เข้าสู่ระบบ:
  [ลืมรหัสผ่าน] [สมัครสมาชิกฟรี]   
361,918   1,804,154
 

ฟ้อนเจิง

  

  

ฟ้อนเจิง

ฟ้อนเจิง เป็นการร่ายรำตามกระบวนท่าตามแบบแผน ที่แสดงออกถึงศิลปะในการต่อสู้ของชาย ซึ่งท่ารำนั้นมีทั้งท่าหลักและท่าที่ผู้รำแต่ละคน จะใช้ความสามารถเฉพาะตัว พลิกแพลงให้ดูสวยงาม

ในระยะแรก ฟ้อนเจิง หมายรวมเอาทั้งการฟ้อนประกอบอาวุธและไม่มีอาวุธ โดยเรียกลักษณะการฟ้อนตามนั้นคือ

ใช้ไม้ฅ้อน หรือไม้พลองประกอบการรำ เรียกว่า ฟ้อนเจิงไม้ฅ้อน
ใช้หอกประกอบการร่ายรำ เรียกว่า ฟ้อนเจิงหอก
ใช้ดาบประกอบการร่ายรำ เรียกว่า ฟ้องเจิงดาบ
ใช้ลา คือดาบวงพระจันทร์ประกอบการร่ายรำ เรียกว่า ฟ้อนเจิงลา ร่ายรำด้วยมือเปล่า เรียกว่า ฟ้อนเจิงมือ

ต่อมา คำว่าเจิง ในการฟ้อนประกอบอาวุธต่าง ๆ ได้กร่อนหายไป และเรียกการฟ้อนเจิงประกอบอาวุธต่าง ๆ ตามชื่อของอาวุธนั้น ๆ เช่น ฟ้อนไม้ฅ้อน ฟ้อนหอก ฟ้อนดาบ ฟ้อนลา และเรียกการร่ายรำในลีลาการต่อสู้ด้วยมือเปล่านี้ว่า ฟ้อนเจิง

การฟ้อนเจิงประกอบอาวุธบางประเภทนั้น ในระยะหลังไม่ค่อยได้รับความนิยม เช่น ฟ้อนเจิงไม้ฅ้อน และฟ้อนเจิงหอก แต่อาจพบอยู่บ้างในการพิธีฟ้อนผี ส่วนการฟ้อนเจิงลานั้นไม่ปรากฏว่ามีการฟ้อนให้เห็น ส่วนการฟ้อนเจิงดาบนั้นได้รับความนิยมมาก ทั้งในการแสดงประกอบการตีกลองอย่างในขบวนแห่ครัวทานเข้าวัด และเป็นที่นิยมมากในการแสดงเชิงศิลปวัฒนธรรมบนเวที สำหรับการฟ้อนเจิงมือ หรือฟ้อนเจิงนั้น จะมีลูกเล่นได้มากกว่าการฟ้อนประกอบอาวุธ เพราะคล่องตัวมากกว่าที่จะต้องแสดงการรำอาวุธควบคู่กับการฟ้อน

การฟ้อนเจิงนี้ มักดำเนินร่วมกับตบบ่าผาบ หรือตบขนาบ คือการตบไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อให้เกิดเสียงดัง การฟ้อนเจิงหรือฟ้อนรำแสดงลีลาประกอบการตบไปตามร่างกายดังกล่าว มักเรียกรวมกันว่า ตบบ่าผาบฟ้อนเจิง และมักเป็นการเริ่มต้นก่อนที่จะมีการฟ้อนอาวุธ หรือกิจกรรมอื่นที่คล้ายคลึงกัน

การเรียนฟ้อนเจิงนั้น ผู้เรียนต้องหามื้อจั๋นวันดี เป็นวันอุดมฤกษ์ ไปขอเรียนกับครูที่มีความสามารถ โดยต้องมีการขึ้นขันหรือ การจัดเครื่องคารวะ คือกรวยดอกไม้ธูปเทียน พลู หมาก ข้าวเปลือก ข้าวสาร สุรา  ผ้าขาว ผ้าแดง กล้วย อ้อย มะพร้าว และค่าครูตามกำหนด ครูบางท่านอาจเสี่ยงทายโดยให้ผู้จะสมัครเป็นศิษย์นำไก่ไปคนละตัว ครูเจิงคือผู้สอนฟ้อนเจิงจะขีดวงกลมที่ลานบ้านแล้วเชือดคอไก่ และโยนลงในวงนั้น หากไก่ของผู้ใดดิ้นออกไปตายนอกเขตวงกลม ก็คือว่าผีครูไม่อนุญาตให้เรียน และหากเรียนจนสำเร็จแล้ว ครูเจิง อนุญาตให้นำวิชาไปใช้ได้เรียกว่าปลดขันตั้ง โดยทำพิธียกขันตั้งคือพานเครื่องสักการะจากหิ้งผีครู แจกธูปเทียนดอกไม้จากในพานให้แก่ศิษย์  เป็นเสร็จพิธี


 

 

ท่าฟ้อน (ลายเจิง)

หากจะกล่าวถึงชั้นเชิงในการใช้หอกโบราณของล้านนาก็มีชื่อแม่ท่าที่มักจะ ปรากฏในคัมภีร์ใบลานล้านนา เรื่องมหาเวสสันดรชาดก ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอยู่ในกันฑ์มหาราช ฉบับ (สำนวน) ต่าง ๆ เช่น ในกัณฑ์มหาราช กัณฑ์ที่ 11 ฉบับไผ่แจ้เรียวแดงได้พรรณนาชื่อท่ารำหรือแม่ท่าไว้ดังนี้


“…เชิง อันนึ่งชื่อว่า
เปนโคมคลองหมากเต้า
นางเหยี้ยมปล่องลงแทง
พอฟ้อนเฟื่องสว่างสงวน
ชาวแม่มาดสมแสน
ช้องนางควี่ขะแจขำ
ขุนใหม่หม้าเช็กคาย
ขุนใหม่หม้าด่วนเสด็จ
ท่านหื้อรางวัลเมียนาง
ศักดิ์ใหม่หม้าปรากฏ

แม่มอมเกี้ยวปราสาทโรงทอง
สามสุมเส้าคระชินชิดช่อง
แม่ปราบฟองแรงรีบร้อน
เกล้ากลางพลสักสวาด
ตาแหลวแมนเชิงถี่
พวกพลจำช้างม้า
ขุนแสนสายเชื้อฟ้า
อาสาการพระบรพิตรเข้มข้น
กินเมืองขวางเขี่ยงฟ้า
เมื่อนั้นแลนา…”

นอกจากนี้ก็ยังมีปรากฏในวรรณกรรมไทยเขินเรื่องกาลาซาเครือดอก ซึ่งปริวรรตโดย ดร.อนาโตล เป็ลติเยร์ (พ.ศ. 2533) ได้มีการกล่าวถึงเชิงหอกว่า

“ตนท่านเจ้าฤาษี สอนชายมีหากได้ ลายหอกไม้แหลมยาว แม่สาวมือทาววักลูบ ซัดเข้าหูบคืนมา วืนไปหาตำศอก ซัดเข้าออกหนคืน ลุกจุกยืนแล้วนั่ง ดูคัดคั่งเร็วไว”

ชื่อ แม่ท่าดังกล่าวทำให้เราได้ทราบถึงความสำคัญของอาวุธชนิดนี้ จากความหลากหลายของกระบวนยุทธที่ปรากฏ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า เราไม่สามารถชมภาพท่าทางนั้นได้ เพราะการใช้หอกได้หมดสมัยไป อย่างไรก็ตามยังมีผู้สืบทอดไว้ได้บ้าง เช่น พอครูมานพ  ญาระณะ (พัน) ซึ่งปัจจุบันท่านยังถ่ายทอดให้ศิษย์เป็นปกติ แต่ออกมาในรูปแบบของการฟ้อนเป็นหลัก การฟ้อนหอกของพ่อครูมานพ มีทั้งการใช้หอกเล่มเดียวและหอกคู่ซึ่งมีท่าฟ้อนดังนี้
    1.    สางหลวง
2.    ปรมะ
3.    หลดศอกข้ามหอก
4.    คีมไฮ
5.    ช้างงาหลั่ง
6.    สนส้นสนปลาย
7.    หมอกมุงเมือง

เมื่อการฟ้อนหอกอยู่ในรูปแบบของการแสดง จึงมักมีการกำหนดรูปแบบของการแต่งการ และจังหวะดนตรีให้เหมาะสมกับการแสดงด้วย

  •     การแต่งกาย

การแต่งกายฟ้อนหอกก็เช่นเดียวกับฟ้อนดาบ คือ สมัยก่อนอาจใส่ชุดนักรบโบราณ แต่ปัจจุบันนี้มักแต่งกายเหมือน ๆ กัน คือ นุ่งกางเกงสะดอ และสวมเสื้อหม้อห้อมคาดด้วยผ้าขาวม้า

 

  •     ดนตรีประกอบ

เครื่องประโคมสำหรับการฟ้อนหอก อาจใช้วงปี่พาทย์ล้านนา (เต่งถิ้ง) หรือวงกลองปูเจ่ สิ้งหม้อง สะบัดชัยตามแต่สะดวก การฟ้อนหอกปัจจุบันมีให้เห็นน้อยมาก ยิ่งการแสดงยิ่งหาดูได้ยาก นอกจากจะมีการฟ้อนในพิธีฟ้อนผี เช่นฟ้อนผีมต มีเม็ง ผีเจ้านาย เป็นต้น ศิลปะการฟ้อนหอกหากไม่รีบอนุรักษ์ไว้ อาจสูญหายไปในเวลาไม่ช้านี้

ฟ้อนเจิง (มือเปล่า)

   


ดังที่เคยกล่าวมาในช่วงต้น ๆ ว่า “ฟ้อนเจิง” เป็นการร่ายรำ ตามกระบวนท่าจากแบบแผนที่แสดงออกถึงศิลปะในการต่อสู้ของชาย ซึ่งท่ารำนั้นมีทั้งท่าที่ผู้รำแต่ละคนจะใช้ความสามารถเฉพาะตัว ในการพลิกแพลงให้ดูสวยงามไม่ว่าจะเป็นฟ้อนเจิงไม้ค้อน เจิงหอก เจิงดาบ หรือเจิงมือ

 

การฟ้อนเจิงโดยมีอาวุธอยู่ในมือได้กล่าวถึงไปแล้ว คราวนี้จะเสนอเรื่องของการฟ้อนด้วยมือเปล่า ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่า “ฟ้อนเจิง”

จากการศึกษา
 การฝึกฟ้อนเจิงจะเริ่มจากการหัดเดินเท้า คือย่างเท้าให้มีกระบวนท่าเสียก่อน โดยฝึกย่างไปตามขุมเจิงคือผังหรือตำแหน่งที่กำหนด ซึ่งมักจะปักไม้ ฝังก้อนอิฐหรือหินไว้ตามตำแหน่งที่ถูกต้อง การย่างจะต้องไปตามขุมทั้งในจังหวะรับและหนี พร้อมนั้นจะต้องวาดมือออกไปให้สัมพันธ์กับเท้าที่ก้าวอยู่ให้สมดุลและเพื่อความสวยงาม

   



ขุมสำหรับการหัดย่างหรือ เดินของครูแต่ละสำนักนั้น มีจำนวนต่างกันไป นับตั้งแต่ 3 ถึง 32 ขุม เช่น การฝึกย่างเท้าให้สัมพันธ์กับมือ ถือเป็นความรู้พื้นฐานหรือแม่ลายหลักที่เรียก “แม่ไม้” ซึ่งเมื่อฝึกแม่ไม้ได้ครูจะเริ่มสอนลีลา ที่เห็นว่าเหมาะกับบุคลิกของผู้ฟ้อน ลีลาดังกล่าวเรียกว่า “ลูกไม้” และลีลาการฟ้อนเจิงของแต่ละสำนัก ก็มีลวดลายต่างกันออกไป แต่ก็ให้อรรถรสที่เร้าใจในลีลาท่วงท่า ในการต่อสู้ไม่ยิ่งหย่อนกัน ดังจะเห็นได้จากลีลาของ “พ่อครูเจิง” ท่านหนึ่ง ชื่อ คำปวน  คำมาแดง (เสียชีวิต) ได้บัญญัติท่าฟ้อนเจิงของท่านไว้ว่า

“ตีน ซ้ายเข้าจิ หยุด ลางซ้าย ฅวัดตาตีนซ้าย หงายอ้งทั่งออก ตบมือตบขนาบ ตีมะผาบวิดขึ้นฟ้อน ยกขาขวาสันขาตาตีน ตบมือฮูดเข้าหาตาศอก ขาซ้ายไปแป็บ ปัดสันขาไว้แอว ไส ผายมือขึ้นชืดชืด ทืบตีนลง ควักบนตบบน ตบมือตบมะผาบวิด-ขึ้นฟ้อน ซ้ายเข้าหาแอว ผายมือไปหื้อจอด ตบมือนอกอุ่มอก ซ้ายเกี้ยวก้น ตีเจ หลังมือหล่อ เหลียว แป็บตาตีนซ้าย สางฟ้อน เขิง แทงมือไล่ศอก ยุ่มเอาตาศอกออก- ผ็อกปลายมือ ค้อมขึ้นค้อมลง ซ้ายเข้าอกก่องขวา ขวาเข้าอกก่องซ้าย ยุ่มสามในอก ขึ้นหน้าผาก นิ้วก้อยลวาดตีนผม ซ้ายเข้าอกขวาปลดเข้าง่อน ขวาเข้าอกซ้ายปลดเข้า-ง่อน ยกขาขวาในอ้งนอกหลัง บิดบัวบานหน้าแฅ่ง ฉีก สาวไหม เข้าแม่บ่ากอก งมปลา ตีตาตีนขวาคว่างเข้าไป

ท่าฟ้อนที่ยกตัวอย่างมา หากจะอธิบายเป็นตัวอักษรคงยากแก่การทำความเข้าใจ เพราะติดขัดเรื่องการใช้ภาษาอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งการใช้ตัวอักษรอย่างเดียว ไม่สามารถถ่ายทอดอากัปกิริยาที่เคลื่อนไหวได้หมด จึงขอนำเสนอพอเป็นตัวอย่างไว้เท่านั้น การฟ้อนเจิงในปัจจุบันยังเป็นที่นิยมกันอยู่ หากแต่ทรัพยากรศิลปินดูเหลือน้อยเต็มที โดยเฉพาะศิลปินระดับครูส่วนใหญ่จะอายุมากแล้ว การสืบทอดความรู้ไว้จึงน่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ควรรีบกระทำ ก่อนที่ศิลปะอันล้ำค่าจะเลือนหายไปกับกาลเวลา

สนั่น   ธรรมธิ
สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
(ภาพประกอบโดยจรัสพันธ์  ตันตระกูล พิชัย  แสงบุญ และเสาวณีย์  คำวงค์)

ขอบคุณข้อมูลจาก  สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


แหล่งข้อมูล

http://www.openbase.in.th/node/6928

http://www.openbase.in.th/node/6929

http://www.openbase.in.th/node/6932

 
โหวตให้กระทู้นี้ >>
มีผู้เข้าชมแล้ว 21,515 ครั้ง, โหวตแล้ว 7 ครั้ง / 32 คะแนน
โพสท์โดย: lamur_kung ดู Hot Topic อื่นๆของ lamur_kung
19:24 - 18 กุมภาพันธ์ 2554
Tags ที่เกี่ยวข้อง : ฟ้อน
แจ้งลบ
 

Comment!  

   
 
 
   
เนื้อหาถูกโพสท์โดยสาธารณชน แสดงบนเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ
 
QUICK LINK
CONTACT US
ADVERTISE
    2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010 2011 2012 2013   2014
Postjung