เข้าสู่ระบบ:
  [ลืมรหัสผ่าน] [สมัครสมาชิกฟรี]   
381,494   1,935,264
 

มีวิธีง่าย ๆจากเกาหลี สำหรับคนที่อยากให้หน้าเล็กลง






การผ่าตัดลดความกว้างของใบหน้าหรือ Facial bone contouring


แยกออกได้เป็น

การผ่าตัดลดกราม (Jaw ,mandible, Reduction) มีคำถามที่ตามมาคือ ถ้าอายุยังน้อยสามารถไปตัดกรามได้หรือไม่ คำตอบคือได้ แต่ตัดไปแล้วอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงของกระดูกกรามอยู่ตลอดเวลา เพราะกระดูกใบหน้ายังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ดังนั้นจะเป็นการดีที่จะรอให้อายุสัก 28 ขึ้นไป เมื่อกระดูกใบหน้าอยู่ตัวแล้ว และไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีก ถึงไปตัดกรามค่ะ
การผ่าตัดกระดูกกรามนั้นที่เกาหลียังแบ่งออกได้อีกเป็นสองแบบคือ

- การผ่าตัดลดมุมกราม (Mandible angle resection)



เป็นการตัดมุมกรามและเกรามุมกรามเพื่อให้มุมกรามดูโค้งมนขึ้นไม่เป็นเหลี่ยม ผลจากการผ่าตัดมุมกรามนี้จะมองเห็นได้เมื่อจากด้านข้าง จะกลมมนไม่มีเหลี่ยมเงามากวนใจ เหมาะสำหรับคนที่มีมุมกรามเป็นเหลี่ยมชัดเจนมองด้านข้างแล้วมุมกรามแข็งๆดู ไม่นุ่มนวล
แต่การลดมุมกรามนี้ไม่มีผลต่อความเปลี่ยนแปลงด้านหน้าแต่อย่างใด (ศัลยแพทย์ไทยส่วนใหญ่ผ่าตัดมุมกรามด้วยวิธีนี้)

- การผ่าตัดแยกกระดูกแนวตั้ง (Sagittal splitting osteotomy)


เป็นการผ่าตัดแยกกระดูกด้านนอกออกซึ่งมาสารถลดความกว้างของมุมกรามด้านหน้าลงได้

     ทั้งนี้การผ่าตัดส่วนล่างของใบหน้า(กราม) เพื่อทำให้ใบหน้าดูแคบลงนั้น แพทย์ศัลยกรรมของเกาหลีนิยมผ่าตัดร่วมระหว่างแยกกระดูกกับลดมุมกรามเข้าด้วย กันเพื่อให้ได้ผลการผ่าตัดอย่างมีประสิทธิภาพและเห็นความเปลี่ยนแปลง
การผ่าตัดลดกรามนั้นเป็นการผ่าตัดใหญ่ แต่แพทย์เกาหลีชอบทำกันจริงๆ ไม่ว่าคลีนิคเล็กๆหรือใหญ่ๆก็จะมีการให้บริการศัลยกรรมลดกรามทั้งนั้น ส่วนเทคนิคนั้น จะเป็นการผ่าจากด้านในปากถัดจากฟันกรามซี่สุดท้าย ซึ่งหลายๆท่านที่สนใจการผ่าตัดกรามคงได้เคยอ่านมาแล้วบ้างจากเวบไทย ของเกาหลีก็คล้ายกันค่ะ จะต่างกันตรงที่เกาหลีถ้าอยากลดความกว้างของหน้าด้านตรง 
จะมีการผ่าตัดแยกกระดูกด้านนอกร่วมด้วย
การผ่าตัดกรามจะใช้เวลาในการรักษาตัวหลังผ่าตัดค่อนข้างนาน อย่างน้อยก็สองอาทิตย์กว่าจะลดบวมให้หน้ากลับมาเหมือนกับหน้าปกติ(ก่อนตัด) แต่หลายๆคนอาจจะบ่นว่าทำไมไม่เห็นเปลี่ยนเลย จริงๆแล้วมันยังยุบบวมเรื่อยๆค่ะ บางท่านก็เลยไปถึงสี่เดือนถึงจะเห้นผลก็มี ฉะนั้นใครคิดจะไปผ่าตัดกรามที่เกาหลี เตรียมตัวพักที่นั่นสองอาทิตย์เป็นอย่างต่ำนะค่ะ
    ทีนี้จะทราบได้อย่างไรว่าปลอดภัยหรือเปล่า แพทย์ที่ทำการผ่าตัดกรามจะต้อง ทำการเอ็กซเรย์ใบหน้าส่วนล่างก่อนทำการผ่าตัด จะได้เห็นแนวเส้นประสาทว่าวางพาดมายังไง การจะตัดได้มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับการวางพาดตัวของเส้นประสาท
(เส้นสีดำ ใหญ่ๆในรูปที่วางพาดมาตามแนวฟันค่ะ) จะต้องตัดห่างจากแนวเส้นประสาทนั้นสักสองเซ็นต์ค่ะ



จากรูปเป็นแนวเส้นประสาทสีดำๆตามแนวฟันที่หมอจะพิจารณาร่วมว่าจะตัดได้มากน้อยแค่ไหนค่ะ


จากรูปคือฟิล์มเอ็กซเรย์แนวเส้นประสาทที่พาดใต้แนวฟันค่ะ อาจจะมองยากนิดนึง

ทีนี้แพทย์จะวินิจฉัยว่าใครสมควรตัดหรือมิสมควรตัดอาจจะใช้ฟิมล์เอ็กซเรย์ ควบคู่กันไปด้วย ว่าเส้นประสาทเราอยู่ใกล้ไกลกับแนวกรามแค่ไหน มิฉะนั้นโอกาสที่จะเสี่ยงไปโดนเส้นประสาททำให้ใบหน้าเสียรูปเป็นไปได้สูงมาก ค่ะ ซึ่งทางคลีนิคของเกาหลีแทบทุกที่จะทำการเอ็กซเรย์ตรวจเลือด ตรวจความดันดูความพร้อมก่อนเข้าทำการผ่าตัดอยู่แล้วค่ะ บางคลีนิคก็อาจจะดูเล็กไปสักนิดจนน่าใจหาย แต่มาตรฐานของเขาก็ถือว่าใช้ได้ในระดับหนึ่ง(ในเรื่องความปลอดภัย) แต่ในเรื่องความสวยงามและสมมาตรนั้น สืบทราบมาว่าโรงพยาลที่ชื่อ ID hospital จะเป็นโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญทางด้านนี้โดยเฉพาะ (สังเกตุนะค่ะบางคลีนิคได้แต่ตัดแต่ลืมคำนึงถึงความเท่ากันระหว่างหน้าซีก ขวากับซ้ายค่ะ) แต่โรงพยาบาลนี้ขึ้นชื่อทางด้านสมมาตร 
และสนนราคาก็แพงใช่ย่อยเช่นกันค่ะ อ้อจะมีล่ามภาษาอังกฤษคอยดูแลอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกันค่ะ 
เวบไซต์โรงพยาบาลค่ะ eng.idhospital.com/sub02/index302.asp 
คุณหมอชื่อ Dr.Park Sang-Hoon คุณหมอพูดภาษาอังกฤษได้ค่ะ

ตัวอย่างแรกเป็นการตัดกรามจาก ID Hospitalค่ะ เป็นการตัดกรามรวมทั้งเลื่อนคาง ทำหน้าให้สมดุลย์ขึ้นค่ะ




ตัวอย่างที่สองเป็นเคสตัดกรามจาก OZ clinic ค่ะ (คุณหมอชื่อพาร์คเหมือนกัน ฮ่าฮ่า หลายพาร์คมากค่ะ พูดภาษาอังกฤษเก่งมากค่ะ)



ตัวอย่างที่สามเป็นการทำให้หน้าสมมาตรขึ้นของ IDHospital ค่ะ



หลังการผ่าตัดผู้ป่วยควรจะบริหารกรามบ่อยๆเพื่อป้องกันกรามล๊อคค่ะ อันนี้คุณหมอที่ทำการผ่าตัดคงจะแนะนำอีกทีเรื่องการดูแลหลังการผ่าตัดค่ะ
ส่วนอีกหลายๆคลีนิคที่มีการผ่าตัดกรามเดี่ยวแนะนำด้านล่างบทความนะค่ะไปอ่านให้เพลินๆทีหลังได้ค่ะ
สนนราคาของโรงพยาบาลนี้ก็แพงเช่นกันค่ะ เริ่มต้น 4500 USD พักโรงพยาบาลฟรีสองคืนค่ะ
ส่วนที่คลีนิคอื่นๆก็อาจจะถูกหรือแพงกว่า บางที่ก็ประมาณ 3500 USD ค่ะ (ราคาต่างชาติ)
การเตรียมตัวรับกับอาการบวมนั้นแนะนำให้กินสมุนไพรที่กล่าวไว้ข้างต้นเพื่อลดการบวมและอักเสบค่ะ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อ้อ ลืมเล่าให้ฟังว่า เคยมีเพื่อนของเพื่อนไปผ่าตัดลดกรามที่ไทยนี่หละค่ะกับหมอชื่อดังท่านนึง ไม่ขอเอ่ยนามนะค่ะ ราคาก็แพง(แสนต้นๆ) แถมผ่าตัดเสร็จจากกรามที่เป็นแค่ข้างละเหลี่ยมกลายเป็นหน้ากระจกสี่เหลี่ยม (นึกออกไหมค่ะว่าการตัดกรามไม่ใช่แค่ตัด จะต้องเกลา กรามด้านข้างให้สวยเนียนไปตามรูปกรามจริงๆด้วย ) แต่หมอท่านนี้สักแต่จะตัดแต่ไม่เกลาให้เขา เลยกลายเป็นหน้าด้านข้างมีข้างละสองเหลี่ยมค่ะ น่าสงสารจริงๆ



ต่อมาขอพูดถึงการผ่าตัด วีไลน์(v-line)  หน้าแบบวีไลน์คือหน้ารูปไข่นั่นเอง คางมนๆ เรียวๆ
การผ่าตัดวีไลน์ก็คือการผ่าตัดช่วงล่างของใบหน้าให้แคบและเรียวลงนั่นเองมีการผ่าตัดรวมสองขั้นตอนค่ะ

1. เป็นการผ่าตัดลดขนาดกราม (ตัดมุมกรามและตัดแยกกระดูกด้านนอกออก)

2. ลดความกว้างของกระดูกคาง

ไม่ขอกล่าวในส่วนของการผ่าตัดลดขนาดกรามนะค่ะเพราะได้พูดแล้วข้างต้น
การลดความกว้างของกระดูกคางดูได้จากรูปชัดเจนเลยค่ะ



สนนราคาในการผ่าตัดวีไลน์นั้นก็บวกไปสอง เท่าตัวของการผ่าตัดกรามค่ะ(คำนวณดู นะค่ะ ) อาจจะมีส่วนลดในบางคลีนิคถ้าทำการผ่าตัดเกิน 10,000 USD ค่ะ

มาดูรูปตัวอย่างวีไลน์กันเลยค่ะ เป็นรูปตัวอย่างจาก ID Hospital ค่ะ(ที่เอาตัวอย่างจากไอดฮอสพิทัลมา เนื่องจากว่าเห็นเขาว่ากันว่าที่นี่จะเชี่ยวชาญด้านนี้ที่สุดค่ะ


เราว่าคางแหลมไปนิดหรือเปล่าค่ะ? แต่ถ้ายิ้มอาจจะกำลังพอดี เอะหรือว่าคางพอดีแล้วแต่ส่วนโหนกแก้มยังกว้างอยู่เลยดูคางแหลม? (ความเห็นส่วนตัวอีกเช่นเคย อิอิ)

-------------------------------------------------



การผ่าตัดลดโหนกแก้ม (Cheek (Zygoma) Reduction) ก็เป็นอีกวิธีนึงในการลดความกว้างของใบหน้าโดยเฉพาะชาวเอเชียอย่างเราๆ ทีนี้ถามว่าเกาหลีกับไทยต่างกันไหม ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจถึงโครงสร้างโหนกแก้มของเรากันก่อนว่าในการจะลด ความกว้างของโหนกแก้มนั้นมีสามจุด กระดูกโหนกแก้มนั้นจะมีส่วน body และ arch ส่วนบอดี้คือส่วนหน้า (หมายเลข 1) เป็นส่วนที่เพิ่มความนูนของใบหน้าทำให้หน้าเกิดมิติ ส่วนที่ 2 ก็เช่นกัน ซึ่งคนแถบๆเอเชียนั้นจะมีส่วนนี้มากกว่าคนแถวๆยุโรป (สังเกตุได้ว่าคนยุโรปมักจะชอบเสริมโหนกแก้ม ซึ่งเป็นการเสริมส่วนนี้ค่ะ) และ ส่วน 3 คือส่วนด้านข้าง (arch) คือส่วนกำหนดความกว้างของใบหน้าเรานี่ละ


ในการลดความกว้างและความสูงของโหนกแก้ม นั้นการตัดกรอกระดูกโหนกแก้มมักจะไม่ ได้ผลสักเท่าไรเพราะกระดูกโหนกแก้มเป็นกระดูกที่บาง และอาจจะส่งผลในอนาคตเมื่อกระดูกเราบางลง

การผ่าตัดลดโหนก แก้มที่เกาหลีนั้น จะขอกล่าวถึงวิธีที่ทราบว่าเขาทำๆกันนะค่ะ คือเคยได้ยินเพื่อนบอกว่าที่เกาหลีเขาทุบโหนกแก้มกัน (เห็นจากทีวี) อันนี้จากการที่ศึกษามา ไม่เห็นคนไปทุบ ก็เลยไม่แน่ใจสักเท่าไรว่าเขามีกี่วิธี อันนี้ขอกล่าวถึงวิธีทั่วไปที่คลีนิค หรือโรงพยาบาลหลายๆแห่งที่เกาหลีนิยมกัน

หลายๆคลีนิคก็จะมีการตัดส่วนที่ 1 กับ 3 (หมอบางท่านก็ตัดส่วนที่ 2 ด้วยอย่างเช่นหมอPark ที่ Ozclinic เขากล่าวว่ามันทำให้เมื่อยุบทั้งสามจุดแล้ว ทำให้ดูกลมกลึงขึ้นกว่าการตัดยุบแค่สองจุด ) แล้วเลื่อนกระดูกที่ตัดเข้าไปไปหลังจากนั้นก็ใช้ตัวช่วยในการยึดกระดูกให้ ติดกัน ไม่ว่าจะเป็นสกรู ลวดหรือมินิเพลต (mini-plate)


จากรูปการผ่าตัดแบบติดลวด mini plate,หรือสกรูค่ะ
บางคลีนิคก็จะทำการผ่าตัดสองทาง คือผ่านทางจอนผมแผลเป็นประมาณ 3 มิลลิเมตร กับเข้าทางปากเพื่อไปตัดส่วนหน้าของโหนกแก้ม บางคลีนิคก็ผ่านทางปากอย่างเดียว (ที่เกาหลีส่วนใหญ่จะเข้าสองทางค่ะ ) หมอไทยก็มีเช่นกัน ที่โด่งดังมีชื่อเสียงได้แก่คุณหมอจรัญ เพราะคุณหมอเป็นหมอท่านแรกที่คิดค้นวิธีการผ่าตัดลดโหนกแก้มผ่านทางปากคนแรก ของโลก(ถ้าจำไม่ผิด)ค่ะ สนนราคาของคุณหมอก็ 90,000 บาทค่ะ ส่วนทางเกาหลีจะเน้นวิธีการผ่าตัดเข้าสองทาง ซึ่งหมอบางท่านก็บอกว่าการผ่าตัดทางจอนผมร่วมด้วยนั้นเป็นวิธีเก่าแล้ว แต่ในทางกลับกันหลายๆท่านเชื่อว่าการผ่าตัดเข้าทางจอนผม(สำหรับการผ่าตัดที่ เกาหลีจะมีแผลเป็นเล็กมากแค่ 3 มิล) ร่วมด้วยนั้นเป็นการลดการกระแทกเนื้อเยื่อต่างๆให้มีการอักเสบและบอบช้ำน้อย เท่าที่สุด ทำไมหรือค่ะ? เนื่องจากว่าการผ่าตัดโหนกแก้มเป็นการผ่าตัดใหญ่ ฉะนั้นจึงต้องระวังการกระทบกรเทือนเนื้อเยื่อต่างๆ และการที่เราไปเซาะแยกเนื้อเยื่อกับกระดูกมากๆนั้น ไม่ได้เกิดผลดีสักเท่าไรค่ะ เนื่องจากหลังผ่าตัดนั้น หลายๆคนมีปัญหาเนื้อหย่อนหลังจากที่ยุบโหนกแก้มแล้ว แต่หมอหลายๆท่านก็แก้ด้วยการยุบโหนกแก้มลงแต่ไม่มากเกินควร 0.5 cm เพราะเชื่อว่ายิ่งยุบน้อยเท่าไรก็ยิ่งมีผลต่อเนื้อหย่อนน้อยเท่านั้น อันนี้ก็แล้วแต่วิจารณาณนะค่ะ ว่าจะเชื่อแบบไหน

ภาวะแทรกซ้อนในการผ่าตัดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ คือ

- เลือดไหลไม่หยุดและมีอาการบวม
- การติดเชื้อ
- การไม่สมมาตรของใบหน้า (ป้องกันได้ด้วยการผ่าตัดอย่างระมัดระวัง ใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัยก็สามารถป้องกันปัญหานี้ได้)
- การบาดเจ็บของเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงส่วนหน้าผาก ดังนั้นการผ่าตัดเข้าสองทางจึงค่อนข้างจะดีกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ ของเนื้อเยื่อให้น้อยที่สุด และหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บของเส้นประสาทค่ะ

     ทีนี้ถามว่าที่ไทยมีการผ่าตัดแบบไหนบ้าง  ก็ต้องบอกว่ามีทั้งแบบผ่านจอร์นหู กับแบบเข้าในปาก หรือผ่าตัดทั้งจอนหูและในปากร่วมกัน (ถ้าคิดจะไปปรึกษาคุณหมอที่ไทย ยังไงก็ต้องถามเรื่องนี้ให้เคลียนะค่ะว่าเข้าทางไหนกันแน่ ที่สืบทราบมาคุณหมอจรัญจะผ่าตัดเข้าทางปาก อ้อมีอีกท่านคือคุณหมอจุฑาค่ะ ) และของไทยแท้ต้องติดสกรูค่ะ


จากรูปสกรูสามารถมองเห็นได้ในแผ่นเอ็กซเรย์


จากรูปเป็นฟิล์มเอ็กซเรย์การลดความกว้างของใบหน้า(ลดโหนกแก้ม ตัดกราม ทำวีไลน์) ของ ID Hospital ซึ่งจะมีสกรูติดค่ะ

ลืมบอกไปว่าคลีนิค Oz clinic นั้นการลดโหนกแก้มบนใบหน้าจะไม่ติดสกรูค่ะ

ถ้าถามว่าแล้วมีแบบไม่ติดสกรูด้วยหรอค่ะ ขอตอบว่ามีค่ะ หลายๆคลีนิคในเกาหลีคำนึงถึงข้อเสียข้อนี้ดี เพราะหลายๆท่านไม่ชอบความรู้สึกที่ว่ามีสิ่งแปลกปลอมมาติดในหน้าของเรา จึงได้คิดค้นวิธีใหม่เป็นการผ่าตัดแบบไม่ติดสกรู
ทำอย่างไรหรือค่ะ?
คือการทำการตัดส่วนโหนกแก้มส่วนหนึ่งแบบ incomplete คือตัดแต่ไม่หมด แล้วก็ตัดส่วนที่สามหลังจากนั้นย้ายส่วนที่สามจมเข้าไปในกระดูกด้านข้างๆจอน ผมทิ้งไว้แบบนั้นโดยที่ไม่ต้องติดเหล็ก ลวดหรือสกรูใดๆ หลังจากนั้นร่างกายจะสร้างกระดูกมาสมานส่วนที่ไม่มีการเชื่อมเอง ก็เสร็จขั้นตอนค่ะ
ถามว่าแล้วมันดีกว่าหรือเปล่า หมอบางท่านเชื่อว่า (อ้างอิงมาจากคุณหมอ Hong-Cheol Lim จากคลีนิค Mecca Esthetic Clinic www.psmecca.com ) การที่ไม่ติดสกรูนั้นสามารถลดคามกว้างของโหนกแก้มได้มากกว่าการติดสกรูแน่ นอนค่ะ บาง และที่สำคัญไม่มีลวด เหล็ก หรือสกรูอยู่บนใบหน้าเราให้กวนใจค่ะ (เวลาเราไปเอ็กซเรย์ใบหน้าพวกเหล็กลวดอะไรพกนี้เห็นชัดเจนบนฟิล์มเอ็กซเร ย์ค่ะ ) ดูภาพกันเลยนะค่ะ ว่ามันต่างกับแบบสกรูจริงไหม


จากรูปเปรียบเทียบด้านขวา เป็นการติดสกรู ด้านซ้ายไม่ติดสกรูค่ะ จะเห็นได้ว่าด้านซ้ายดูแคบกว่าด้านขวาเล็กน้อย สักประมารสองสามมิล (ถือว่าลดได้เยอะนะค่ะ)
แล้วทีนี้ผลหลังจากผ่าตัดหรือค่ะ บางท่านบอกว่าเวลาคลำ(แบบไม่ติดสกรู) เราก็จจะเจอปุ่มกระดูกตรงส่วนที่ไม่ได้ต่อกับส่วนสองนะค่ะ เป็นปุ่มเล็กๆนิดเดียวไม่ก่อให้กิดความรำคาญ ดีกว่าติดสกรูค่ะเพราะไม่อยากไปหาหมอแล้วเจอลวดบนแผ่นเอ็กซเรย์ใบหน้าค่ะ อันนี้แล้วแต่ชอบนะค่ะ
ส่วนสิ่งที่ต้องระวังนะค่ะคือ Sagging skin การหย่อนยานของเนื้อหลังจากผ่าตัดลดกระดูกโหนกแก้ม อันนี้ให้คำนึงถึงวิธีการผ่าตัดให้ดีอย่าให้คุณหมอไปรบกวนหรือแยกเนื้อเยื่อ กับกระดูกมากไปไม่งั้นอาจจะมีผลหลังผ่าตัดในเรื่องผิวหย่อนค่ะ บางคนก็บ่นหลังจากผ่าตัดแล้วตอนแรกขอให้หมอลดให้เยอะๆ (บางคลีนิคที่ชาวเกาหลีนิยมไปกันอย่างเช่น cinderella มักจะตัดลดแบบเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน จนหน้าเล็กเลยค่ะ ) พอผลที่ออกมาคือหน้าเล็กไปเลยแต่ได้แก้มหย่อนเข้ามาเลยอยากเสริมกระดูกโหนก แก้มกลับไป อิอิ อันนี้พิจารณาคลีนิคดีๆนะค่ะ บางคลีนิคก็ตัดมากเกิน บางคลินิคทำพอดีๆเพราะเข้าใจเรื่องพวกนี้ดีค่ะ
อีกอันนึงคือ ความสมดุลระหว่างหน้าด้านขวากับซ้าย อย่างที่เกริ่นไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าคุณหมอ Park จาก IDhospital จะเชี่ยวชาญด้านนี้ค่ะ
ส่วนวิธีลดการบวมก็หาอ่านได้จากการลดอาการบวมหลังจากผ่าตัดเสริมจมูกค่ะ
ขอปิดประเด็นเรื่องผ่าตัดโหนกแก้มนะค่ะ ยังไงถ้าสนใจคลีนิคไหนก็หาอ่านได้หลังบทความด้านล่างนะค่ะ เดี่ยวจะเอารายชื่อคลีนิคมาแนะนำกัน
ขอเครดิตรูปภาพใก้กับคุณหมอพาร์ค จากคลีนิค ozclinic มา ณที่นี้ด้วยนะค่ะ

---------------------------------------------------------

เอ้าคลิปผ่าตัด ทุบโหนก เผื่อใครยังไม่เคยดู คำเตือนใจไม่ถึงอย่าดู



VOTED BY: Tii Khung, ~...No NamE...~
 
โหวตให้กระทู้นี้ >>
มีผู้เข้าชมแล้ว 51,839 ครั้ง, โหวตแล้ว 32 ครั้ง / 150 คะแนน
โพสท์โดย: beeboyza ดู Hot Topic อื่นๆของ beeboyza
23:24 - 8 กุมภาพันธ์ 2554 (แก้ไขล่าสุด: 11:29 - 9 กุมภาพันธ์ 2554)
แจ้งลบ
 

Comment!  

   
 
 
   
เนื้อหาถูกโพสท์โดยสาธารณชน แสดงบนเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ
 
QUICK LINK
CONTACT US
ADVERTISE
    2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010 2011 2012 2013   2014
Postjung