด้วยการบิน แต่ว่าไดเทนกุจะใช้วิธีเคลื่อนย้ายในพริบตา มากกว่าการบินถ้าเป็นระยะทางสั้นๆ

 

 

 

ที่มา: http://www.dek-d.com
VOTED BY: nui, BoomzCnx, Min Min, zamzam, สิง, นายตัวดำ, lonelysea, Tlue God Mythology, manaw, njack, Peter Smart, UmmOkay, A U M™, สายลม, peezasd, itang, Loner
 
โหวตให้กระทู้นี้ >>
มีผู้เข้าชมแล้ว 24,707 ครั้ง, โหวตแล้ว 33 ครั้ง / 157 คะแนน
โพสท์โดย: นายตัวดำ ดู Hot Topic อื่นๆของ นายตัวดำ
19:04 - 23 มกราคม 2556
แจ้งลบ
 
 

Comment!  

   
 
 
   
17:03 - 19 สิงหาคม 2557 +LIKE disLIKE
1 นาคเฝ้าคัมภีร์
รวมพลสัตว์หิมพานต์!(M.S.A สาขาเทียบเคียงศิลป์)https://www.facebook.com/notes/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%9D%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%95-%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B4/%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8Cmsa-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B9%8C/446584588804022

ตอบความคิดเห็นนี้
เนื้อหาถูกโพสท์โดยสาธารณชน แสดงบนเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ

#IceBucketChallenge ฉบับ หล่อล่ำ ขาวนวลเนียน

ทึ่ง เล่นไวโอลินขณะผ่าตัดสมอง

สุดซึ้ง! “บอล ยูริ“ น้ำตาคลอ เอ่ยคำสัญญารักก่อนแต่งงาน

จักรยานแอร์เมส [new arrivals]
ดู Hot Topic ทั้งหมด
 
QUICK LINK
CONTACT US
ADVERTISE
    2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010 2011 2012 2013   2014
Postjung