เข้าสู่ระบบ:
  [ลืมรหัสผ่าน] [สมัครสมาชิกฟรี]   
402,653   1,642,345
 

การเลี้ยงลูกของไทยกับญี่ปุ่น

ความแตกต่าง วิธีการเลี้ยงลูกของคนไทยกับญี่ปุ่น
เบื้องหลังความฉลาดของคนญี่ปุ่น ปัจจัยหลักที่สำคัญมาจากการเลี้ยงดูในวัยเด็กค่ะ เพราะว่าเด็กส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นจะโตมาด้วยสองมือของแม่ ทำให้การเติบโตสมวัย มีพัฒนาการที่ดีในทุกด้าน และในรับความรักความใกล้ชิดอย่างเต็มที่
,
คุณแม่แบบญี่ปุน

ผู้หญิงญี่ปุ่นนั้นส่วนมากจะเป็นแม่บ้านค่ะ เพราะมีแต่งงานมีครอบครัว มีลูกก็จะลาออกจากงานมาเพื่อเลี้ยงดูลูกอย่างเต็มตัว เพราะสังคมญี่ปุ่นนั้นจะถือว่าการเลี้ยงลูกเป็นหน้าที่ของแม่ส่วนคุณพ่อนั้นจะเป็นฝ่ายทำงานนอกบ้านเพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว และคนญี่ปุ่นไม่นิยมจ้างพี่เลี้ยงนะคะ ทุกๆ เรื่องในบ้านคุณแม่ญี่ปุนเขาจัดการได้ ไม่ว่าจะเป็น การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ถือเป็นงานใหญ่ทีเดียวนะคะ เริ่มตั้งแต่เมื่อคลอดก็จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะนมแม่คุณค่าทางโภชนาการสูงที่สุด และมีภูมิต้านทานโรค เด็กญี่ปุ่นจึงได้กินนมแม่อย่างเต็มที่ เพราะคุณแม่ไม่ต้องกลับไปทำงาน ทำให้ร่างกายของเด็กๆ นั้นเจริญเติบโตสมวัยและมีพัฒนาการที่ดี

ส่วนคุณแม่นั้นเคล็ดลับประการหนึ่งที่ช่วยให้มีน้ำนมดีคือ การรับประทานอาหารประเภทที่ทำมาจากถั่วเหลือง เต้าหู้ มิโซะ นัตโตะ (ถั๋วหมัก) แล้วก็เน้นรับประทานอาหารแบบธรรมชาติ รวมถึงทานเนื้อปลาให้มากและเน้นผักอย่างพวกแครอต หัวไชเท้าซึ่งจะทำให้น้ำนมของคุณแม่ไหลได้ดี และมีรสชาติที่ดีด้วยค่ะ ที่สำคัญคุณแม่ที่ให้นมไม่ควรกินอาหารหวานๆ หรืออาหารที่มีสารคาเฟอีน เพราะจะทำให้นมลดลงค่ะ

คนญี่ปุ่นเขาเลี้ยงลูกกันอย่างไร



ประเทศมหัศจรรย์

รู้สึกแปลกใจและทึ่งเหมือนผมไหมครับ... เวลาเราพูดถึงประเทศมหัศจรรย์ประเทศหนึ่งซึ่งเป็นประเทศที่แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างยับเยิน โดนระเบิดปรมาณูถึง 2 ลูก บ้านเมืองและเศรษฐกิจพังพินาศ แต่ปัจจุบันประเทศนี้กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีรายได้ประชาชาติ (GDP) สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองแต่เพียงประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ทราบแล้วใช่ไหมครับว่าประเทศนั้นคือประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง ผมเคยสนใจเก็บข้อมูลเรื่องนี้มานานแล้วครับว่าคนญี่ปุ่นนั้นเขาเลี้ยงลูกอย่างไร หรือเขามีลักษณะพิเศษต่างจากชนชาติอื่นอย่างไร ทำไมใช้เวลาเพียง 20-30 ปี ฟื้นฟูและพัฒนาประเทศได้รวดเร็วขนาดนี้ ทุกวันนี้เราก็ขับรถญี่ปุ่น เครึ่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อีเลคทรอนิค คอมพิวเตอร์มือถือ กล้องดิจิตอลก็ของญี่ปุ่น ร้านอาหารญี่ปุ่นก็ขายดี ร้านขนมญี่ปุ่นก็ขายดี เด็กๆ ของเราก็ติดภาพยนตร์หรือการ์ตูนญี่ปุ่นกันงอมแงม

ญี่ปุ่นมีอะไรดีเกี่ยวข้องกับเชื้อชาติ วัฒนธรรม ความเชื่อ การเลี้ยงดู และระเบียบวินัยหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เหตุผลที่ผมต้องมานำเรื่องนี้มาพูดคุยก็เพราะมีแรงจูงใจครับ คือเมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสดูแลเด็กญี่ปุ่นคนหนึ่งที่โรงพยาบาลเอกชน เด็กคนนี้เป็นออทิสติกครับ ค่อนข้างซนอยู่ไม่นิ่ง เขาเดินเข้าไปที่อ่างน้ำล้างมือของห้องตรวจโรค ปิดฝาระบายน้ำแล้วเปิดน้ำเล่นจนเกือบล้น พอดีคุณแม่ชาวญี่ปุ่นเหลือบไปเห็นเข้า เธอมีท่าทีตกใจและเกรงใจผมมากรีบพูดขอโทษ "sorry ...sorry ..sorry" (นึกภาพท่าทาง เวลาเราเห็นคนญี่ปุ่นขอโทษในโทรทัศน์ประกอบไปด้วย) ลักษณะที่แสดงออกบ่งบอกความเกรงใจเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่งเกินกว่าชนชาติ (ดูเหมือนโอเวอร์ก็ว่าได้) แต่เขาไม่ได้แกล้งทำครับ เพราะตรงกับที่พยาบาลและเจ้าหน้าที่ที่โรงพยาบาลบอกเล่าว่าคนไข้ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่น่ารักคือจะมีระเบียบวินัยดีมาก เวลานัดหมายก็มักมาตรงเวลา ถ้าจะผิดนัดหรือติดธุระก็จะโทรศัพท์มาเลื่อนล่วงหน้าพร้อมกับขอโทษ (ปกติเจ้าหน้าที่ต้องเป็นฝ่ายโทรศัพท์ไปตาม)



รู้จักความคิดเชิงบวก
โดยปกติแล้วความคิดเชิงลบจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่า เพราะธรรมชาติของคนเรานั้นพร้อมจะมองเห็นความบกพร่องมากกว่ามองเห็นข้อดีใน ขณะที่ความคิดเชิงบวก ต้องอาศัยมุมมองและการคิดที่ลึกกว่านั้น ไม่ใช่การคิดชั้นเดียวจากการเห็นแล้วสรุปความเลยว่าสิ่งนั้นไม่ดี แต่ต้อง มาจากมุมมองที่เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น(โดยเฉพาะเรื่องไม่ดี) ย่อมมีประโยชน์หรือความดีแฝงอยู่ด้วยเสมอ
ดังนั้น การมองโลกเชิงบวก(positive thinking) จึงหมายถึงการมองสิ่งต่างๆอย่างเข้าใจ ยอมรับได้ในด้านลบ มองปัญหา ความทุกข์ ความไม่ราบรื่นเป็นเรื่องธรรมดา หากรู้จักเลือกใช้ประโยชน์จากด้านบวกที่แฝงอยู่จากสิ่งนั้นๆ ได้ เหตุการณ์บางอย่าง เราไม่สามารถเลือกได้ว่าจะให้เกิดหรือไม่ให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นไปแล้ว เราเลือกได้ว่าจะมองและรู้สึกกับมันอย่างไร


ศ.ดร.นายแพทย์วิทยา นาควัชระ นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ กล่าวให้ความรู้ในเรื่องดังกล่าวว่า มุมมองของคนเรานั้นมีทั้งด้านบวก ด้านลบ หรือมองแล้วเฉยๆไม่รู้สึกอะไร (zero) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นฐานจิตใต้สำนึกของแต่ละคน "จิตของมนุษย์เป็นเหมือนก้อนหินลอยน้ำ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือจิตสำนึกหรือความรู้ตัว เป็นส่วนที่โผล่พ้นน้ำมี 5 เปอร์เซ็นต์ กับอีกส่วนหนึ่งคือจิตใต้สำนึก เป็นส่วนใต้น้ำที่มีมากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ มาจากการสะสมประสบการณ์ชีวิต ความคิด ความรู้สึกเอาไว้ทั้งลบและบวก"

แต่คนเรามักจำ เรื่องลบเอาไว้มากกว่า คนไทยเลี้ยงลูกด้วยการตำหนิ กลัวชมแล้วเหลิง หรือไม่ก็ชมไม่เป็น มักนำไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ หรือด่าว่าด้วยถ้อยคำรุนแรง สิ่งเหล่านี้จะถูกเก็บไว้ในจิตใต้สำนึก เมื่อเติบโตขึ้น เวลาเราคิดถึงอะไรก็คิดติดลบตลอดเวลา และรู้สึกว่าตนเองได้รับความรักไม่เพียงพอ แม้จะอยู่กับผู้คนมากมาย แต่ประสบการณ์ชีวิตทำให้รู้สึกว่ามีคนรักตนเองน้อย จึงเหงา ว้าเหว่ ไม่เชื่อมั่น ไม่ภาคภูมิใจในตนเอง" ทั้งหมดนี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญและที่มาของความคิดเชิงลบในที่สุด

 



1.วิธีการเลี้ยง

1.1วิธีการเลี้ยงลุกของคนไทย คือ คนไทยส่วนใหญ่เอาใจใส่ลูกทำทุกๆอย่างเพื่อลูกเด็กไทยก็เลยติด
พ่อ แม่ หรือผู้ที่เลี้ยงดูใกล้ชิด ทำให้เด็กไทยทำอะไรตัวคนเดียวไม่ได้

1.2วิธีการเลี้ยงลูกของคนญี่ปุ่น คือ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เมื่อรุ้ว่าตนเองตั้งครรภ์ก็จะลาออกจากงาน
เพื่อทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้ลูก และจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จนลูกอายุ2ปีแล้วค่อยปล่อยลูกให้ลูกแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รับผิดชอบชีวิตด้วยตนเอง ดังนั้นเด้กชาวญี่ปุ่นจึงมีความขยัน อดทน และพึ่งพาตนเองได้

2.เพราะเหตุใดจึงแตกต่างกัน
ตอบ วิธีการเลี้ยงลูกของคนไทย-ญี่ปุ่น แตกต่างตรงที่ว่า แม่ชาวญี่ปุ่นจะให้อิสระแก่ลูก ให้ลูกกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกตั้งแต่เล็กๆ หัดให้ลูกช่วยตนเอง รับผิดชอบตนเอง ผิดกับคนไทยที่จะให้ลูกอยู่แต่ในกรอบที่พ่อ แม่กำหนดไว้ทำให้ลูกไม่รู้จักโต ต้องขอเงินพ่อ แม่ใช้อยู่ตลอด ไม่แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง เด็กไทยจึงขาดความเป็นผู้นำ

3.ผลที่ออกมาลักษณะของเด็กแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร
ตอบ แตกต่าง เพราะเด็กไทยโตขึ้นมาถึงจะอายุมากแต่ก็ติดพ่อ แม่ และยังขอเงินพ่อ แม่ใช้เหมือนเดิม ส่วนเด็กญี่ปุ่นจะมีความอดทน ความเป็นผู้นำสูง ขยัน และกล้าคิด กล้าทำ กล้าต่อสู้กับปัญหาด้วยตนเอง

4.หากคนไทยนำวิธีการเลี้ยงแบบนี้มาเลี้ยงลูกอะไรจะเกิดขึ้น
ตอบ เด็กไทยจะมีความเป็นผู้นำสูง กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกและกล้าเผชิญกับปัญหา

5.ผลที่ตามมาดีหรือไม่ดี เหมาะสมกับสังคมไทยหรือไม่ อย่างไร
ตอบ ดีและเหมาะสมกับสังคมไทย เพราะ สังคมไทยต้องการความเป็นผู้นำสูงจะได้นำพาประเทสชาติเจริญรุ่งเรือง เนื่องจากคนไทยมีความคิด ความกล้า เป็นของตนเอง



Credit : http://fangwittayayon.net/profiles/b...BlogPost:57513

VOTED BY: Shu, Min Min, manii mandel, Plooto, falafel, Lada Story, manaw, Arachani, SATSUKI, MaENNo2, nama, Siegheil HeilHitler, น้องตังเม ณ๊ะ ระยอง, Psychosocial, Aazeen, berrynaka, KPhim
 
โหวตให้กระทู้นี้ >>
มีผู้เข้าชมแล้ว 64,691 ครั้ง, โหวตแล้ว 133 ครั้ง / 622 คะแนน
โพสท์โดย: ลูกชายนายอำเภอ ดู Hot Topic อื่นๆของ ลูกชายนายอำเภอ
20:21 - 31 มีนาคม 2555
แจ้งลบ
 

Comment!  

   
 
 
   
18:44 - 29 เมษายน 2557 +LIKE disLIKE
99 อุซึมากิ นารูโตะอุซึมากิ นารูโตะ fb

วัฒนธรรม ที่ผมไม่ยอมรับมากที่สุด คือ การห้ามเถียงผู้ใหญ่ เหมือนกันเวลาเข้าปฏิบัติงาน ห้ามเถียงนาย จะถูกจะผิด เราก็ คือ ผู้ใหญ่ถูกตลอด ความคิดถูกหมด โดยที่ไม่ฟังความคิดเห้นของคนอื่นเลย เป้นการปกครองโดยระบอบเผด็จการ ซึ่งผมเกลียดที่สุด ผมเป็น เป็น หัวหน้า ผมก็ชอบที่จะรับฟังความเห็นของทุกๆคน เพราะมันทำให้เราคิดได้ ฉลาดขึ้น เป็นที่รักของคน และเวลาคุย กับใคร ก้รู้เรื่อง ถ้าผมผิด ผมอนุญาตให้ทุกคน เถียงผมได้เลย โดยต้องอธิบายได้ว่า ผมผิดตรงไหนและต้องอก้ตรงไหน แจ่ปารปกครองไทย ปัจจุบันนี้ มีประชาธิปไตย แค่ชื่อ แต่เป้นการปกครองเผด้จการเสียส่วนใหญ่ ซึ่งทำให้ความคิดของและความเจริญก้าวหน้านั้นหาไม่ได้เลย

ตอบความคิดเห็นนี้
23:32 - 31 ตุลาคม 2556 +LIKE disLIKE
98 Por Chayanun

ใช่ที่สุดถูกต้องที่สุด

ตอบความคิดเห็นนี้
เนื้อหาถูกโพสท์โดยสาธารณชน แสดงบนเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ
 
QUICK LINK
CONTACT US
ADVERTISE
    2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010 2011 2012 2013   2014
Postjung