ตรวจหวย ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 Click (มาลุ้นผลหวยไปพร้อมกัน)
เข้าสู่ระบบ:
  [ลืมรหัสผ่าน] [สมัครสมาชิกฟรี]   
1,038,797   2,839,622
 

10 อภิมหาเศรษฐี 'อาเซียน' 2011

10 อภิมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดใน "อาเซียน" จากข้อมูลของฟอร์บส์นั้นปรากฏว่า เป็นชาวมาเลเซียมากที่สุดถึง 5 ราย  รองลงมา คือ ไทยและอินโดนีเซียที่มีมหาเศรษฐีติดโผชาติละ 2 ราย  และจากฟิลิปปินส์อีก 1 ราย โดยไม่พบว่า มีเศรษฐีกระเป๋าหนักจากบรูไน ดารุสซาลาม , สิงคโปร์, พม่า, เวียดนาม, ลาว และกัมพูชาติดโผท็อปเท็นแม้แต่รายเดียว



เริ่มต้นด้วยอันดับ10  เ
ตห์ ฮง เปียว  (มาเลเซีย)


ผู้ก่อตั้ง "พับลิค แบงค์"  ธนาคารใหญ่อันดับ 3 ของมาเลเซียในปัจจุบัน วัย 81 ปี มีทรัพย์สินในครอบครองทั้งสิ้น 4,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 141,680 ล้านบาท ถือเป็นบุคคลที่ร่ำรวยเป็นลำดับที่ 223 ของโลก และร่ำรวยน้อยที่สุดในลิสต์ "ท็อปเท็น" ที่เราหยิบยกมานำเสนอในครั้งนี้

นักการธนาคารชาวมาเลเซียผู้นี้ยังเป็นเจ้าของกิจการหนึ่งในบริษัทจัดการกองทุน "mutual fund"ที่ใหญ่ที่สุดใน มาเลเซีย และกำลังขยายธุรกิจบางส่วนเข้าไปยังกัมพูชาเพื่อต่อยอดความมั่งคั่ง รวมถึง ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน "แอลพีไอ แคปิตอล" บริษัทประกันชื่อดังที่ดำเนินกิจการทั้งในมาเลเซียและสิงคโปร์



อันดับ9  เก๊ก เหลง ชาน  (มาเลเซีย) 


หัวเรือใหญ่ วัย 70 ปี ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน แห่ง "Hong Leong Group" ในมาเลเซีย และ "Guoco Group" ซึ่งเป็นบริษัทด้านการลงทุนที่ไปจดทะเบียนในฮ่องกงผู้นี้  มีชื่อติดโผ"ท็อปเท็นมหาเศรษฐีอาเซียน" ในอันดับรองสุดท้ายจากมูลค่าทรัพย์สินรวม 4,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 144,625 ล้านบาท  พร้อมรั้งตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยเป็นลำดับที่ 219 ของโลก

อภิมหาเศรษฐีจากแดนเสือเหลืองรายนี้ยังได้ชื่อว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังโครงการพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมสุดหรูอีกนับไม่ถ้วนทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจของเขาที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ไม่แพ้ธุรกิจด้านการลงทุน



อันดับ8 ไมเคิล บัมบัง ฮาร์โตโน (อินโดนีเซีย)  


เจ้าพ่อแห่งอุตสาหกรรมยาสูบและนักการธนาคาร วัย 71 ปีจากแดนอิเหนารายนี้  เป็นบุคคลที่ฟอร์บส์ยกให้เป็นผู้มั่งคั่งลำดับที่ 208 (ร่วม) ของโลกจากมูลค่าทรัพย์สินล่าสุดที่ถือครองอยู่กว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 150,650 ล้านบาท ฮาร์โตโนเริ่มต้นสร้างฐานะด้วยการรับช่วงต่อในการบริหารกิจการจากบิดาของเขา ในฐานะผู้ผลิตยาสูบรายใหญ่อย่าง "Djarum" แต่ทว่าเขากลับร่ำรวยขึ้นแบบก้าวกระโดดจากกิจการของธนาคารเซ็นทรัล เอเชีย ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นธนาคารเอกชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย ทั้งยังเป็นเจ้าของสวนปาล์มน้ำมันเนื้อที่กว่า 65,000 เฮคตาร์ในเขตกาลิมันตันตะวันตก ตลอดจนมีธุรกิจห้างสรรพสินค้าและโรงแรมสุดหรู "Grand Indonesia" ใจกลางกรุงจาการ์ตาอีกด้วย



อันดับ7  ลี ชิน เชง (มาเลเซีย) 


มหาเศรษฐีวัย 72 ปีจากแดนเสือเหลืองรายนี้ เป็นเจ้าของกลุ่มบริษัท "IOI Group" หนึ่งในผู้ผลิตปาล์มน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นหนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของมาเลเซียเช่นกัน เขามีทรัพย์สินเป็นมูลค่ารวมกันราว 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เท่ากับไมเคิล ฮาร์โตโนจากอินโดนีเซีย เชงถือเป็นบุคคลที่ร่ำรวยเป็นลำดับที่ 3 ของมาเลเซีย และเป็นอันดับที่ 208 (ร่วม) ของโลก

และข้อมูลสำคัญประการหนึ่งที่หลายท่านอาจยังไม่ทราบเกี่ยวกับเชงก็คือ การที่เขาต้องออกจากโรงเรียนกลางคันตั้งแต่อายุได้เพียง 11 ปีเพื่อออกมาทำงานช่วยเหลือครอบครัวที่มีฐานะไม่สู้ดีนัก และเขาเคยตกระกำลำบากถึงขั้นที่ต้องตระเวนปั่นจักรยานขายไอศกรีมนานกว่า 4 ปี  ก่อนที่จะมีโอกาสได้กลับมาศึกษาต่ออีกครั้งในภายหลังจนจบชั้นมัธยมศึกษา



อันดับ6  เฉลียว อยู่วิทยา (ประเทศไทย) 


ถือเป็นอภิมหาเศรษฐีจากภูมิภาคอาเซียนอีกรายที่มีมูลค่าทรัพย์สินรวมอยู่ที่ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และถูกจัดอันดับให้เป็นบุคคลผู้ร่ำรวยลำดับที่ 208 (ร่วม) ของโลกเช่นกัน  โดยข้อมูลของฟอร์บส์ระบุว่าในปี 2011 นี้ เฉลียว วัย 79 ปี ถือเป็นบุคคลที่ร่ำรวยเป็นลำดับที่ 2 ของไทย

เฉลียวเริ่มต้นเส้นทางการเป็นหนึ่งในอภิมหาเศรษฐีชื่อก้องโลกจากการก่อตั้งบริษัท "ที.ซี. ฟาร์มาซูติคอลส์" ก่อนจะหันไปผนึกกำลังกับ  "ดีทริช มาเทชิตซ์"  เศรษฐีออสเตรียเมื่อกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมาเพื่อสร้างตำนานเครื่องดื่มให้พลังงานชื่อกระฉ่อนในนาม " Red Bull" ที่ทั่วโลกรู้จักกันเป็นอย่างดีและมียอดขายไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปีที่ผ่านมา พร้อมเตรียมเดินหน้าบุกตลาดสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเต็มตัวในปีนี้

ข้อมูลของฟอร์บส์ระบุว่า เฉลียวและดีทริช มาเทชิตซ์ถือหุ้นในบริษัท " Red Bull" คนละ 49 เปอร์เซ็นต์  ขณะที่ "เฉลิม อยู่วิทยา" บุตรชายของเขาซึ่งเป็นเจ้าของกิจการของ "สยาม ไวเนอรี" ผู้ผลิตไวน์รายใหญ่ของไทย   เป็นผู้ถือหุ้นอีก 2 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือใน " Red Bull"



อันดับ5  อาร์. บูดี ฮาร์โตโน (อินโดนีเซีย)  


อาร์. บูดี วัย 70 ปีถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 208 (ร่วม) ของโลกจากการมีมูลค่าทรัพย์สิน 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เช่นกัน เขาและพี่ชาย คือ ไมเคิล ฮาร์โตโน  เริ่มต้นสร้างฐานะด้วยการรับช่วงต่อในการบริหารกิจการจากบิดา ในฐานะผู้ผลิตยาสูบรายใหญ่อย่าง "Djarum" แต่กลับร่ำรวยขึ้นแบบก้าวกระโดดจากกิจการของธนาคารเซ็นทรัล เอเชีย ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย ทั้งยังเป็นเจ้าของสวนปาล์มน้ำมัน 65,000 เฮคตาร์ที่กาลิมันตันตะวันตก   ตลอดจนมีธุรกิจห้างสรรพสินค้าและโรงแรมสุดหรู "Grand Indonesia" ใจกลางกรุงจาการ์ตา



อันดับ4  เฮนรี ซาย (ฟิลิปปินส์) 


เฮนรี  ซายได้ชื่อว่าเป็นบุคคลร่ำรวยที่สุดในฟิลิปปินส์และร่ำรวยเป็นลำดับที่ 173 ของโลก ปัจจุบันมีอายุ 86 ปีและมีมูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้นกว่า 5,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เขาเริ่มต้นจากการเป็นเด็กเฝ้าร้านสะดวกซื้อของบิดาซึ่งอพยพมาจากจีน จากนั้นจึงได้เริ่มทำกิจการร้านขายรองเท้าขนาดเล็กในกรุงมะนิลา ซึ่งถือเป็นบันไดขั้นแรกในเส้นทางสายธุรกิจ ก่อนที่เขาจะกลายเป็นเจ้าของ "SM Prime" บริษัทค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในฟิลิปปินส์ และเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าอีกอย่างน้อย 39 แห่งทั่วประเทศ

ข้อมูลของฟอร์บส์ระบุว่า เขากำลังมีแผนขยายอาณาจักรธุรกิจของตนไปยังจีน และมีแผนทุ่มเงินกว่า 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพื่อ "ก่อสร้างคาสิโนยักษ์" ที่มีกำหนดจะเปิดให้บริการภายในปีนี้ในกรุงมะนิลา



อันดับ3  ธนินท์ เจียรวนนท์ (ประเทศไทย)  


"เจ้าสัวธนินท์" วัย 71 ปี แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ เจ้าของตำแหน่งบุคคลผู้ร่ำรวยเป็นลำดับที่ 152 ของโลก และร่ำรวยเป็น "ลำดับที่ 3 ในภูมิภาคอาเซียน" ด้วยมูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 195,290 ล้านบาท เริ่มต้นสร้างความยิ่งใหญ่จากธุรกิจที่ผูกติดอยู่กับภาคการเกษตร ก่อนจะมีการขยายแตกไลน์ธุรกิจไปอีกหลายประเภททั้งร้านค้าสะดวกซื้อ "7-Eleven" ,บริษัทซีพี ออลล์ รวมถึง การเป็นเจ้าของบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ใหญ่อันดับ 3ของไทยในขณะนี้



อันดับ2  อนันดา  กริชนัน (มาเลเซีย)     


อภิมหาเศรษฐีลำดับที่ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และลำดับที่ 93 ของโลกรายนี้เป็นชาวมาเลเซียเชื้อสายทมิฬ ปัจจุบันอายุ 73 ปี มีมูลค่าทรัพย์สินในครอบครองไม่ต่ำกว่า 9,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเกือบ 285,430 ล้านบาท กริชนันมีวันนี้ได้เพราะความสำเร็จที่เขาได้รับจากธุรกิจด้านการสื่อสารโทรคมนาคมนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย รวมถึง ธุรกิจดาวเทียมสื่อสาร "Astro All Asia Networks" และบริษัทรับพนันชื่อดังอย่าง "Tanjong" เป็นต้น



อันดับ1  รอเบิร์ต ก๊วก (มาเลเซีย)      


และแล้วก็มาถึงบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็น "อภิมหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่ง" แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รอเบิร์ต ก๊วก วัย 87 ปีชาวมาเลเซียซึ่งมีถิ่นพำนักหลักอยู่ในฮ่องกงผู้นี้ ถูกยกให้เป็นผู้ที่ร่ำรวยเป็นลำดับที่ 61 ของโลก  ด้วยมูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 375,250 ล้านบาท ก๊วกเริ่มต้นเส้นทางการเป็นมหาเศรษฐีจากธุรกิจการค้าน้ำตาลและปาล์มน้ำมัน  ก่อนจะขยายธุรกิจไปสู่ภารการขนส่งสินค้าและอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงเป้นเจ้าของบริษัทประเภทโฮลดิงอีกอย่างน้อย 3 แห่งทั้งในมาเลเซีย สิงคโปร์และฮ่องกง ทั้งยังเป็นผู้ครอบครองกิจการของ "South China Morning Post" หนังสือพิมพ์รายวันที่ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อมีกำไรสูงที่สุดของวงการสื่อสิ่งพิมพ์โลกมาแล้ว.

 

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก  "ฟอร์บส์" นิตยสารด้านธุรกิจและการเงินอันเก่าแก่แห่งเมืองลุงแซม ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1917 ได้เปิดเผยผลการจัดอันดับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกประจำปี 2011...  ด้วยครับ

 


 

ปล. กระทู้ผมเปิดรับความคิดเห็นได้ทุกรูปแบบครับ จะเม้นเห็นด้วย เม้นไม่เห็นด้วยไม่ว่ากันครับ โดยเฉพาะเกรียน ผมใจกว้างครับ

 
โหวตให้กระทู้นี้ >>
มีผู้เข้าชมแล้ว 18,379 ครั้ง, โหวตแล้ว 40 ครั้ง / 173 คะแนน
โพสท์โดย: ไม่สนิทอย่าคิดเล่น ดู Hot Topic อื่นๆของ ไม่สนิทอย่าคิดเล่น
15:49 - 17 สิงหาคม 2554
แจ้งลบ
 

Comment!  

   
 
 
   
เนื้อหาถูกโพสท์โดยสาธารณชน แสดงบนเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ
 
QUICK LINK
CONTACT US
ADVERTISE
    2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010 2011 2012 2013   2014
Postjung