เข้าสู่ระบบ:
  [ลืมรหัสผ่าน] [สมัครสมาชิกฟรี]   
เมื่อวานนี้มีผู้เข้าชมเว็บโพสท์จัง 244,144 คน / 1,521,048 หน้า
ตรวจหวย
ตรวจหวย
Webboard

‘โมโลตอฟค็อกเทล’ อาวุธลับฟินแลนด์

 

แม้รัสเซียจะมีจำนวนรถถัง มากกว่าถึง 200 เท่า และกำลังทหารมากกว่าถึง 4 เท่า แต่ก็ต้องพ่ายแพ้อย่างไม่เป็นท่าเมื่อเผชิญหน้ากับอาวุธลับของฟินแลนด์ที่ รู้จักกันในชื่อ "โมโลตอฟค็อกเทล"


  

               เดือนสิงหาคม 1939 เยอรมันและรัสเซียลงนามในสนธิสัญญาให้ความช่วยเหลือและจะไม่รุกรานกัน (Molotov-Ribbentrop Pact) ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องปรกติที่มิตรประเทศพึงกระทำต่อกัน หากแต่ในภายหลังปรากฏว่าสนธิสัญญาฉบับนี้มีข้อตกลงลับในการขยายอิทธิพลของตน ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน หรือจะว่าไปแล้วคือการตกลงกันแบ่งเค้กเข้ายึดครองประเทศต่างๆในซีกตะวันออก ของทวีปยุโรปนั่นเอง


         เยอรมันและรัสเซียลงนามในสนธิสัญญาให้ความช่วยเหลือและจะไม่รุกรานกัน (Molotov-Ribbentrop Pact)                  
            
               เดือนกันยายน 1939 กองทัพนาซีบุกประเทศโปแลนด์ เปิดฉากสงครามโลกครั้ง ที่ 2 ในขณะที่กองทัพรัสเซียเคลื่อนพลโจมตีทางทิศตะวันออกจนโปแลนด์พ่ายแพ้กระเจิง ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ และถูกแบ่งการปกครองออกเป็น 2 ส่วนโดยเยอรมันและรัสเซีย

               หลังจากนั้นรัสเซียยื่นข้อเสนอให้กับฟินแลนด์ โดยขอให้ร่นเขตพรมแดนในแนวที่ติดกับรัสเซียไปเป็นระยะทาง 25 กม. และขอเช่าพื้นที่บริเวณคาบสมุทรฮันโก (Hanko Peninsula) เพื่อใช้ทำฐานทัพเรือเป็นเวลา 30 ปี โดยรัสเซียจะยอมยกดินแดนบริเวณเมืองคารีไลอา (Karelia) ซึ่งมีพื้นที่มากกว่าดินแดนที่ขอให้ฟินแลนด์ถอยร่นไปถึง 2 เท่า


               ข้อเสนอของรัสเซียดูเหมือนจะน่าสนใจ แต่ฟินแลนด์เปรียบเปรยว่ารัสเซียจะเอาขี้ดิน 2 ปอนด์มาขอแลกกับทองคำ 1 ปอนด์ เมื่อขอกันดีๆไม่ยอมให้ก็ต้องใช้เล่ห์ รัสเซียยิงปืนใหญ่เข้าใส่หมู่บ้านชายแดนของตนเองแล้วกล่าวโทษว่าทหาร ฟินแลนด์เป็นคนยิง

                โดยอาศัยเหตุการณ์นี้เป็นข้ออ้าง รัสเซียเคลื่อนกำลังพล 630,000 นายพร้อมเครื่องบินรบและรถถังหลายพันคันเข้าโจมตีฟินแลนด์ในเดือนพฤศจิกายน 1939 ซึ่งรู้จักกันในชื่อ "สงครามฤดูหนาว" (Winter War)


  

ระเบิดแด่ผู้หิวโหย

                วันที่ 30 พฤศจิกายน 1939 กองทัพอากาศรัสเซียส่งฝูงบิน 200 ลำบุกเข้าทิ้งโคตรระเบิด RRAB-3 ระเบิดขนาดยาว 2.25 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เมตร ซึ่งภายในบรรจุลูกระเบิดขนาดเล็ก 60 ลูกโจมตี 16 เมืองสำคัญๆทางตอนใต้ของฟินแลนด์

               ระเบิด RRAB-3 ถูกออกแบบให้มีใบพักที่ส่วนหาง ซึ่งใบพัดนี้จะควงไปตามกระแสลมเมื่อระเบิดถูกทิ้งออกจากเครื่องบิน เมื่อมันหมุนครบจำนวนรอบที่ตั้งเอาไว้ฝาด้านข้างของลูกระเบิดจะเปิดออกปล่อย ระเบิดเพลิงลูกเล็กๆ 60 ลูกออกมาใส่บ้านเรือนที่อยู่อาศัยเป็นการบีบบังคับให้ฟินแลนด์ยอมแพ้โดยเร็ว

      
                         โคตรระเบิด RRAB-3

                สหรัฐส่งสารถึงรัสเซีย ประณามการโจมตีเป้าหมายที่เป็นพลเรือน แต่สมัยนั้นยังไม่มี CNN มันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ยืนยันได้ว่ารัสเซียทิ้งระเบิดใส่บ้านเรือนใน ฟินแลนด์จริง วยาเชสเลฟ โมโลตอฟ (Vyacheslav Molotov) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยอ้างว่านานาประเทศเข้าใจผิด รัสเซียไม่ได้รุกรานฟินแลนด์ ในทางตรงกันข้ามรัสเซียนำเสบียงอาหารไปทิ้งให้กับประชาชนชาวฟินแลนด์ผู้หิว โหย ส่วนภาพถ่ายบ้านเรือนลุกเป็นไฟที่เห็นในข่าวนั้นเป็นภาพเก่าตั้งแต่สมัย สงครามโลกครั้งที่ 1

         
                                วยาเชสเลฟ โมโลตอฟ (Vyacheslav Molotov)

              ด้วยเหตุนี้เองชาวฟินแลนด์จึงเรียกโคตรระเบิด RRAB-3 ของรัสเซียว่า "ตะกร้าอาหารของโมโลตอฟ" (Molotov Bread Basket) ส่วนทหารที่เคลื่อนกำลังพลเข้าไปในฟินแลนด์นั้น รัสเซียอ้างว่าเพื่อช่วยเหลือปลดปล่อยชาวฟินแลนด์จากรัฐบาลที่ปกครองโดยไม่ ชอบธรรม

              กองกำลังของฟินแลนด์มีเพียง 250,000 นาย แต่ที่ร้ายยิ่งกว่านั้นคืออาวุธยุทโธปกรณ์นั้นด้อยกว่ารัสเซียหลายร้อยเท่า ตัว รถถังหลายพันคันที่รุกคืบหน้าเข้ามาสามารถบดขยี้เมืองต่างๆให้ราบเป็นหน้า กลองได้ไม่ยาก แต่ยังโชคดีที่ชาวฟินแลนด์เรียนรู้การต่อสู้กับอาวุธหนักจากสงครามกลางเมือง ในสเปน (Spanish Civil War) ที่เพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่ปี

เรียนรู้จากประวัติศาสตร์

             เดือนกันยายน 1936 กองทัพฟาสซิสต์ของฟรานซิสโก ฟรังโก (Francisco Franco) เคลื่อนพลเข้าประชิดเมืองมาดริด (Madrid) ในประเทศสเปน ในขณะที่กองกำลังของฝ่ายรัฐบาลส่งรถถัง T-26 และ T-28 ซึ่งผลิตโดยรัสเซียเข้าต้าน แม้ฝ่ายฟรานซิสโกจะได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธจากอดอฟ ฮิตเลอร์ และเบนิโต มุสโสลินี แต่พวกเขาก็ไม่มีอาวุธต่อสู้รถถัง

           
                            ฟรานซิสโก ฟรังโก (Francisco Franco)

             ทหารราบกองทัพฟาสซิสต์จึงประดิษฐ์อาวุธต่อสู้รถถังแบบทำเองขึ้นมา โดยใช้น้ำมันเชื้อเพลิงบรรจุใส่ขวดแก้วแล้วอุดปากขวดด้วยผ้าชุบน้ำมันเป็น ชนวน การใช้งานก็ทำง่ายๆแค่จุดชนวนแล้วขว้างเข้าใส่รถถัง

            

             ผลลัพธ์นั้นได้ผลเกินคาด กองทัพฟาสซิสต์ของฟรานซิสโกสามารถทำลายรถถังได้เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ เนื่องจากรถถังในสมัยนั้นยังใช้น้ำมันเบนซินซึ่งติดไฟง่ายเป็นเชื้อเพลิง อีกทั้งรถถัง T-26 และ T-28 ถูกออกแบบมาให้มีถังน้ำมันอยู่ตอนบนของตัวรถเพื่อความสะดวกในการเติมน้ำมัน

            

              อย่างไรก็ตาม แม้ตัวรถถังจะไม่ถูกทำลายได้ง่ายๆด้วยระเบิดเพลิงทำเองก็ตาม แต่อย่างน้อยเปลวเพลิงที่ลุกไหม้บนตัวรถถังทำให้เกิดความร้อนสูงสร้างความ เสียหายให้กับเครื่องยนต์และสร้างก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งมันจะถูกดูดซึมเข้าไปในระบบระบายอากาศทำอันตรายต่อบุคคลที่อยู่ภายในตัว รถถัง

              ชาวฟินแลนด์เรียนรู้การต่อสู้กับรถถังจากชัยชนะของกองทัพฟาสซิสต์ในครั้ง นั้น พวกเขาจึงนำวิธีเดียวกันนี้มาใช้ต่อสู้กับรถถังของกองทัพรัสเซีย โดยใช้ขวดใส่เหล้าทำระเบิดเพลิงรุ่นแรกๆและตั้งชื่อว่า "โมโลตอฟค็อกเทล" (Molotov Cocktail) ซึ่งเป็นการล้อเลียน "ตะกร้าอาหารของโมโลตอฟ" หมายถึงหากวยาเชสเลฟ โมโลตอฟ เรียกโคตรระเบิด RRAB-3 ว่าเป็นตะกร้าอาหาร ระเบิดเพลิงของชาวฟินแลนด์ก็คือสุราที่ใช้กินร่วมกับอาหารของโมโลตอฟนั่นเอง

อาวุธลับฟินแลนด์

              หลังจากที่รัสเซียแสดงทีท่าว่าจะรุกราน ฟินแลนด์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจทำการสั่งซื้ออาวุธต่อสู้รถถังจำนวนมากจากสวีเดน หากแต่การส่งมอบอาวุธจะทำได้หลังจากสั่งซื้อ 6 เดือน อีกทั้งขณะนี้รัสเซียได้ยึดเส้นทางขนส่งระหว่างฟินแลนด์และสวีเดนเอาไว้แล้ว ส่วนปืนครกและระเบิดมือที่มีอยู่ไม่สามารถทำอันตรายต่อรถถังรัสเซียได้ ฟินแลนด์จำเป็นต้องเร่งหาวิธีการอื่นในการหยุดยั้งกองทัพรถถัง

             ร้อยเอกอีโร คุยติเนน (Eero Kuitinen) ได้รับมอบหมายให้ค้นหากลยุทธ์ต่อสู้กับรถถัง ด้วยเวลาที่จำกัดและงบประมาณอันน้อยนิด อีโรเสนอแผนการใช้ระเบิดเพลิงโดยการพิมพ์ใบปลิวอธิบายวิธีการผลิตระเบิด เพลิงส่งกระจายไปตามหมู่บ้านต่างๆทั่วฟินแลนด์

             ในใบปลิวดังกล่าวระบุวิธีการผลิตเป็นขั้นตอนตั้งแต่การเลือกใช้ขวดมีปริมาณ บรรจุมากพอจะสร้างความเสียหายให้กับรถถังในขณะที่มีขนาดเหมาะมือ วัตถุชนิดใดบ้างที่สามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงและจะต้องบรรจุใส่ขวดมาก -น้อยแค่ไหน เต็มขวดหรือครึ่งขวด จะใช้วัสดุชนิดใดทำชนวนและต้องมีความยาวเท่าไร หลังจากจุดชนวนแล้วผู้ใช้มีเวลาในการขว้างเข้าใส่รถถังภายในกี่นาที และคำแนะนำสุดท้ายคือตำแหน่งจุดอ่อนของรถถังรัสเซีย

                     

             รถบรรทุกจำนวนมากถูกส่งไปยังศูนย์บัญชาการทหารในชายแดนฟินแลนด์ ภายในรถบรรทุกอัดแน่นไปด้วยลังไม้ที่ด้านบนพิมพ์คำว่า "TOP SECRET" ทหารหลายคนประหลาดใจเมื่อเปิดลังเหล่านั้นออกมาแล้วพบว่าภายในลังมีแต่เพียง ขวดบรรจุของเหลวมีเศษผ้าห้อยออกมาจากปากขวด

             จากการต่อสู้กับรถถังด้วยระเบิดในวันแรกพิสูจน์ได้ว่าโมโลตอฟค็อกเทลมี ประสิทธิภาพสูงเกินกว่าที่คาดหมาย กองทัพประชาชนฟินแลนด์สามารถทำลายรถถังได้อย่างน้อย 40 คัน หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้รถถังถูกทำลายอย่างง่ายดายก็เนื่องจากรถถังส่วนใหญ่ รุกคืบนำหน้าหน่วยทหารราบทำให้ไม่มีหน่วยคุ้มกันการลอบโจมตี ทหารฟินแลนด์สามารถเข้าใกล้ตัวรถถังจนถึงระยะที่จะขว้างระเบิดเพลิงเข้าใส่ ได้


            

อุตสาหกรรมระเบิดเพลิง

             อย่างไรก็ตาม ฟินแลนด์ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าประชาชนจะผลิตระเบิดเพลิงได้มากพอที่จะทำลาย รถถังนับพันนับหมื่นคันที่กำลังรุกคืบหน้าเข้ามา อีกทั้งระเบิดเพลิงทำเองนั้นอาจทำอันตรายต่อตัวผู้ใช้และก่อนใช้งานจะต้อง ใช้ไฟแช็คหรือไม้ขีดไฟจุดชนวน ผู้ใช้ต้องอยู่นิ่งๆชั่วขณะหนึ่ง ทำให้ตกเป็นเป้ากระสุนได้โดยง่าย

             ดังนั้น ทางกองทัพจึงคิดค้นพัฒนาระเบิดเพลิงเพิ่มส่วนผสมทำให้ไวไฟมากขึ้น ยกเลิกการใช้ชนวนผ้าชุบน้ำมัน เปลี่ยนมาใช้ประกบด้านข้างขวดด้วยหลอดแก้วบรรจุกรดซัลฟูริคซึ่งจะทำ ปฏิกิริยาทันทีที่หลอดแก้วแตกและสัมผัสอากาศ

              กองทัพฟินแลนด์ดัดแปลงโรงงานกลั่นสุราอัลโก้ (Alko) ซึ่งเป็นโรงงานกลั่นสุราผูกขาดแห่งเดียวในประเทศมาเป็นโรงงานผลิตโมโลตอ ฟค็อกเทล ด้วยกำลังคนงานหญิง 87 คน และคนงานชาย 5 คน โรงงานกลั่นสุราอัลโก้สามารถผลิตโมโลตอฟค็อกเทลมากกว่า 500,000 ขวด ทำลายรถถังรัสเซียมากกว่า 350 คันตลอด 113 วันในสงครามฤดูหนาว

              โมโลตอฟค็อกเทลเป็นหนึ่งในอาวุธลับที่ทำให้ฟินแลนด์สามารถเอาชนะกองทัพ รัส เซียที่มีกำลังพลมากกว่าหลายร้อยเท่าตัว จากชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนี้ทำให้ทั่วโลกรู้จักพิษสงของอาวุธทำเอง หลังจากรัสเซียพ่ายแพ้ในสงครามฤดูหนาวประเทศมหาอำนาจได้มีการปรับปรุงพัฒนา รถถังให้มีตัวถังหลายชั้น แต่ละชั้นใช้วัสดุที่แตกต่างกัน วัสดุที่ใช้ในห้องเครื่องยนต์ล้วนแต่มีจุดหลอมเหลวสูงกว่าจุดติดไฟของน้ำมัน ดังนั้น เราจะไม่สามารถทำลายรถถังในปัจจุบันด้วยโมโลตอฟค็อกเทลได้

            

              ชื่อโมโลตอฟค็อกเทลจึงไม่ใช่การยกย่องวยาเชสเลฟ โมโลตอฟ อย่างที่บางคนเข้าใจ ในทางตรงกันข้ามมันเป็นการประชดประชันการแถลงข่าวบิดเบือนของวยาเชสเลฟ โมโลตอฟ ตั้งแต่สงครามฤดูหนาวเป็นต้นมา คนทั่วโลกก็เรียกระเบิดเพลิงทำเองว่า "โมโลตอฟค็อกเทล"

ที่มา : คอลัมน์
          ร้ายสาระ
         จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ สุขสัปดาห์
         ปีที่ 4 ฉบับที่ 204 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 24 เมษายน 2009
         โดย ศิลป์ อิศเรศ

เเละเว็บ

http://www.mythland.org/v3/viewthread.php?tid=1383

 
โหวตให้กระทู้นี้ >>
มีผู้เข้าชมแล้ว 13,405 ครั้ง, โหวตแล้ว 8 ครั้ง / 39 คะแนน
โพสท์โดย: [PROTOTYPE] ดู Hot Topic อื่นๆของ [PROTOTYPE]
09:57 - 7 สิงหาคม 2555
แจ้งลบ
กระทู้อื่นๆของ [PROTOTYPE]
ติดตามความบันเทิงจาก Postjung.com บนเฟซบุ๊ค
 

Comment!  

   
 
 
   
เนื้อหาถูกโพสท์โดยสาธารณชน แสดงบนเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ

ไอเท็มที่สาวๆ ควรมีไว้ในช่วงสงกรานต์

อั้ม เนโกะ ทำแบบนี้สมควรโดนด่า

รวมภาพใส่ร้ายธรรมกาย

มาดูเทรนด์ฮิตดาราวัยรุ่นหญิงผมสั้นน่ารักสุดๆ

มือปืน(ฉีดน้ำ)ป๊อปคอร์นโผล่ เล่นสงกรานต์

Gif ฮามั่งไม่ฮามั่ง
ดู Hot Topic
ทั้งหมด
 
QUICK LINK
CONTACT US
ADVERTISE
    2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010 2011 2012 2013   2014
Postjung