เข้าสู่ระบบ:
  [ลืมรหัสผ่าน] [สมัครสมาชิกฟรี]   
326,905   2,017,402

ตายแล้วไปไหน

กฎแห่งกรรม กรรมลิขิต คนเกิดมารับกรรมจริงไหม ?
 
 
 
กฏแห่งกรรม กฏแห่งการกระทำ
 
คนเราเกิดมาเพื่อรับกรรมจริงหรือ ?

ชมพูทวีปเป็นกรรมภูมิ

กรรมภูมิ หมายถึง ภูมิเป็นที่สร้างกรรมใหม่และรับเศษวิบากแห่งกรรมเก่า

  
      มนุษย์ภูมินี้เป็นที่ให้ก่อกรรมใหม่ได้มาก มีทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว หากผู้นั้นเป็นบัณฑิตทางธรรม มีปัญญาประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ รู้เรื่องกฎแห่งกรรมอย่างลึกซึ้ง เขาก็จะเว้นจากกรรมชั่ว สั่งสมแต่กรรมดีอันเป็นบุญบารมีติดตัวไปให้มากอย่างเดียว จึงท่องเที่ยวอยู่แต่ในสุคติภูมิเสวยสุขเวทนาโดยมาก แม้เมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกก็จะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยรูปสมบัติ คือ รูปร่างงดงามน่าเลื่อมใส ปราศจากโรคภัยเบียดเบียน สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ และสมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติ คือมีสติปัญญา ความสามารถดี ทั้งทางโลกทางธรรม มีจิตควรแก่การบรรลุฌาน มรรคผล นิพพาน ได้รับความสะดวกสบายกายและสุขใจ ตลอดแสนกัปจนบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิตคือพระนิพพานก็มีมากมาย
 
     ส่วนผู้ที่มีความรู้ทางโลกมากมาย ร่ำรวยมหาศาล มียศถาบรรดาศักดิ์ยิ่งใหญ่เพียงใด หากไม่รู้จักประโยชน์ในโลกนี้ โลกหน้า และประโยชน์ตนอันสูงสุดคือพระนิพพาน ไม่ประพฤติสุจริตธรรม ทางธรรมเรียกว่า คนพาล เพราะเขาเว้นจากการทำกรรมดีงามอันเป็นบุญ สั่งสมแต่อกุศลกรรมอันนำตนไปสู่อบายภูมิถ่ายเดียว เมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ซึ่งก็ยากมากที่กว่าจะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ได้อีก ดังพุทธภาษิตที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า
 
“การได้กลับอัตภาพเป็นมนุษย์ เป็นการยาก”
 
     พุทธภาษิตนี้ทรงมุ่งหมายถึงคนพาลสันดานหยาบทั้งหลายนี่เองที่จะกลับมาเป็นมนุษย์อีกแสนยาก แม้เมื่อเกิดมาแล้วด้วยเศษวิบากที่เหลือลงแห่งกรรมชั่วก็จะทำให้
 
มี รูปวิบัติ อัปลักษณ์ เช่น ผอมจัด อ้วนจัด ดำจัด เตี้ยเกินไป สูงเกินไปบ้าง อวัยวะตั้งไม่ถูกตำแหน่งปกติ ขาด้วนแขนด้วน เป็นต้น
 
มี ทรัพย์วิบัติ คือ เกิดในตระกูลต่ำยากจน เช่น ขอทาน วณิพก กรรมกร นายพราน เป็นต้น
 
มี คุณ(จิต)วิบัติ เช่น บ้า ใบ้ บอด หนวก ปัญญาอ่อน เป็นกระเทย เป็นเกย์ เป็นตุ๊ด มีความคิดวิปริตผิดมนุษย์ เป็นเหตุให้ก่อกรรมชั่วใหม่ซ้ำอีก
 
     อย่างไรก็ตามการรับผลกรรมดีกรรมชั่วคือ ความสุขและความทุกข์ ของมนุษย์โลกนี้ ก็เป็นเพียงเศษวิบากอันเหลือลงอันนิดหน่อยของกรรมดีกรรมชั่วที่ได้รับเต็มที่จากสวรรค์และอบายภูมิแล้วเท่านั้น
 
     หมายความว่า เมื่อได้รับความสุข ก็ไม่สุขสบายมาก และได้รับสุขเป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น คือ ในวันหนึ่งๆ เดี๋ยวก็มีสุขเดี๋ยวก็มีทุกข์ สุขไม่ยาวนานเหมือนพวกเทพเจ้าชาวสวรรค์หรือพวกพรหม ซึ่งได้รับผลของกรรมดีโดยตรงจะเสวยผลแห่งความสุขยาวนานตลอดกาลเป็นอยู่ มนุษย์แม้เมื่อได้รับความทุกข์ ก็ไม่ทุกข์ทรมานมากนัก ได้รับเป็นบางครั้งบางคราว เท่านั้น ไม่เหมือนพวกอบายสัตว์ คือ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย ซึ่งได้รับความทุกข์โดยส่วนเดียว
 
คนเราเกิดมาเพื่อรับกรรมจริงหรือ
 
มนุษย์ในวันหนึ่งๆ เดี๋ยวก็มีสุขเดี๋ยวก็มีทุกข์
สุขไม่ยาวนานเหมือนพวกเทพเจ้าชาวสวรรค์หรือพวกพรหม

คนเกิดมารับกรรมจริงไหม?

  
     มีบางท่านเข้าใจผิด และสั่งสอนกันมาจนพูดติดปากอยู่คำหนึ่งคือคำว่า “คนเราเกิดมารับกรรม” คำพูดนี้ มีส่วนถูกบ้าง แต่ไม่ทั้งหมด ถ้าพูดให้ถูกมากขึ้นก็ต้องพูดว่า “มารับเศษกรรม” คือเพียงส่วนเสี้ยวแห่งความสุขและความทุกข์ของผลกรรมดีกรรมชั่วเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะส่วนของกรรมดีกรรมชั่วที่หนักๆ เป็นความสุขมาก สุขนาน ในสวรรค์ รูปพรหม อรูปพรหม และเป็นความทุกข์มากมหาศาลและทุกข์นานแสนนานได้เสวยมาแล้วในอบายภูมิคือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน
 
      คำพูดที่ไม่สมบูรณ์ อาจทำให้คนเกียจคร้าน ไม่มีความเพียร มีจิตใจไม่รุ่งเรืองเข้มแข็งไม่สมกับความหมายของคำว่า “มนุษย์” ในชมพูทวีปดังที่กล่าวแล้วข้างต้น การสอนหรือการพูดต่อกันแบบนี้จะทำให้คนเราเมื่อเกิดปัญหาในชีวิต ก็ไม่คิดแก้ปัญหา ตามเศร้าโศกถึงชีวิตที่ผิดพลาด ชอบซ้ำเติมตน เป็นปมทุกข์ใหม่ให้ใจเศร้าหมองเรียกว่า ก่ออกุศลกรรมใหม่ในใจโดยไม่รู้ตัว บางคนถึงกับอธิษฐานว่า กรรมชั่วที่ข้าพเจ้าทำมาขอชดใช้ให้หมดในชาตินี้ แล้วก็นั่งเศร้ารอรับผลกรรมโดยไม่ทำอะไรให้เป็นสาระ เปรียบเหมือน ลูกหนี้ผู้โง่เขลา ไม่รู้หนี้สินที่ตนมีอยู่ว่ามีเท่าไร เที่ยวบ่นเพ้อภาวนาขอให้หนี้หมดไป หรือเที่ยวขอยืมทรัพย์ผู้อื่นเพื่อมาใช้หนี้ให้กับเจ้าหนี้จอมโกงจนตลอดชีวิต หนี้สินนั้นย่อมหมดไปไม่ได้ฉันใด
 
     คนประเภทนี้ก็เหมือนกัน หากถูกถามว่า รู้หรือตนเคยทำกรรมชั่วในชาติอดีตมีอะไรบ้าง ในชาติปัจจุบันมีอะไรบ้าง ตอนนี้ชดใช้กรรมชั่วไปแล้วเท่าไร เหลือกรรมที่ต้องชดใช้อีกเท่าไร ก็ย่อมตอบไม่ได้อย่างแน่นอน และก็ไม่รู้วิธีการทำกรรมเพื่อความสิ้นกรรมอย่างถูกวิธี เมื่อไม่รู้แล้วคิดจะชดใช้หนี้กรรมชั่วให้หมดไป จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า ฉันนั้นเหมือนกัน
 
     ความคิดนี้มิใช่มีแต่ปัจจุบันเท่านั้น แม้ในสมัยพุทธกาลก็มีคนประเภทนี้เหมือนกัน คือ พวกอัญญเดียรถีย์นิครนถ์มิจฉาทิฏฐิ ประพฤติอัตตกิลมถานุโยค ทรมานตนเพื่อคิดรับผลกรรมชั่ว โดยคิดว่า เมื่อรับผลกรรมชั่วหมดแล้ว ไม่ทำกรรมชั่วใหม่ ก็เป็นอันสิ้นทุกข์ ซึ่งเพราะพุทธองค์ก็ทรงซักถามความดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ก็ตอบไม่ได้
 
      คนบางพวกก็คิดจะรอผลกรรมดี รอโชคช่วยตลอด โดยไม่ประกอบกรรมดีใหม่ แต่ประกอบกรรมชั่วที่ปนโมหะ คอยแสวงหาโชค ปล่อยตนไปไร้เป้าหมายชีวิต ดุจกองปฏิกูลที่เขาปล่อยทิ้งไปตามกระแสน้ำฉะนั้น เช่น เล่นการพนัน เล่นหวย เล่นเบอร์ แล้วนอนรอโชคช่วยอย่างเดียว หรือ ทรงเจ้าเข้าผี ให้ช่วยตนอย่างเดียวเป็นต้น
 

โชคที่ดีที่สุด

  
     ความจริงโชคที่ดีที่สุดของเขาคือความได้อัตภาพร่างกายที่เป็นมนุษย์ อยู่ในมัชฌิมประเทศ ในชมพูทวีปคือโลกของเรานี้ อันตั้งอยู่ในมงคลจักรวาลเพราะเป็นดินแดนที่มีพระพุทธศาสนานี่เอง ที่เป็นโชคอันดับหนึ่งยิ่งกว่าโชคทุกชนิด โดยเฉพาะผู้ที่มีร่างกายสมบูรณ์แข่งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แม้ไร้ทรัพย์แต่หากไม่ไร้ปัญญาที่เป็นสัมมาทิฏฐิก็อาจหาทรัพย์ทั้ง 2 มาได้คือ โลกียทรัพย์และอริยทรัพย์ ซึ่งมีปรากฏให้เห็นมากมายหลายเรื่องทั้งในอดีตและปัจจุบัน และการได้เกิดเป็นมนุษย์นี้ย่อมเป็นที่ปรารถนาของอบายสัตว์ผู้เคยทำกรรมชั่ว เมื่อเสวยผลของกรรมชั่วรู้ผลของกรรมชั่วแล้ว ย่อมพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
 
“หากข้าพเจ้ากลับได้ความเป็นมนุษย์แล้ว จะไม่ประมาท ไม่ตระหนี่ จะสั่งสมทาน สั่งสมกุศลให้มาก จะเว้นจากความชั่วอันเป็นเหตุให้มาสู่อบายอีกเป็นต้น”
 
“โอหนอ ขอเราพึงได้ความเป็นมนุษย์ ขอพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพึงเสด็จอุบัติในโลก ขอเราพึงได้นั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นพึงทรงแสดงธรรมแก่เรา และขอเราพึงรู้ทั่วถึงธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเถิด”
 
มนุษย์บางกลุ่มก็สั่งสมบุญไว้เป็นเสบียลในการเดินทางหลังความตายแต่บางกลุ่มยังคงมัวเมาประมาทในการดำเนินชีวิต
 
มนุษย์บางกลุ่มดำเนินชีวิตในความไม่ประมาท
แ่ต่ยังมีมนุษย์บางส่วนยังคงมัวเมาประมาทในการดำเนินชีวิตอันเป็นหนทางสู่อบาย
 
     แต่เมื่อกลับมาได้อัตภาพเป็นมนุษย์แล้วก็มักจะมัวเมาประมาทเหมือนเดิม แม้มีบัณฑิตกัลยาณมิตรทางธรรมมาตักเตือนพร่ำสอนให้ดำเนินทางกุศลก็กลับไม่พอใจ ไม่ใส่ใจฟัง ตายไปต้องกลับไปในอบายภูมิใหม่อีก มิใช่พวกอบายสัตว์เท่านั้นที่ปรารถนาความเป็นมนุษย์ แม้เหล่าเทพเทวาเมื่อจะจุติก็ปรารถนาความเป็นมนุษย์ พวกเหล่าเทพพวกพ้องต่างก็อวยชัยให้พรให้กลับไปเกิดเป็นมนุษย์เพื่อทำกุศลกรรมใหม่ให้ได้กลับมาสู่ความเป็นเทพอีก หรือประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความหลุดพ้น ดังที่ท่านกล่าวว่า
 
     เมื่อใด เทวดาจะต้องจุติจากเทพนิกายเพราะความสิ้นอายุ เมื่อนั้น เสียง 3 อย่างของเทวดาทั้งหลายผู้พลอยยินดี ย่อมเปล่งออกไปว่า ท่านผู้เจริญ ท่านจากเทวโลกนี้ไปแล้วจงถึงสุคติ จงถึงความเป็นสหายแห่งมนุษย์ทั้งหลายเถิด ท่านเป็นมนุษย์แล้ว จงได้ศรัทธาอย่างยิ่งในพระสัทธรรม ศรัทธาของท่านนั้นพึงเป็นคุณชาติตั้งลงมั่น มีมูลเกิดแล้ว มั่นคงในพระสัทธรรมที่พระตถาคตประกาศดีแล้วอันใครๆ พึงนำไปมิได้ตลอดชีพ ท่านจงละกายทุจริต วจีทุกจริต มโนทุจริต และอย่ากระทำ อกุศลกรรมอย่างอื่นที่ประกอบด้วยโทษ กระทำกุศลด้วยกาย ด้วยวาจาให้มาก กระทำกุศลด้วยใจหาประมาณมิได้ หาอุปธิมิได้ แต่นั้นท่านจงกระทำบุญอันให้เกิดสมบัติ (อุปธิ) นั้นให้มาก ด้วยทาง แล้วยังสัตว์แม้เหล่าอื่นให้ตั้งอยู่ในพระสัทธรรม ในพรหมจรรย์
 
     เมื่อใดเทวดาพึงรู้แจ้งซึ่งเทวดาผู้จะจุติ เมื่อนั้นย่อมพลอยยินดีด้วยความอนุเคราะห์นี้ว่า แน่ะเทวดา ท่านจงมาสู่เทวนิกายนี้บ่อยๆ
 
     เพราะเหตุนั้น ภูมิมนุษย์เท่านั้นที่จะทำกรรมดีได้มากที่สุด หรือเหมาะแก่การบำเพ็ญบารมีได้ทุกประเภทและได้บารมีมากที่สุด
 
     อนึ่ง แม้การบังเกิดของท่านผู้ประเสริฐทั้งหลายคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระเจ้าจักรพรรดิ ก็ย่อมต้องบังเกิดในอัตภาพของมนุษย์ทั้งนั้น เพราะใครๆ ไม่อาจจะอยู่ประพฤติมรรคพรหมจรรย์ในนรกได้ เพราะได้รับแต่ทุกข์โดยส่วนเดียว และอยู่ประพฤติมรรคพรหมจรรย์ในเทวโลกก็ได้ยากมาก เพราะเกิดความประมาทด้วยอำนาจความยินดีในการเล่นรื่นเริงโดยส่วนเดียว เพราะได้รับความสุขโดยส่วนเดียว
 
     ส่วนมนุษยโลกในชมพูทวีป มีความสุขและความทุกข์ระคนกัน ในมนุษยโลกคือชมพูทวีปนี้เท่านั้น ย่อมมีทั้งอบายและสวรรค์ปรากฏ นี้ชื่อว่า เป็น กรรมภูมิ ของมรรคพรหมจรรย์กรรมภูมินั้น พวกท่านได้แล้ว เพราะฉะนั้น ขันธ์ซึ่งเป็นของมนุษย์ ที่พวกท่านได้กันแล้วนั้นจัดเป็นลาภของพวกท่าน และภาวะเป็นมนุษย์ที่พวกท่านได้แล้วนี้ก็เป็นขณะ (โอกาส) เป็นสมัย (เวลา) ของการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ที่พวกท่านได้ สมจริงดังคำที่พระโปราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า
 
     “การเจริญมรรคในที่นี้ (มนุษยโลก) นี้ก็เป็นกรรมภูมิ ธรรม เป็นที่ตั้งแห่งความสังเวชเป็นอันมากในที่นี้ก็เป็นฐานะอยู่ ท่านเกิดความสังเวชแล้ว ก็จงประกอบความเพียร โดยแยบคาย ในวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความสลดสังเวชเถิด”
 
     ดังนั้น เมื่อเราเกิดในชมพูทวีปแล้ว จึงไม่ควรประมาท ให้หมั่นสั่งสมความดีไปให้เต็มที่และทางที่ดีที่สุดคือการประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์แล้วจะได้เข้าสู่พระนิพพานอันเป็นบรมสุขต่อไปฯ
VOTED BY: เทพสุภรณ์กุล, Syam, เด็กน้อยเทคนิคขอนเเก่น
 
โหวตให้กระทู้นี้ >>
มีผู้เข้าชมแล้ว 3,955 ครั้ง, โหวตแล้ว 6 ครั้ง / 30 คะแนน
โพสท์โดย: konchunti ดู Hot Topic อื่นๆของ konchunti
11:53 - 8 มกราคม 2556
แจ้งลบ
 
 

Comment!  

   
 
 
   
เนื้อหาถูกโพสท์โดยสาธารณชน แสดงบนเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ

ตัดไม่ขาด! เมย์ พิชญ์นาฏ - ไฮโซปาล์ม ออกงานคู่อีกแล้ว

แซ่บ! รุ่นพี่นางงามจวก น้ำเพชร ไม่ยอมรับความจริง

สาวไต้หวันแปลก อยากเป็นขอทาน ลั่นไม่ขอทำงานอื่น

ชวนให้คิด!! ผ.อ. NASA ยืนยันหนักแน่น พบสิ่งมีชีวิตนอกโลกใน 20 ปี
ดู Hot Topic ทั้งหมด
 
QUICK LINK
CONTACT US
ADVERTISE
    2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010 2011 2012 2013   2014
Postjung