เข้าสู่ระบบ:
  [ลืมรหัสผ่าน] [สมัครสมาชิกฟรี]   
384,138   1,618,739
 

การรบแห่งชาร์วินดาห์ Battle of Chawinda

ธงชาติอินเดีย

การรบแห่งชาร์วินดาห์
Battle of Chawinda

ธงชาติปากีสถาน

 

ทหารราบพร้อมรถถังปากีสถาน ขณะรุกคืบระหว่างการรบแห่งชาร์วินดาห์

การรบแห่งชาร์วินดาห์
เป็นส่วนหนึ่งของ: สงครามอินเดีย-ปากีสถาน ปี 1965
วันเวลา การรบจริง :6 22 กันยายน, 1965
สถานที่ ชาร์วินดาห์, ปากีสถาน
ผลการรบ ปากีสถานได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด
คู่สงคราม
อินเดีย
 ปากีสถาน
ผู้บัญชาการ
พี.โอ ดันน์
ติกกา ข่าน
กำลังพล

รถถัง 1,700 คัน
ทหารราบ 80,000 คน (ช่วงแรก)
ทหารราบ 150,000 คน (ช่วงท้าย) [ต้องการการยืนยัน]

รถถัง 600 คัน,
ทหารราบ 30,000 คน (ช่วงแรก)
รถถัง 1000 คัุน,
ทหารราบ 110,000 คน (ช่วงท้าย)[ต้องการการยืนยัน]

 

สารบัญ

กองกำลัง

การรบ

ผลการรบ

บรรณานุกรม

Tips:หลังจากกดหัวข้อแล้วต้องการ
กลับมาที่สารบัญให้กดปุ่มBackspace

คุยกับนายแทนอาร์มี่

     หลังจาก อินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ ประเทศหาได้อยู่ในความสงบไม่ ความเกลียดชังกันระหว่าง ชาวมุสลิม กับ ชาวฮินดู ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน จนในที่สุดชาวมุสลิมต้องแยกตัวออกมาจากอินเดีย ก่อตั้งประเทศปากีสถานขึ้นมา

     แต่ถึงจะแบ่งแยกแผ่นดินกันอยู่ ความขัดแย้งก็ยังหาได้หมดลงไปไม่ ทั้งสองประเทศยังต้องขัดแย้งกันเรื่องดินแดน โดยเฉพาะที่แคว้นแคชเมียร์ ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่าเป็นของตน และต่างก็ต้องการหมดทั้งแคว้น นอกจากนี้ชาวแคว้นเองก็ไม่ต้องการที่จะรวมอยู่กับใครทั้งนั้น อินเดีย และ ปากีสถาน จึงต้องทำสงครามรบราฆ่าฟันกันมาตลอด แต่จนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่มีฝ่ายใดที่จะครองอำนาจเหนือแคว้นแคชเมียร์ได้เลย

     การรบที่ใช้รถถังจำนวนมากเข้าปะทะกันในสงครามนี้คือ การรบแห่ง ชาร์วินดาห์ ซึ่งฝ่ายปากีสถานได้รับชัยชนะ แทนอาร์มี่จึงได้เขียนเรื่องนี้ขี้น เนื่องจากไม่่ค่อยที่จะทราบเกี่ยวกับการรบ ระหว่างอินเดีย-ปากีสถานมาก่อน และคิดว่าหลายๆท่านอยากทราบเช่นกันครับ

แทนอาร์มี่ TANARMY
อาทิตย์ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๒

 

กองกำลัง

     การรบแห่งชาร์วินดาห์ เกิดขึ้นระหว่าง การรณรงค์ที่ ไสอัลกอต (Sialkot Campaign) ในสงครามอินเดีย-ปากีสถาน ปี 1965 และเป็นหนึ่งในการรบด้วยรถถังจำนวนมาก (largest tank battles) หรือสงครามรถถัง ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากสงครามรถถังครั้งใหญ่ที่เคิร์สค์ (Battle of Kursk) ระหว่างกองทัพรถถังของโซเวียต กับ นาซีเยอรมัน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ฝ่ายอินเดีย
     
มีนายพลดันน์ (General Dunn) เป็นผู้บัญชาการ เหล่าทัพที่ 1 (I Corps Indian Army) ซึ่งมีการจัดหน่วยดังนี้

     กองพลยานเกราะ ที่ 1 (1 Armoured Division)
     กองพลภูเขา (6 Mountain Division)
     กองพลที่ 14 และ 26 (14 Division and 26 Division)

ฝ่ายปากีสถาน
     คาดว่ากองทัพปากีสถานได้จัดทัพมาผลักดันอินเดียออกไปดังนี้

     กองพลที่ 15 (15 Division)
     กองพลยานเกราะที่ 6 (6 Armoured Division) รวมกันแล้วเทียบเท่า
     หนึ่งกลุ่มกองทัพน้อย (armoured brigade group)
     เหล่าปืนใหญ่ที่ 4 (4 Corps Artillery)

     ซึ่งในภายหลังยังได้รับกำลังหนุนดังนี้

     กองพลทหารราบที่ 8 (8 Infantry Division)
     กองพลยานเกราะที่ 1 (1 Armoured Division)

เหล่านายพลของอินเดียถ่ายรูปคู่กับซากรถถังเชอร์แมนของปากีสถาน

 

เอ็ม 47 แพ็ตตัน

เอ็ม 48 แพ็ตตัน

    โดยได้ถูกส่งไปยังเขตชา ร์วินดาห์ ทำการสู้รบรอบๆหมู่บ้าน กัดกอล (Gadgor) การต่อสู้ระหว่าง กองพลยานเกราะที่ 1 อินเดีย กับ กรมทหารม้าที่ 25 ปากีสถาน ปรากฏว่าการบุกของอินเดีย ต้องถูกทำให้หยุดชะงักลง

การรบ

     สาเหตุที่กองทัพอินเดียไม่สามารถไปสู่ คลองบีอาร์บี (BRB Canal) เพื่อรุกยันข้าศึกที่แนวหน้าลาฮอร์ (Lahore front) มาจากการที่อินเดียมุ่งเน้นไปที่การผลักดันหลัก ในชื่อว่า ยุทธการเนปาล (Operation 'Nepal') ในแนวรบไสอัลกอต (Sialkot sector) โดยมุ่งหมายที่จะโจมตียึด ถนนซึ่งเป็นกุญแจสำคัญชื่อ แกรนด์ ตรังค์ (Grand Trunk Road) ซึ่งตั้งอยู่รอบๆ วาซิราบัด (Wazirabad)

     กองกำลังเข้าตี (striking force) ของอินเดียใช้ เหล่าทัพที่ 1 อันประกอบไปด้วย กองพลยานเกราะที่ 1 สนับสนุนด้วย กองพลทหารราบที่ 14 และ กองพลภูเขาที่ 6 ในวันที่ 7 กันยายน ทหารราบก็ถูกส่งไปประชิดชายแดน ทำให้ปากีสถานเข้าใจทันทีว่า นี่เป็นการระดมพลเตรียมโจมตี เป็นการข่มขู่คุกคาม ดังนั้น ฝ่ายปากีสถานจึงต้องระดมพลบ้าง ด้วยการส่งกองกำลังมา 2 กรม ได้แก่ กองพลยานเกราะที่ 6 จาก ชาฮับห์ (Chhamb) มุ่งสู่แนวรบไสอัลกอต เพื่อสนับสนุน กองพลทหารราบที่ 7

     ภายในกองพลยานเกราะประกอบไปด้วย กองพันรถถังพิฆาตรถถังอิสระ (independent tank destroyer squadron) ซึ่งมีรถถังเป็นจำนวนมากถึง 135 คัน เป็นรถถัง เอ็ม 47,เอ็ม 48 แพ็ตตัน (M47 and M48 Pattons) 24 คัน,รถถัง เอ็ม36บี1 (M36B1s) 15 คัน ส่วนที่เหลือเป็นรถถังเชอร์แมน (Shermans) รถถังแพ็ตตันได้ถูกจัดอยู่ใน กรมทหารม้าที่ 25 (25th Cavalry Regiment) ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาใหม่ บัญชาการโดย พันโท นิสซาร์ (Lt. Col. Nisar)

เอ็ม36บี1

 

     ฝ่ายอินเดียได้ วางแผนไว้ว่า จะรุกตอกลิ่มเข้าไประหว่างไสอัลกอต โดยเชื่อว่า กองพลยานเกราะที่ 6 ปากีสถาน ซึ่งประจำอยู่ที่ชาร์วินดาห์ในขณะนั้น แท้จริงแล้วมีกำลังอยู่แค่ระดับกรมเดียวเท่านั้น เมื่อคิดดังนี้อินเดียจึงรีบร้อนส่ง กองพลยานเกราะที่ 1 กับ กองพลน้อยทหารราบรถบรรทุกที่ 43 (43rd Lorried Infantry Brigade) สนับสนุนด้วยรถถังหนึ่งกรม ทำการโจมตีที่ แก็ต (Gat) ส่วนการเข้าตีหลักของกองพลยานเกราะที่ 1 จะกระทำต่อ ฟิลอลาห์ (Phillaura)

     ขบวนรถถังอินเตียได้รับความเสียหายพอสมควร จากการโจมตีของกองทัพอากาศปากีสถาน แต่สำหรับขบวนรถบรรทุกทหารราบอินเดีย ได้รับความเสียหายอย่างหนัก จากการโจมตีอย่างแม่นยำของเครื่องบินปากีฯ ภูมิประเทศบริเวณนี้ก็แตกต่างจากรอบๆลาฮอร์ และเต็มไปด้วยฝุ่น ทำให้กรมทหารม้าที่ 25 ปากีฯ สามารถเห็นขบวนทัพอินเดียที่กำลังเข้ามาใกล้ ได้ตั้งแต่ไกล จากฝุ่นที่ตลบขึ้นเป็นทาง บนถนนสาย ชาร์วาห์-ฟิลอลาห์ (Charwah-Phillaura road)

เอฟ 86 ของกองทัพอากาศปากีสถาน

    ฝ่ายอินเดียเริ่มการโจมตีอีกครั้งในวันที่ 10 กันยายน ด้วยกำลังหลายกองพล และเป็นจำนวนมาก ทำการโจมตีอย่างหนัก จนสามารถผลักดันให้กองกำลังของปากีสถาน ถอยกลับไปยังฐานที่ชาร์วินดาห์ได้เป็นผลสำเร็จ แต่เมื่อฝ่ายอินเดียหยุดทัพ ก็ถูกปากีฯตีโต้ที่ ฟิโลลาห์ (Phillorah) เป็นการขับไล่ที่ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียอย่างหนัก เมื่อยึดพื้นที่ได้แล้วปากีฯก็รีบสร้างแนวป้องกัน และยึดไว้เป็นที่มั่นซึ่งตั้งอยู่ในจุดที่อันตรายมาก เพราะมีกำลังพลต่างจากอินเดียถึง 10 ต่อ 1

    

 

 

     แต่ทว่ากำลังหนุนก็มาถึง ที่ตั้งของปากีฯ นั้นคือ กองพลน้อยอิสระ 2 กองพลจากแคชเมียร์ (Kashmir) กองพลทหารราบที่ 8 และที่สำคัญคือ กองพลยาน เกราะที่ 1 หลายวันต่อมาปากีฯก็สามารถขับไล่อินเดีย ซึ่งเข้าโจมตีชาร์วินดาห์ได้สำเร็จ อินเีดียจึงแก้มืออีกครั้งในวันที่ 18 กันยายน ด้วยการรุกขนาดใหญ่ ด้วยกองพลยานเกราะที่ 1 และกองพลภูเขาที่ 6 แต่แล้วก็ต้องถูกปากีฯต้านทานอย่างหนัก กองพลยานเกราะที่ 1 ได้รับความเสียหายจากการเข้าตี จนต้องออกจากการรบไป ส่วนทหารกองพลภูเขาที่ 6 ก็ต้องแตกกระเจิงที่หน้าแนวตั้งรับของปากีฯ

 

รถถัง เอเอ็มเอ็กซ์ 13 ของอินเดียซึ่งถูกปากีฯยึดไ้ด้

     เมื่อการทุ่มกำลังพลจำนวนมากเข้าตียังไม่ เป็นผล อินเดียจึงจำเป็นต้องถอยทัพที่เหลืออยู่ทั้งหมด กลับไปยังแนวตั้งรับที่หัวสะพานเดิมของตนเอง ต่อมา่ฝ่ายปากีสถานจึงเริ่ม ยุทธการวินดุป (Operation Windup) เพื่อขับไล่ทัพอินเดียที่เหลืออยู่ กลับไปยังเส้นแบ่งเขตแดนสากล (international border) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่นำไปสู่ การเจรจาหยุดยิงกันในที่สุด เพื่อให้อินเดียจัดการถอยทัพบางส่วนที่ยังเหลืออยู่ กลับสู่เขตแดนของตน

 

ผลการรบ

    กองทัพอินเดียได้บรรลุวัตถุประสงค์เพียง บางอย่างเท่านั้น เพราะจุดประสงค์หลักคือยึดไสอัลกอต และตัดถนนสายหลัก แกรนด์ ตรังค์ เพื่อทำให้กองทัพปากีสถานถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยรวมแล้วนับว่าอินเดียสามารถจัดขบวนทัพได้อย่างทรงอานุภาพ แต่เพราะเกิดเรื่องที่คาดไม่ถึงทางยุทธศาสตร์ ทั้งๆที่ทหารและยุทโธปกรณ์เพียบพร้อมกว่าฝ่ายปากีฯมาก

    แต่การที่อินเดียเกิดการหยุดชะงัก ไม่สามารถรุกคืบหน้าต่อไปได้ ส่งผลให้ต้องตกเป็นฝ่ายถอยในตอนท้ายที่สุด พวกเขาต้องสูญเสียรถถัง 12 คัน ไปในการรบครั้งนี้ ในขณะที่ได้พื้นที่เพิ่มมาเพียง สองสามตารางกิโลเมตร จากเขตแดนของหัวสะพานเดิม

บรรณานุกรม

http://en.wikipedia.org/wiki/Battle_of_Chawinda

 

 
โหวตให้กระทู้นี้ >>
มีผู้เข้าชมแล้ว 12,269 ครั้ง, โหวตแล้ว 18 ครั้ง / 82 คะแนน
โพสท์โดย: [PROTOTYPE] ดู Hot Topic อื่นๆของ [PROTOTYPE]
00:52 - 19 พฤษภาคม 2554
แจ้งลบ
 

Comment!  

   
 
 
   
เนื้อหาถูกโพสท์โดยสาธารณชน แสดงบนเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ
 
QUICK LINK
CONTACT US
ADVERTISE
    2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010 2011 2012 2013   2014
Postjung