เข้าสู่ระบบ:
  [ลืมรหัสผ่าน] [สมัครสมาชิกฟรี]   
เมื่อวานนี้มีผู้เข้าชมเว็บโพสท์จัง 354,061 คน / 2,146,457 หน้า
Webboard

เรื่องของ ยักษ์

ยักษ์ปรากฏให้คนไทยทั่วไปได้รู้จักครั้งแรก ในหน้าบทเรียน วรรณคดีไทย เรื่องรามเกียรติ์ โดยเฉพาะตัวทศกัณฐ์ ซึ่งสวมบทบาท ของฝ่ายอธรรม เข้าต่อกร กับกองทัพ ฝ่ายธรรมะ ของพระราม และพระลักษมณ์ กระทั่งหลายคน เหมารวมไปว่า ขึ้นชื่อว่า “ยักษ์” จะต้องเป็นผู้ร้าย ไปเสียทั้งหมด
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด                   


หากได้ศึกษาลึกลงในรายละเอียดจะพบว่า ในเหล่าของยักษ์เอง ยังแบ่งเป็นฝ่ายขาว (ธรรมะ) และฝ่ายดำ (อธรรม) ฉะนั้น แค่เพียงภาพลักษณ์ อันน่ากลัว และน่าเกรงขามภายนอก คงไม่สามารถ ใช้ตัดสินตัวตน ที่แท้จริงของยักษ์แต่ละตนได้ จึงต้องหันมาพิจารณา ที่บทบาท และการกระทำเป็นสำคัญ

นอกจากจะอยู่ในวรรณคดีไทยอันเลื่องชื่อแล้ว ยักษ์ออกมามีบทบาท ทางความเชื่อ ของคนไทย ตั้งแต่สมัยอยุธยา ในเรื่องของผู้พิทักษ์ รักษาความดี และปัดป้องความชั่วร้าย ไม่ให้ย่างกรายเข้ามาใกล้ได้ กระทั่งมีการสร้าง รูปหล่อ ของยักษ์เอาไว้ หน้าทางเข้า พระอุโบสถของวัด

ยักษ์ในวัด

วัดอรุณราชวรารามหรือวัดแจ้ง คงจะขึ้นชื่อในเรื่องยักษ์มากที่สุด เพราะยักษ์ทั้งสองคือ สหัสเดชะ (ตัวสีขาว) และทศกัณฐ์ (ตัวสีเขียว) ล้วนมีส่วนสร้างตำนานท่าเตียนอันเลื่องชื่อ ก่อนจะมายืนบำเพ็ญตน อย่างสงบ มือถือตะบองใหญ่ เป็นอาวุธ อยู่หน้าซุ้ม ยอดมงกุฎของวัด

แต่ทั้งสหัสเดชะและทศกัณฐ์ที่เห็นในปัจจุบัน ล้วนเป็นฝีมือของช่าง ในสมัยรัชกาลที่ ๓ โดยถอดรูปลักษณ์ อย่างวิจิตรตระการตา ตามลักษณะหัวโขนไทย มิใช่ตัวต้นแบบ ที่สร้างขึ้น โดยหลวงเทพรจนา (กัน) ซึ่งถือเป็นบรมครู ทางฝีมือช่างแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ไม่มีบันทึกบอกรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับสหัสเดชะและทศกัณฐ์รุ่นแรก ซึ่งพังมาด้วยอุบัติเหตุ ทางธรรมชาติ ว่ามีความแตกต่างจากยุคปัจจุบัน มากน้อยแค่ไหน แต่สันนิษฐานว่า น่าจะมีความงดงามทางศิลปะไม่แพ้กัน รวมทั้งสร้างขึ้นตามคติที่ว่า เพื่อใช้เป็นทวารบาลป้องกันสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง
ยักษ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ณ พระอารามหลวงแห่งนี้ นอกจากจะเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรแล้ว ยังเป็นศูนย์รวมของทวารบาล ซึ่งเป็นเหล่ายักษ์มากที่สุด ถึง ๑๒ ตน แต่ทั้งหมด มิได้สร้างขึ้นในคราวเดียวกัน สันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่ครั้งรัชกาล ๓ จำนวน ๘ ตน ก่อนจะมาซ่อมแซม และเพิ่มเติมในภายหลังอีก ๔ ตน

การปฏิสังขรณ์เกิดขึ้นในปลายรัชกาลที่ ๔ แต่ยังไม่ทันสำเร็จ และลุล่วงถึงสมัย รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชปรารภว่า กรุงรัตนโกสินทร์ สร้างจะครบร้อยปี ในพ.ศ. ๒๔๒๕ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ วัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นใหม่ ทั้งพระอาราม

นั่นรวมถึงรูปยักษ์เฝ้าประตูขนาดใหญ่เป็นคู่ๆ ซึ่งตัวถูกปั้นขึ้นด้วยปูน ก่อนจะประดับประดา ด้วยกระจกสีต่างๆ ซึ่งต่างจากยักษ์วัดอรุณราชวราราม ที่ตกแต่งภายนอก ด้วยกระเบื้องเคลือบ ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้มีการสร้าง ทวารบาลเพิ่มขึ้นภายนอกอีก ๔ ตน รวมทั้งหมดเป็น ๑๒ ตน ตามที่เห็นในปัจจุบัน

ยักษ์ในความเชื่อของคนไทย

คติความเชื่อเรื่องยักษ์ ในการเป็นผู้พิทักษ์ และปกป้องความชั่วร้าย ยังยืนหยัดอยู่ในใจ ของคนไทยทุกคน แม้จะมีใบหน้าอันปั้นปึ่ง ปราศจากรอยยิ้มอันเป็นมิตร แถมมีเขี้ยวขาวโผล่ขึ้นมาดูน่าหวาดหวั่น แต่รูปลักษณ์ดังกล่าว มิได้มีไว้ต่อสู้กับความดี อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด

ยิ่งไปกว่านั้น ยักษ์ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงสุภาษิตที่ว่า “อย่าได้ตัดสินคน แค่เพียงรูปโฉมภายนอก” เพราะภาพลักษณ์ อันหวานซึ้งที่มองเห็นด้วยตา อาจซ่อนพิษร้าย ชนิดคาดไม่ถึงเอาไว้ ฉะนั้นการคบหากัน ให้ทราบถึงเบื้องนิสัยอันแท้จริง ถือเป็นสิ่งสำคัญ

บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด                   


หากได้ศึกษาลึกลงในรายละเอียดจะพบว่า ในเหล่าของยักษ์เอง ยังแบ่งเป็นฝ่ายขาว (ธรรมะ) และฝ่ายดำ (อธรรม) ฉะนั้น แค่เพียงภาพลักษณ์ อันน่ากลัว และน่าเกรงขามภายนอก คงไม่สามารถ ใช้ตัดสินตัวตน ที่แท้จริงของยักษ์แต่ละตนได้ จึงต้องหันมาพิจารณา ที่บทบาท และการกระทำเป็นสำคัญ

นอกจากจะอยู่ในวรรณคดีไทยอันเลื่องชื่อแล้ว ยักษ์ออกมามีบทบาท ทางความเชื่อ ของคนไทย ตั้งแต่สมัยอยุธยา ในเรื่องของผู้พิทักษ์ รักษาความดี และปัดป้องความชั่วร้าย ไม่ให้ย่างกรายเข้ามาใกล้ได้ กระทั่งมีการสร้าง รูปหล่อ ของยักษ์เอาไว้ หน้าทางเข้า พระอุโบสถของวัด

ยักษ์ในวัด

วัดอรุณราชวรารามหรือวัดแจ้ง คงจะขึ้นชื่อในเรื่องยักษ์มากที่สุด เพราะยักษ์ทั้งสองคือ สหัสเดชะ (ตัวสีขาว) และทศกัณฐ์ (ตัวสีเขียว) ล้วนมีส่วนสร้างตำนานท่าเตียนอันเลื่องชื่อ ก่อนจะมายืนบำเพ็ญตน อย่างสงบ มือถือตะบองใหญ่ เป็นอาวุธ อยู่หน้าซุ้ม ยอดมงกุฎของวัด

แต่ทั้งสหัสเดชะและทศกัณฐ์ที่เห็นในปัจจุบัน ล้วนเป็นฝีมือของช่าง ในสมัยรัชกาลที่ ๓ โดยถอดรูปลักษณ์ อย่างวิจิตรตระการตา ตามลักษณะหัวโขนไทย มิใช่ตัวต้นแบบ ที่สร้างขึ้น โดยหลวงเทพรจนา (กัน) ซึ่งถือเป็นบรมครู ทางฝีมือช่างแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ไม่มีบันทึกบอกรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับสหัสเดชะและทศกัณฐ์รุ่นแรก ซึ่งพังมาด้วยอุบัติเหตุ ทางธรรมชาติ ว่ามีความแตกต่างจากยุคปัจจุบัน มากน้อยแค่ไหน แต่สันนิษฐานว่า น่าจะมีความงดงามทางศิลปะไม่แพ้กัน รวมทั้งสร้างขึ้นตามคติที่ว่า เพื่อใช้เป็นทวารบาลป้องกันสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง
ยักษ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ณ พระอารามหลวงแห่งนี้ นอกจากจะเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรแล้ว ยังเป็นศูนย์รวมของทวารบาล ซึ่งเป็นเหล่ายักษ์มากที่สุด ถึง ๑๒ ตน แต่ทั้งหมด มิได้สร้างขึ้นในคราวเดียวกัน สันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่ครั้งรัชกาล ๓ จำนวน ๘ ตน ก่อนจะมาซ่อมแซม และเพิ่มเติมในภายหลังอีก ๔ ตน

การปฏิสังขรณ์เกิดขึ้นในปลายรัชกาลที่ ๔ แต่ยังไม่ทันสำเร็จ และลุล่วงถึงสมัย รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชปรารภว่า กรุงรัตนโกสินทร์ สร้างจะครบร้อยปี ในพ.ศ. ๒๔๒๕ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ วัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นใหม่ ทั้งพระอาราม

นั่นรวมถึงรูปยักษ์เฝ้าประตูขนาดใหญ่เป็นคู่ๆ ซึ่งตัวถูกปั้นขึ้นด้วยปูน ก่อนจะประดับประดา ด้วยกระจกสีต่างๆ ซึ่งต่างจากยักษ์วัดอรุณราชวราราม ที่ตกแต่งภายนอก ด้วยกระเบื้องเคลือบ ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้มีการสร้าง ทวารบาลเพิ่มขึ้นภายนอกอีก ๔ ตน รวมทั้งหมดเป็น ๑๒ ตน ตามที่เห็นในปัจจุบัน

ยักษ์ในความเชื่อของคนไทย

คติความเชื่อเรื่องยักษ์ ในการเป็นผู้พิทักษ์ และปกป้องความชั่วร้าย ยังยืนหยัดอยู่ในใจ ของคนไทยทุกคน แม้จะมีใบหน้าอันปั้นปึ่ง ปราศจากรอยยิ้มอันเป็นมิตร แถมมีเขี้ยวขาวโผล่ขึ้นมาดูน่าหวาดหวั่น แต่รูปลักษณ์ดังกล่าว มิได้มีไว้ต่อสู้กับความดี อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด

ยิ่งไปกว่านั้น ยักษ์ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงสุภาษิตที่ว่า “อย่าได้ตัดสินคน แค่เพียงรูปโฉมภายนอก” เพราะภาพลักษณ์ อันหวานซึ้งที่มองเห็นด้วยตา อาจซ่อนพิษร้าย ชนิดคาดไม่ถึงเอาไว้ ฉะนั้นการคบหากัน ให้ทราบถึงเบื้องนิสัยอันแท้จริง ถือเป็นสิ่งสำคัญ

 

เรื่องของ ยักษ์

วิรุฬหก มีหน้าเดียว ใบหน้าสีขาบ (บางตำราบ่งว่าสีเขียวขาบ แต่บางตำรากลับบ่งว่า เป็นสีม่วงแก่) นัยน์ตาเหมือนจระเข้ ปากแสยะตาโพลง สวมมงกุฎยอดนาค ส่วนเครื่องประดับกายอื่นๆ ก็ล้วนแล้วแต่นาคอันมีพิษเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมด ครองเมืองมหาอันธการ อยู่ใต้พื้นดินระหว่างเขาตรีกูฏ แต่ด้วยใจภักดี ต่อพระอิศวร จึงเดินทางไปเฝ้าที่เขาไกรลาสปีละ ๗ ครั้ง และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่วิรุฬหกสำคัญผิด คิดว่าพระอิศวรประทับอยู่ข้างบน จึงถวายบังคมไปทุกขั้นบันได และถูกตุ๊กแก บนยอดเขาตัวหนึ่งร้องล้อเลียน ด้วยความโกรธ วิรุฬหกจึงถอดสังวาลนาคฟาดใส่ กระทั่งตุ๊กแกแหลกละเอียด ก่อนจะรีบรุดกลับไปยังกรุงบาดาลที่พำนัก และปล่อยให้เขาไกรลาสเอียงทรุด จากฤทธิ์ความโกรธนั้น ต่อมาทศกัณฐ์จึงเข้ามากอบกู้สถานการณ์ ให้คืนสู่สภาวะปกติ ด้วยการผลักเขากระทั่งตั้งตรงดังเดิม

วิรุฬหก มีหน้าเดียว ใบหน้าสีขาบ (บางตำราบ่งว่าสีเขียวขาบ แต่บางตำรากลับบ่งว่า เป็นสีม่วงแก่) นัยน์ตาเหมือนจระเข้ ปากแสยะตาโพลง สวมมงกุฎยอดนาค ส่วนเครื่องประดับกายอื่นๆ ก็ล้วนแล้วแต่นาคอันมีพิษเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมด ครองเมืองมหาอันธการ อยู่ใต้พื้นดินระหว่างเขาตรีกูฏ แต่ด้วยใจภักดี ต่อพระอิศวร จึงเดินทางไปเฝ้าที่เขาไกรลาสปีละ ๗ ครั้ง และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่วิรุฬหกสำคัญผิด คิดว่าพระอิศวรประทับอยู่ข้างบน จึงถวายบังคมไปทุกขั้นบันได และถูกตุ๊กแก บนยอดเขาตัวหนึ่งร้องล้อเลียน ด้วยความโกรธ วิรุฬหกจึงถอดสังวาลนาคฟาดใส่ กระทั่งตุ๊กแกแหลกละเอียด ก่อนจะรีบรุดกลับไปยังกรุงบาดาลที่พำนัก และปล่อยให้เขาไกรลาสเอียงทรุด จากฤทธิ์ความโกรธนั้น ต่อมาทศกัณฐ์จึงเข้ามากอบกู้สถานการณ์ ให้คืนสู่สภาวะปกติ ด้วยการผลักเขากระทั่งตั้งตรงดังเดิม

มังกรกัณฐ์ มีหน้าเดียว สีเขียว ปากขบตาจระเข้ สวมมงกุฎยอดนาค มือซ้ายถือตะบองเป็นอาวุธ แม้จะบทโดดเด่นอยู่ในรามเกียรติ์ แต่สิ่งสำคัญไปกว่านั้นคือ มังกรกัณฐ์เป็นภาพสะท้อนของกฎแห่งกรรม เพราะมีอดีตชาติเป็นควายทรพีนั่นเอง  ชาติเดิมคือทรพี แล้วกลับมาเกิดเป็นโอรสของพญาขรกับนางรัชฎาสูร ภายหลังพระบิดาสิ้นพระชนม์ จึงได้ครองกรุงโรมคัลสืบต่อมา กระทั่งอินทรชิต ทำพิธีชุบศรนาคบาศ  ทศกัณฐ์จึงได้ไหว้วานมังกรกัณฐ์ ออกไปรบขัดตาทัพพระราม แต่ลงไปในสมรภูมิรบได้ไม่เท่าไหร่ ก็ถูกพระรามแผลงศรทำลายรถทรง ไพร่พลกองยักษ์ล้มตายอย่าราบคาบ ส่วนมังกรกัณฐ์นั้นกระเด็นตกลงมาจากรถ จึงร่ายเวทมนตร์แบ่งร่างตัวเอง จนเต็มท้องฟ้า แต่ในที่สุดก็หนีไม่พ้นศรพระราม ซึ่งตรงเข้าเฉือนหัวมังกรกัณฐ์ตัวจริง จนขาดกระเด็น

อัศกรรณมาราสูร มีหน้าสีม่วงแก่ ๗ หน้า ๒ กร แบ่งเป็น ๒ ชั้นด้วยกัน ชั้นแรกเป็นหน้าปกติ ๑ หน้า และหน้าเล็กๆ  ๓ หน้า เรียงอยู่ตรงท้ายทอย ส่วนชั้นที่ ๒ เป็นหน้าเล็ก ๓ หน้า แสดงอาการปากขบตาโพลงหรือปากแสยะตาโพลงสวมชฎามนุษย์หรือมงกุฎชัย  ครองกรุงดุรัม เป็นผู้ขอทศคิรีวันและทศคิรีธร มาเป็นบุตรบุญธรรม เมื่อทราบข่าวว่า บุตรที่นำมาชุบเลี้ยงตายในศึกลงกา จึงเกิดความเดือดดาล และยกทัพมารบพุ่งหวังแก้แค้น กระทั่งพลาดท่าถูกพระราม แผลงศรตัดตัว ขาดจากกันแต่กลับไม่ตาย มิหนำซ้ำยังแยกร่าง กลายเป็นทวีคูณ ตามพรที่พระอิศวรประทานมาให้ พิเภกจึงบอกทางแก้ไขแก่พระราม ให้แผลงศรตัดเศียรทั้งหมดของอัศกรรณมาราสูร ก่อนบันดาลลมกรด กวาดร่างทิ้งลงแม่น้ำคงคา เจ้ากรุงดุรัมจึงสิ้นฤทธิ์ลง                

จักรวรรดิ มี ๔ พักตร์ ๘ กร ใบหน้ามีสีขาว ๔ หน้า แบ่งเป็น ๒ ชั้น ชั้นแรกเป็นหน้าปกติ ๑ หน้า ชั้นที่ ๒ เป็นหน้าเล็ก ๓ หน้า ปากแสยะตาโพลง แต่บางครั้ง ก็เห็นเป็นปากแสยะ ตาจระเข้ มีเขี้ยวโง้งแหลม สวมมงกุฎหางไก่  เป็นกษัตริย์แห่งกรุงมลิวัน สหายของทศกัณฐ์ ได้ร่วมมือกับ ไพนาสุริยวงศ์ (โอรสทัศฐ์) เข้ากอบกู้กรุงลงกา โดยยกทัพไปทำศึก และจับพิเภก ก่อนที่จะจัดพิธี มอบราชสมบัติกรุงลงกาคืน แก่ไพนาสุริยวงศ์ และให้นามใหม่ว่า ท้าวทศพิน  ต่อมา พระพรตจึงได้ยกทัพมาปราบ และยืดเยื้อมาถึงเมืองมลิวัน เกิดการต่อสู้อย่างต่อเนื่อง หลายครั้งหลายคราว แต่ก็ยังไม่สามารถ กำราบท้าวจักรวรรดิลงได้ กระทั่งพระพรต แผลงศรไปปักอก ส่วนแขน และขานั้นขาดสะบั้น ท้าวจักรวรรดิ จึงได้สำนึกผิด และขออโหสิกรรม

            

ทศคิรีวัน เพราะเป็นโอรสของทศกัณฐ์ที่เกิดกับนางช้าง ส่งผลให้มีหน้ายักษ์สีเขียว ทว่าปลายจมูก กลับเป็นงวงช้าง เช่นเดียวกับทศคิรีธร ปากขบตาจระเข้ แต่บางแห่งว่าตาโพลง สวมมงกุฎกาบไผ่ มือซ้ายถือตะบองเป็นอาวุธ  เป็นพี่ชายแท้ๆ ของทศคิรีธร ถือกำเนิดเมื่อครั้งทศกัณฐ์ แปลงกายเป็นช้าง ไปสมพาส (เสพสม) กับนางคชสาร ต่อมาท้าวอัศกรรณมาราสูร แห่งกรุงดุรัม เกิดความเอ็นดู จึงรับไปเลี้ยง เหมือนลูกแท้ๆ กระทั่งวันหนึ่ง ได้เดินทาง กลับไปหาทศกัณฐ์ ณ กรุงลงกา ทศกัณฐ์จึงแจ้งถึง ศึกครั้งใหญ่ กับพระราม พระลักษมณ์ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ทศคิรีวัน และน้องชาย จึงขอนำทัพหน้า เข้าต้านศึก โดยใช้ไพร่พลยักษ์ ที่ฟื้นคืนชีพขึ้น จากการประพรมน้ำทิพย์ ของนางมณฑามาจัดรูปขบวนเข้าต่อกร แต่สุดท้าย ก็ต้องพ่ายแพ้ และสิ้นชีพทั้งพี่น้อง

  

ทศคิรีวัน หน้าสีหงดินเหมือนกับสีกาย มี ๑ พักตร์ ๒ กร ปากขบตาจระเข้ แต่บางตำราว่า ตาโพลง ปลายจมูกเป็นงวงช้าง สวมมงกุฎกาบไผ่เหมือนกับทศคิรีวัน รวมทั้งมีบทบาทร่วมกัน ในการต่อสู้ ณ เมืองลงกา โดยอาสา เป็นทัพหน้าของศึกใหญ่ครั้งนี้  เป็นโอรสของทศกัณฐ์และนางคชสาร (ช้างพัง) มีพี่ชายร่วมท้องเดียวกันคือ ทศคิรีวัน ภายหลังถูกท้าวอัศกรรณมาราสูร แห่งกรุงดุรัมขอไปเลี้ยงดูในฐานะลูก กระทั่งเติบโต จึงเกิดความคิดถึงบิดาแท้ๆ จึงออกเดินทางไปเยี่ยมยังกรุงลงกา  แต่พอทราบข่าวจากทศกัณฐ์ว่า กำลังจะเกิดศึกครั้งใหญ่กับทัพพระราม จึงออกตัวอาสาเข้าร่วมรบในครั้งนี้ โดยถูกวางตำแหน่งเป็น ทัพคู่หน้าร่วมกับ ทศคิรีวัน เพื่อเข้าต้านการบุกรุกของทัพ พระลักษมณ์ และต้องสิ้นชีพ ด้วยศรของพระลักษมณ์ พร้อมกับทศคิรีวันผู้เป็นพี่ชาย   

       

สหัสเดชะ จะแสดงอาการปากแสยะโพลง สวมมงกุฎยอดชัย ใบหน้ามีสีขาว และเรียงหน้าเป็น ๔-๕ ชั้น ชั้นแรกเป็นหน้าปกติ ๑ หน้า และหน้าเล็กๆ เรียงกัน ตรงท้ายทอยด้านหลัง ๓ หน้า ส่วนชั้นที่ ๒ ๓ และ ๔ ทำเป็นหน้าเล็กๆ เรียงลดหลั่นกันไป ชั้นสุดท้ายมี ๒ ลักษณะคือ ถ้าไม่เป็นหน้ายักษ์ ก็เป็นหน้าพรหม  เป็นพันธมิตรของทศกัณฐ์ ที่มีอิทธิฤทธิ์สูง โดยมีเศียรถึงพันเศียร มีมือ ๒,๐๐๐ มือ มีตะบองวิเศษที่ชี้ต้นตายชี้ปลายเป็น รวมทั้งได้พรจากพระพรหม เมื่อรบกับใครก็ให้มีชัยชนะ พลในกองทัพฝ่ายตรงข้ามแตกกระจายไป อย่างไม่เป็นท่า  สหัสเดชะเข้ามาเกี่ยวพันกับศึกลงกา เมื่อมูลพลัมน้องชาย ได้ตายลงในการช่วยทศกัณฐ์รบ จึงตัดสินใจยกทัพหวังไปแก้แค้น แต่กลับถูกหนุมาน ลวงเอาตะบองวิเศษไปทำลาย และตัดเศียร ด้วยการเอาหางมัด จนขาดกระเด็น สหัสเดชะจึงสิ้นชีพลง  

 

อินทรชิต ส่วนใหญ่จะมีใบหน้าสีเขียว แต่ก็มีแบบใบหน้าสีทองเช่นกัน ปากขบตาโพลง เขี้ยวคุด ตอนเด็กสวมกะบังหน้ามีเกี้ยวรัดจุก ส่วนตอนโต สวมชฎามนุษย์ หรือชฎายอดกาบไผ่ สำหรับจอนหูนั้นมี ๒ แบบ คือ จอนหูแบบมนุษย์ และจอนหูแบบยักษ์  เป็นโอรสของทศกัณฐ์กับนางมณโฑ มีนิสัยดุร้าย และเกเร ถอดแบบมาจากพ่อ แต่เดิมชื่อ รณพักตร์ ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็น อินทรชิต เพราะไปรบกับพระอินทร์ จนได้ชัยชนะ ถือเป็นคู่ปรับของ พระราม และ พระลักษมณ์ ที่มีฤทธิ์เดชร้ายกาจ เนื่องจากได้พรจาก พระอิศวร พระพรหม และพระนารายณ์  แต่ที่สำคัญคือ พรจากพระพรหมว่า หากสิ้นชีพแล้ว เศียรจะตกถึงพื้นไม่ได้ มิฉะนั้น จะเกิดไฟไหม้ขึ้นทั่วทั้งจักรวาล ส่งผลให้ศึกครั้งสุดท้ายกับพระราม ต้องอาศัยองคต ไปนำพานจากพระพรหมธาดา มารองรับเศียรอินทรชิต หลังจากต้องศรของพระลักษมณ์ ณ เนินเขาจักรวาล    

สุริยาภพ มีสัณฐานรูปหน้าเหมือนอินทรชิต มิหนำซ้ำ ยังสวมชฎามนุษย์ยอดเดินหน เช่นเดียวกัน ใบหน้ามีสีแดงชาด ปากขบตาโพลง เขี้ยวมีลักษณะงอกงอลง ที่พิเศษคือ จอนหูนั้น มีทั้งแบบจอนหูมนุษย์ และจอนหูยักษ์  เป็นโอรสของพญายักษ์ชื่อ ท้าวจักรวรรดิกับนางวัชนีสูร มีอาวุธพิเศษประจำกาย อันเลื่องชื่อคือ เมฆพัท เป็นหอกที่มีฤทธิ์เดชเกรียงไกร สามารถพุ่งไปทำลายศัตรู หรือเป้าหมายซึ่งต้องการ ให้ราบคาบในชั่วพริบตา สุริยาภพ ปรากฏโดดเด่นในรามเกียรติ์ เมื่อพระพรต ยกทัพทำศึกกับเมืองมลิวัน จึงได้จับคู่ต่อสู้กับพระสัตรุต และได้พุ่งหอกเมฆพัทเข้าใส่ กระทั่งฝ่ายตรงข้ามสลบไป แต่พอวันรุ่งขึ้นต่อมาสุริยาภพกลับพลาดท่า ต้องศรพระพรตเข้าอย่างเต็มรัก และสิ้นชีพกลางสนามรบ

   

วิรุฬจำบัง มีหน้ายักษ์สีมอหมึกเพียง ๑ พักตร์ ปากขบตาจระเข้ สวมมงกุฎหางไก่ มี ๒ กร ส่วนร่างกายนั้นดำ ปากแดง มีความสามารถในการแปลงกาย และหายตัวได้สมชื่อ แต่ที่โดดเด่นมาก คงเป็นตอนที่ซ่อนตัวเป็นไรอยู่ในฟองน้ำ เพื่อหนี จากการติดตาม ของหนุมาน  ปรากฏบทเด่น เมื่อยกทัพไปช่วยทศกัณฐ์รบกับกองทัพพระราม สมทบกับ กองทัพของ ท้าวสัทธาสูร โดยใช้ความสามารถพิเศษ ในการหายตัวได้ ทั้งตน และ นิลพาหุ ม้าคู่ใจ เข้าฆ่าพลลิงในกองทัพพระราม ตายเกลื่อนกลาด  พระรามจึงแผลงศร ฆ่าม้านิลพาหุ ส่วนวิรุฬจำบังนั้น ได้นิมิตรตนเอง เป็นไรซ่อนตัวอยู่ในฟองน้ำ อยู่ ณ เชิงเขาอัศกรรณ กระทั่งหนุมานตามมาพบ จึงเกิดการต่อสู้ กันอย่างดุเดือด สุดท้าย วิรุฬจำบังถูกรัดด้วยหาง ของพญาลิง ก่อนหนุมานจะเหวี่ยงเข้าใส่เหลี่ยมเขา จนขาดใจตาย

ไมยราพณ์ มี ๑ พักตร์ ๒ กร ใบหน้า และลำตัวมีสีม่วงอ่อน ปากขบจระเข้ ส่วนมงกุฎนั้น แบ่งออกเป็น ๒ แบบด้วยกันคือ บางตำราบอกว่า สวมมงกุฎกระหนก แต่บางตำราชี้ว่า สวมมงกุฎหางไก่ มือขวาถือเครื่องสรรพยาเป่ากล้อง เอาไว้เป็นอาวุธ  ครองกรุงบาดาลภายหลังจากท้าวมหายมยักษ์ ผู้เป็นบิดาสิ้นพระชนม์ ชอบศึกษาวิชา จากพระฤๅษี จึงรู้เวทมนตร์สะกดทัพ มีสรรพยาเป่ากล้องเป็นอาวุธ และสามารถถอดดวงใจได้ จึงซ่อนเอาไว้ในหอยแมลงภู่ ก่อนนำไปเก็บไว้ ที่ยอดเขาตรีกูฏ  ครั้งหนึ่ง ทศกัณฐ์ได้เชิญไปช่วยรบกับพระราม ไมยราพณ์จึงใช้เวทมนตร์สะกดทัพ และลักพาตัวพระรามไปไว้ในเมืองบาดาล โดยใส่กรงเหล็กขังไว้ในดงตาล เพื่อรอต้ม แต่โชคดีที่ทหารเอก อย่างหนุมานเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน และฆ่า ไมยราพณ์ ตายในที่สุด

                                  

ข้อมูล นำมาให้ชมกัน  ขอบคุณเวป atcloud.com

จะแต่งงาน เชิญที่  Http://www.mydayweddingstudio.com

 
โหวตให้กระทู้นี้ >>
มีผู้เข้าชมแล้ว 6,828 ครั้ง, โหวตแล้ว 17 ครั้ง / 85 คะแนน
โพสท์โดย: ไฟร์ ดู Hot Topic อื่นๆของ ไฟร์
14:48 - 14 กันยายน 2554 (แก้ไขล่าสุด: 14:54 - 14 กันยายน 2554)
แจ้งลบ
กระทู้อื่นๆของ ไฟร์
ติดตามความบันเทิงจาก Postjung.com บนเฟซบุ๊ค
 

Comment!  

   
 
 
   
เนื้อหาถูกโพสท์โดยสาธารณชน แสดงบนเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ

คู่หูดูโอ้ "ตู่-เต้น" รอดคุก!! ศาลไม่ถอนประกัน ชี้พยานหลักฐานไม่พอ

ซุปเปอร์ฮีโร กวนตีน (พากย์นรก)

เจ็บจนเข้าใจ เพราะถึงแพ้ก็ไม่มีน้ำตา สุดยอดทั้งคู่

รุมยกย่อง "จ่ากระดูกเหล็ก" ถูกแก๊งยาถอยรถชน-ลืมเจ็บวิ่งไล่จับต่อ

คลิป ชัช บอดี้สแลม งัดห้อง ข่าวดัง!!

แฉ”อั้ม พัชราภา” วืดโฆษณา3ตัวเงินหาย10ล.
ดู Hot Topic
ทั้งหมด
 
QUICK LINK
CONTACT US
ADVERTISE
    2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010 2011 2012 2013   2014
Postjung