เข้าสู่ระบบ:
  [ลืมรหัสผ่าน] [สมัครสมาชิกฟรี]   
421,415   1,996,838
 

จังหวัดของไทย ในอดีต

จังหวัดของไทยในอดีต

 

 

 

 

 

1 จังหวัดกบินทร์บุรี หรือ จังหวัดกระบินทร์บุรี[1] ถูกยุบรวมกับจังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2468 เนื่องด้วยเหตุผลที่มีความเจริญในการคมนาคมมากขึ้น เดิมจังหวัดกระบินทร์บุรี เดิมประกอบด้วย อำเภอเมืองกระบินทร์บุรี, อำเภออรัญประเทศ, กิ่งอำเภอวัฒนา และกิ่งอำเภอสระแก้ว

 

 

 

 

2 เมืองขุขันธ์ ในอดีตมีอาณาเขตกว้างขวางครอบคลุมพื้นที่ที่เป็นอำเภอต่างๆ หลายอำเภอของจังหวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน โดยก่อนปี พ.ศ 2481 ใช้นามว่า อำเภอห้วยเหนือ ขึ้นต่อการปกครองของเมืองขุขันธ์

จวนผู้ว่าราชการจังหวัดขุขันธ์


ในปี พ.ศ. 2306 ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตรงกับรับสมัยแผ่นดินของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศหรือสมเด็จพระที่นั่งสุริยาสน์อัมรินทร์ พระองค์ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ตั้งบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวนขึ้นเป็น เมืองขุขันธ์ ให้มีเจ้าเมืองปกครอง มาจนถึงปลายปี พ.ศ. 2449 ได้มีการย้ายที่ทำการศาลากลางเมืองขุขันธ์ไปตั้งอยู่ที่อำเภอกลางศรีสะเกษ และยังคงใช้นามว่า ศาลากลางเมืองขุขันธ์ พ.ศ. 2459 เมืองขุขันธ์ จึงมีนามว่า จังหวัดขุขันธ์ พ.ศ. 2481 ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนนาม จังหวัดขุขันธ์ เป็นนามจังหวัดศรีสะเกษ ประกาศในราชกิจานุเบกษาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2481 เล่มที่ 55 หน้า 658

 เขตการปกครอง

เขตการปกครองของจังหวัดขุขันธ์ในอดีตมี 6 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ ซึ่งรายชื่อดังต่อไปนี้สะกดชื่อตามราชกิจจานุเบกษา ฉบับวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2460 ได้แก่[1]

  1. อำเภอเมืองขุขันธ์ (อำเภอห้วยเหนือ)
  2. อำเภอเมืองศีร์ษะเกษ
  3. อำเภอราษีไสล (อำเภอคง)
  4. อำเภอกันทรลักษ์ (อำเภอน้ำอ้อม)
  5. กิ่งอำเภอบัวบุณฑริก (กิ่งอำเภอโพนงาม)
  6. อำเภออุทุมพรพิไสย
  7. อำเภอเดชอุดม

 

 

 
3 จังหวัดตะกั่วป่า

เมื่อ พ.ศ. 2352 รัชกาลที่ 2 ทรงยกเมืองตะกั่วป่า ตะกั่วทุ่งและถลาง ให้อยู่ในความปกครองของนครศรีธรรมราช จนกระทั่งพม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ สมัยรัชกาลที่ 3 เมืองตะกั่วป่า ตะกั่วทุ่ง จึงกลับมาเป็นหัวเมืองขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2383 ถึงรัชกาลที่ 5 ได้ทรง รวบรวมกลุ่มเมืองชั้นนอกเข้าเป็นมณฑลใน พ.ศ. 2435 ซึ่งครั้งนี้ เมืองตะกั่วป่าได้ถูกรวมอยู่ในมณฑลภูเก็ต พ.ศ. 2459 สมัยรัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าให้เปลี่ยนจากเมืองเป็นจังหวัด เมืองตะกั่วป่าจึงได้เป็น จังหวัดตะกั่วป่า เดิมแบ่งการปกครองเป็น 3 อำเภอ คือ อำเภอเมืองตะกั่วป่า (อำเภอตลาดใหญ่), อำเภอปากน้ำ (อำเภอเกาะคอเขา) และอำเภอกะปง

ใน พ.ศ. 2474 รัชกาลที่ 7 จึงทรงยุบจังหวัดตะกั่วป่า ลงเป็นอำเภอตลาดใหญ่ ขึ้นกับจังหวัดพังงา โดยได้ตั้ง ที่ว่าการอำเภอ อยู่ ณ ศาลากลางจังหวัดตะกั่วป่าเดิมที่บ้านย่านยาว

 

 

 

 

4 จังหวัดธนบุรี เป็นจังหวัดในอดีตที่อยู่ทางฝั่งซ้ายมือแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามกับจังหวัดพระนคร ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี จนกระทั่ง พ.ศ. 2514 ได้มีการรวมจังหวัดธนบุรีกับจังหวัดพระนคร เป็น นครหลวงกรุงเทพธนบุรี[1] และเปลี่ยนชื่อเป็นกรุงเทพมหานครเมื่อปี พ.ศ. 2515[2]

ในอดีต กรุงธนบุรี หรือ จังหวัดธนบุรี เป็นราชธานีไทย ในระหว่างปี พ.ศ. 2310 - 2325 โดยตั้งอยู่ ณ ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาที่เมืองธนบุรีเดิม หลังจากกรุงศรีอยุธยาต้องเสียกรุงแก่พม่า เมื่อ พ.ศ. 2310 แล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็ได้ทรงสถาปนาราชธานีแห่งใหม่ขึ้น พระราชทานนามว่า "กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร" เมื่อจุลศักราช 1130 ปีชวด สัมฤทธิศก ตรงกับ พ.ศ. 2310 จวบจนถึง พ.ศ. 2325 นับเป็นเวลาแห่งราชธานีเพียง 15 ปีเท่านั้น


<script type=text/javascript> //

การบริหารราชการ

จังหวัดธนบุรี มีอำเภอจำนวน 9 อำเภอ

แผนที่แนบท้ายพระราชบัญญัติกำหนดเขตจังหวัดในอ่าวไทยตอนใน พ.ศ. 2502

1. อำเภอราชคฤห์

2. อำเภอหงสาราม

3. อำเภอบุปผาราม

4. อำเภอตลิ่งชัน

5. อำเภอบางกอกน้อย

6. อำเภอบางขุนเทียน

7. อำเภอภาษีเจริญ

8. อำเภอหนองแขม

9. อำเภอราษฎร์บูรณะ

 การปกครองส่วนท้องถิ่น

วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2480 ได้มีการตรากฎหมายจัดตั้งเทศบาลนครธนบุรี เพื่อดูแลท้องถิ่น และยังมี องค์การบริหารส่วนจังหวัดและสุขาภิบาล [3]

ตราประจำจังหวัด

จังหวัดธนบุรี ใช้ตราประจำจังหวัดเป็นรูปพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ออกแบบโดยกรมศิลปากร

 

 

 

 

 

 

5 จังหวัดธัญบุรี หรือ จังหวัดธัญญบูรี เป็นเขตการปกครองส่วนภูมิภาคในระดับจังหวัดของประเทศไทยในอดีต

ประวัติ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเปิดศาลากลางเมืองธัญบุรี

จังหวัดธัญบุรีขึ้นตรงกับมณฑลกรุงเทพ กระทรวงโยธาธิการ ในอดีตเป็นป่ารกชัฏ ดินอุดมดีแต่ขาดแคลนน้ำ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริที่จะแก้ไขเกื้อกูลให้เกิดประโยชน์แก่ประชาราษฎร ทรงโปรดเกล้าให้ขุดคลองขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2433 จากแม่น้ำเจ้าพระยา พระราชทานนามว่า "คลองรังสิตประยูรศักดิ์" และโปรดเกล้าให้สร้างเมืองธัญบุรี และเสด็จเปิดศาลากลางเมืองธัญบุรี เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2445[1]

จังหวัดธัญบุรีแต่เดิมมามีเขตการปกครอง 4 อำเภอ คือ อำเภอเมืองธัญบุรี อำเภอลำลูกกา อำเภอคลองหลวง อำเภอหนองเสือ จังหวัดธัญบุรี ดำรงสภาพเป็นเมืองและจังหวัดอยู่นานถึง 31 ปี จากนั้นรัฐบาลสมัยนั้นได้ยุบเมืองธัญบุรี ไปขึ้นกับจังหวัดปทุมธานี เมื่อ พ.ศ. 2475 โดยมีฐานะเป็นอำเภอชั้นนอก

 

 

6 จังหวัดนครจัมปาศักดิ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

จังหวัดนครจัมปาศักดิ์ เป็น 1 ใน 4 จังหวัดที่ประเทศไทยได้ดินแดนคืนจากฝรั่งเศสในช่วง พ.ศ. 2484 โดยยกท้องที่การปกครองเมืองจำปาศักดิ์ ซึ่งเดิมขึ้นอยู่กับมณฑลอุบลราชธานีในสมัยรัชกาลที่ 5 และตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ. 2447 ขึ้นเป็นจังหวัด ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยต้องส่งดินแดนดังกล่าวให้แก่ฝรั่งเศส ซึ่งปกครองประเทศลาวในขณะนั้น ภายหลังเมื่อประเทศลาวได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสแล้ว พื้นที่ดังกล่าวจึงได้ยกขึ้นเป็นแขวงจำปาสักของลาวในปัจจุบัน

อนึ่ง พื้นที่ของจังหวัดนี้ยังกินอาณาบริเวณพื้นที่ส่วนหนึ่งของจังหวัดสตึงแตรง และพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดพระวิหาร ในประเทศกัมพูชาในปัจจุบันนี้ด้วย

กรมศิลปากรได้กำหนดให้จังหวัดจัมปาศักดิ์ใช้ตราประจำจังหวัดเป็นรูปปราสาทวัดภู อันเป็นโบราณสถานสำคัญของเมืองจำปาสัก อย่างไรก็ตาม ในหนังสือตราประจำจังหวัดของกรมศิลปากร พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2542 ไม่ได้ลงพิมพ์รูปตราดังกล่าวไว้ด้วย

การจัดการปกครอง

แผนที่ดินแดนจังหวัดนครจัมปาศักดิ์ (แสดงด้วยพื้นที่สีเขียว)

เมื่อแรกตั้งจังหวัดนั้น ได้แบ่งการปกครองออกเป็น 6 อำเภอ ตามประกาศเรื่องตั้งอำเภอ ลงวันที่ 23 กรกฎาคม พุทธศักราช 2484 ดังนี้

  1. อำเภอเมืองนครจัมปาศักดิ์ (ตามเขตอำเภอนครจัมปาศักดิ์เดิม)
  2. อำเภอวรรณไวทยากร (ตามเขตอำเภอมูลปาโมกเดิม)
  3. อำเภอธาราบริวัตร (ตามเขตอำเภอธาราบริวัตรเดิม)
  4. อำเภอมะโนไพร (ตามเขตอำเภอมะโนไพรเดิม)
  5. กิ่งอำเภอโพนทอง (ตามเขตกิ่งอำเภอโพนทองเดิม)

หลังจากนั้นวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2484 สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาจัดตั้งศาลจังหวัด โดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2484 [1] ต่อมาทางการได้ปรับปรุงเขตการปกครองจังหวัดนครจัมปาศักดิ์ใหม่ โดยโอนท้องที่อำเภอจอมกระสานต์ จังหวัดพิบูลสงคราม มาขึ้นจังหวัดนครจัมปาศักดิ์[2] ทำให้จังหวัดนครจัมปาศักดิ์มีเขตการปกครองจนถึง พ.ศ. 2489 รวมทั้งสิ้น 6 อำเภอ คือ อำเภอเมืองนครจัมปาศักดิ์ อำเภอวรรณไวทยากร อำเภอธาราบริวัตร อำเภอมะโนไพร อำเภอจอมกระสานติ์ และกิ่งอำเภอโพนทอง

อนึ่ง ทางราชการได้คืนฐานะให้เจ้ายุติธรรมธร (หยุย ณ จำปาศักดิ์) อดีตเจ้าผู้ครองนครจำปาสักก่อนที่จะตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ให้มีฐานะเป็นเจ้าผู้ครองนครอีกครั้งหนึ่ง (แทนการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด) พระองค์ได้อยู่ในตำแหน่งดังกล่าวจนถึงแก่พิราลัยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2489

 เกร็ดความรู้

ชื่ออำเภอต่างๆ ที่ตั้งขึ้นในทั้ง 4 จังหวัด ที่ได้คืนมาจากฝรั่งเศสนั้น ส่วนหนึ่งตั้งชื่อตามบุคคลที่มีบทบาทอย่างสูงในสงครามอินโดจีน เฉพาะจังหวัดนครจัมปาศักดิ์ มีชื่ออำเภอลักษณะดังกล่าว 1 อำเภอ คือ อำเภอวรรณไวทยากร ซึ่งตั้งตามพระนามของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงการต่างประเทศ และหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจาสันติภาพฝ่ายไทยในกรณีพิพาทอินโดจีน

 

 

 

 

7 จังหวัดปัจจันตคิรีเขตร[1] หรือบางเอกสารจะเรียกว่า ปัตจันตคีรีเขตร์ บ้าง ประจันต์คิรีเขตต์บ้าง[2] เป็นเมืองเดิมของราชอาณาจักรขอม (เขมร) ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเมืองหน้าด่านทางชายฝั่งทะเลตะวันออกที่มีความสำคัญเทียบเท่าจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด ในอดีต มีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เกาะกง เขตจังหวัดเกาะกงในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน ดินแดนจังหวัดนี้ตกเป็นของฝรั่งเศสพร้อมกับหัวเมืองฝั่งขวาแม่น้ำโขง คือ แขวงไซยะบุลีและแขวงจำปาสัก เมื่อ พ.ศ. 2447

<script type=text/javascript> //

 ประวัติ

แต่เดิมมาเกาะกงเป็นจังหวัดของราชอาณาจักรเขมร แต่มาถึงสมัยที่เขมตรตกเป็นประเทศราชอยู่ในอำนาจของสยาม พระเจ้ากรุงสยามก็พระบรมราชโองการให้ตั้งเกาะกงให้เป็นส่วนหนึ่งของเมืองตราด

เมื่อปี พ.ศ. 2398 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการให้ตั้งเกาะกง โดยพระราชทานนามเมืองนี้ว่า เมืองปัจจันตคีรีเขตต์ เพื่อให้เป็นเมืองหน้าด่านทางชายฝั่งทะเลตะวันออกของไทย เนื่องจากเป็นเมืองที่มีเขตติดต่อกับเขมรและญวน

เหตุที่รัชกาลที่ 4 พระราชทานนามเกาะกงว่า ปัจจันตคิรีเขตร ก็เพื่อให้คล้องจองกับชื่อเมืองประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอยู่ทางด้านภาคตะวันตกของไทย ซึ่งตั้งอยู่ในแนวรุ้ง (Latitude) เดียวกัน[3]

ถึง พ.ศ. 2422 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์จัดตั้งสถานีทหารเรือขึ้นตามชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกที่เมืองชลบุรี บางพระ อำเภอบางละมุง เมืองระยอง เมืองแกลง เมืองจันทบุรี อำเภอขลุง เมืองตราด เมืองปัจจันตคิรีเขตร และเกาะเสม็ดนอก เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากฝรั่งเศสทางทะเล

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2435 ฝรั่งเศสได้เริ่มดำเนินการทางทหารใช้กำลังเข้าบีบบังคับไทย โดยยกกองทัพมาเข้าขับไล่ทหารไทยให้ถอยร่นออกจากดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ทำให้ความยุ่งยากทางชายแดนไทยเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการปรึกษาการป้องกันพระราชอาณาเขตขึ้น และจัดกองบัญชาการทัพอยู่ตามหัวเมืองชายทะเลแต่ละด้านขึ้นด้วย

ในปี พ.ศ. 2436 รัฐบาลสยามได้แต่งตั้งให้นายพลเรือจัตวาพระยาชลยุทธโยธินทร์ (André du Plésis de Richelieu) เป็นผู้จัดการป้องกันพระราชอาณาเขตทางหัวเมืองฝ่ายตะวันออก ทางกระทรวงการต่างประเทศได้มีคำสั่งมายังผู้ว่าราชการเมืองแถบนี้ ซึ่งรวมทั้งเมืองตราดและเมืองปัจจันตคิรีเขตรด้วย ให้ช่วยพระยาชลยุทธโยธินทร์จัดการทุกอย่างที่เกี่ยวกับการป้องกันพระราชอาณาเขต

การเสียดินแดนจังหวัดปัจจันตคิรีเขตร

การส่งมอบตราดให้กับฝรั่งเศส

วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา เรือรบฝรั่งเศสสามารถฝ่าแนวป้องกันของสยามเข้ามาทอดสมอในกรุงเทพฯ ได้ ฝ่ายฝรั่งเศสยื่นคำขาดให้ฝ่ายไทยปฏิบัติตามเมื่อ 20 กรกฎาคม โดยให้เวลาตอบ 48 ชั่วโมง ฝ่ายไทยได้ตอบข้อเรียกร้องเมื่อ 22 กรกฎาคม แต่ไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายฝรั่งเศส ดังนั้นในวันที่ 24 กรกฎาคม ฝรั่งเศสจึงประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย สองวันถัดมา (26 กรกฎาคม) ฝรั่งเศสได้สั่งให้ผู้บัญชาการกองเรือภาคตะวันออกไกลที่ไซ่ง่อนปิดล้อมอ่าวไทย ตั้งแต่แหลมเจ้าลายถึงบริเวณแหลมกระบัง และในวันที่ 29 กรกฎาคม ฝรั่งเศสได้ประกาศปิดล้อมอ่าวไทยครั้งที่ 2 โดยขยายเขตเพิ่มบริเวณเกาะเสม็ด จนถึงแหลมลิง รวม 2 เขต ฝ่ายไทยจำต้องยอมรับคำขาดของฝรั่งเศสที่ยื่นไว้แต่เดิมในวันเดียวกันนั้นเอง แต่ในวันรุ่งขึ้นฝรั่งเศสถือโอกาสยื่นคำขาดเพิ่มเติมอีก โดยประกาศยึดปากน้ำและเมืองจันทบุรีไว้เป็นประกัน และบังคับให้ไทยถอนตัวออกจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงอีกด้วย ไทยจำเป็นต้องยอมรับโดยไม่มีทางเลือก เมื่อฝ่ายไทยปฏิบัติตามคำขาดนั้นแล้ว ฝรั่งเศสจึงได้ยกเลิกการปิดอ่าวในวันที่ 3 สิงหาคม เวลา 12.00 น. แต่การยึดปากน้ำและเมืองจันทบุรียังคงยึดไว้ตามเดิม

ต่อมาได้มีการทำสัญญาสงบศึกกันโดยหนังสือสัญญาฉบับลงวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 (ร.ศ. 112) ในหนังสือสัญญาฉบับนี้ มีข้อความระบุไว้ในอนุสัญญาผนวกต่อท้ายหนังสือสัญญาข้อ 6 ว่า "คอนเวอนแมนต์ (Government - รัฐบาล) ฝรั่งเศสจะได้ตั้งอยู่ต่อไปที่เมืองจันทบุรี จนกว่าจะได้ทำการสำเร็จแล้วตามข้อความในหนังสือสัญญานี้…"

แม้ทางฝ่ายไทยปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ฝรั่งเศสบีบบังคับทุกอย่าง ฝรั่งเศสก็ยังไม่ยอมถอนทหาร ยังคงยึดจันทบุรีไว้อีกเป็นเวลานานถึง 10 ปี เป็นเหตุให้ต้องมีการตกลงทำสัญญาขึ้นใหม่อีกฉบับหนึ่งคือ อนุสัญญาลงวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2445 แต่หนังสือฉบับนี้ฝรั่งเศสไม่ยอมให้สัตยาบันและไม่ถอนกำลังออกจากจันทบุรี จึงได้ตกลงมีสัญญาอีกฉบับหนึ่ง คือ สัญญาลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446 คราวนี้ฝรั่งเศสจึงถอนกำลังออกจากจันทบุรี แต่ได้เข้ายึดครองเมืองตราดและบรรดาเกาะทั้งหลายภายใต้แหลมลิงลงไปซึ่งรวมถึงเกาะกงแทน ฝ่ายไทยจำต้องมอบเมืองตราดและเมืองประจันตคีรีเขตให้แก่ฝรั่งเศส ในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2447

พื้นที่ดังกล่าวได้ตกอยู่ในการยึดครองของฝรั่งเศส จนถึงวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 จึงได้มีการตกลงทำหนังสือสัญญาขึ้นอีกฉบับหนึ่งเรียกว่า "หนังสือสัญญาระหว่างสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยามกับเปรสสิเดนต์แห่งรีปัปลิคฝรั่งเศส" ฝรั่งเศสจึงคืนเมืองตราดให้ไทยตามเดิม แต่ฝ่ายไทยจะต้องยอมยกดินแดนเขมรส่วนใน (มณฑลบูรพา) คือ เมืองพระตะบอง เมืองเสียมราฐ และเมืองศรีโสภณ เป็นเงื่อนไขแลกเปลี่ยน แต่ปรากฏว่าเมืองปัจจันตคิรีเขตร (เกาะกง) นั้นฝรั่งเศสมิได้คืนให้ไทยแต่ประการใด ปัจจุบันเมืองปัจจันตคิรีเขตร (เกาะกง) จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของกัมพูชาไปโดยปริยาย[4]

การสูญเสียแผ่นดินเกาะกงในสมัยนั้น ประวัติศาสตร์ของชาติไทยมิได้มีบันทึกการเสียดินแดนเกาะกงไว้แต่อย่างใด คงกล่าวโดยรวมในกรณีของดินแดนจังหวัดตราดเท่านั้น เพราะในขณะนั้นไทยต้องการดินแดนเขมรสูงเป็นอย่างมาก ซึ่งก็คือดินแดนอีสานตอนใต้ในปัจจุบัน โดยให้ยึดทิวเขาพนมดงรักเป็นเส้นเขตแดน ซึ่งฝรั่งเศสก็ยินยอม

 

 

 

 

8 จังหวัดพิบูลสงคราม เป็น 1 ใน 4 จังหวัดที่ประเทศไทยได้ดินแดนคืนจากฝรั่งเศสในช่วง พ.ศ. 2484 โดยยกท้องที่การปกครองเสียมราฐขึ้นเป็นจังหวัด ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยต้องส่งดินแดนจังหวัดพิบูลสงครามคืนให้แก่ฝรั่งเศส ซึ่งปกครองประเทศกัมพูชาอยู่ในขณะนั้น ปัจจุบัน คือ จังหวัดเสียมราฐ จังหวัดอุดรมีชัย และจังหวัดบันเตียเมียนเจย ในประเทศกัมพูชา พื้นที่ของจังหวัดนี้เดิมอยู่ในมณฑลบูรพาในสมัยรัชกาลที่ 5 และตกอยู่ภายใต้ความปกครองของฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ. 2450

ชื่อจังหวัดพิบูลสงครามนี้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีไทยในขณะนั้น ทั้งนี้ ยังปรากฏว่ามีการสร้างอนุสาวรีย์ไก่ขาวกางปีกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจอมพลแปลกไว้เป็นอนุสรณ์ของจังหวัดนี้ เมื่อมีการกำหนดให้มีตราประจำจังหวัดทั่วประเทศ กรมศิลปากรก็ได้นำอนุสาวรีย์ดังกล่าวมาผูกเป็นรูปตราประจำจังหวัดไว้ด้วย

<script type=text/javascript> //

การจัดการปกครอง

แผนที่ดินแดนจังหวัดพิบูลสงคราม (แสดงด้วยพื้นที่สีน้ำเงิน)

เมื่อแรกตั้งจังหวัดนั้น ได้แบ่งการปกครองออกเป็น 6 อำเภอ ตามประกาศเรื่องตั้งอำเภอ ลงวันที่ 23 กรกฎาคม พุทธศักราช 2484 ดังนี้

  1. อำเภอไพรีระย่อเดช (ตามเขตอำเภอบ้านพวกเดิม)
  2. อำเภอกลันทบุรี (ตามเขตอำเภอกลันทบุรีเดิม)
  3. อำเภอพรหมขันธ์ (ตามเขตอำเภอพรหมขันธ์เดิม)
  4. อำเภอเกรียงศักดิ์พิชิต (ตามเขตอำเภอสำโรงเดิม)
  5. อำเภอวารีแสน (ตามเขตอำเภอวารีแสนเดิม)
  6. อำเภอจอมกระสานติ์ (ตามเขตอำเภอจอมกระสานติ์เดิม)

หลังจากนั้นวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2484 สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาจัดตั้งศาลจังหวัด โดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2484 [1] ต่อมาทางการได้ปรับปรุงเขตการปกครองจังหวัดพิบูลสงครามใหม่ โดยโอนท้องที่อำเภอจอมกระสานต์ จังหวัดพิบูลสงครามไปขึ้นจังหวัดนครจัมปาศักดิ์ และโอนท้องที่อำเภอศรีโสภณ และอำเภอสินธุสงครามชัย จังหวัดพระตะบอง มาขึ้นจังหวัดพิบูลสงครามแทนในเดือนธันวาคม ปีเดียวกัน [2]

จังหวัดพิบูลสงครามจึงมีเขตการปกครองจนถึง พ.ศ. 2489 รวมทั้งสิ้น 7 อำเภอ คือ อำเภอไพรีระย่อเดช อำเภอกลันทบุรี อำเภอพรหมขันธ์ อำเภอเกรียงศักดิ์พิชิต อำเภอวารีแสน อำเภอศรีโสภณ และอำเภอสินธุสงครามชัย

 เกร็ดความรู้

ชื่ออำเภอต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นในทั้ง 4 จังหวัด ที่ได้คืนมาจากฝรั่งเศสนั้น ส่วนหนึ่งตั้งชื่อตามบุคคลที่มีบทบาทอย่างสูงในการรบสงครามอินโดจีน เฉพาะจังหวัดพิบูลสงคราม มีชื่ออำเภอลักษณะดังกล่าวดังต่อไปนี้

  • อำเภอเกรียงศักดิ์พิชิต ตั้งชื่อตาม พันเอกหลวงเกรียงศักดิ์พิชิต (พิชิต เกรียงศักดิ์พิชิต ยศสุดท้ายเป็นที่พลโท) ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 1 ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก แม่ทัพด้านอีสาน และผู้ช่วยแม่ทัพบกในขณะนั้น (ดูประวัติหลวงเกรียงศักดิ์พิชิตได้ที่นี่)
  • อำเภอไพรีระย่อเดช ตั้งชื่อตาม พันเอกหลวงไพรีระย่อเดช (ชมะบูรณ์ ไพรีระย่อเดช ยศสุดท้ายเป็นที่พลโท) ผู้บัญชาการกองพลบูรพา และรองแม่ทัพด้านบูรพา (คนที่ 2) ในขณะนั้น
  • อำเภอสินธุสงครามชัย (โอนมาจากจังหวัดพระตะบอง) ตั้งชื่อตาม พลเรือตรีหลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน ยศสุดท้ายเป็นที่พลเรือเอก) ผู้บัญชาการทหารเรือ และแม่ทัพเรือในขณะนั้น

 

9 จังหวัดพระประแดง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จังหวัดพระประแดง
ตราประจำจังหวัดพระประแดง
ตราประจำจังหวัด
Cquote1.png (ของอำเภอพระประแดงในปัจจุบัน) ป้อมแผลงไฟฟ้า ราชานุสาวรีย์
ประเพณีสงกรานต์ หมู่บ้านชาวมอญ สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ งามตระการวัดหลวง มะม่วงน้ำดอกไม้ ติดใจข้าวเม่าทอด
สุดยอดกะละแม
Cquote2.png
ข้อมูลทั่วไป
ชื่ออักษรไทย พระประแดง
สีประจำกลุ่มจังหวัด เหลือง ███
ข้อมูลสถิติ
แผนที่
 

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

จังหวัดพระประแดง เป็นจังหวัดในอดีต ประกอบด้วยอำเภอพระประแดง อำเภอบ้านทะวาย (ยานนาวา) อำเภอพระโขนง และอำเภอราษฎร์บูรณะ ถูกยุบรวมเข้ากับจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดพระนคร และจังหวัดธนบุรี[1]


การยุบรวมจังหวัด

สืบเนื่องจากในระยะนั้น เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระวินิจฉัยนำอำเภอพระประแดงยุบรวมเข้ากับจังหวัดสมุทรปราการ อำเภอบ้านทะวาย (ยานนาวา) และอำเภอพระโขนงยุบรวมกับจังหวัดพระนคร ส่วนอำเภอราษฎร์บูรณะยุบรวมเช้ากับจังหวัดธนบุรี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

10 จังหวัดพระตะบอง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จังหวัดพระตะบอง
ខេត្តបាត់ដំបង
สถิติ
เมืองเอก: พระตะบอง
พื้นที่: 11,702 กม²
ประชากร: 1,036,523[1] (2008)
ความหนาแน่น: 88.6 คน/กม²
ISO 3166-2: KH-2
แผนที่
แผนที่ของจังหวัดพระตะบอง

พระตะบอง (เขมร: ខេត្តបាត់ដំបង แคตบัดตัมบอง) เป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศกัมพูชา อยู่ทางภาคตะวันตกของประเทศ มีเขตติดต่อกับจังหวัดสระแก้ว และจันทบุรี ประเทศไทย พื้นที่นี้อดีตเคยเป็นจังหวัดพระตะบองในมณฑลบูรพาของสยาม

<script type=text/javascript> //

 ประวัติ

ประวัติศาสตร์ยุคต้น

ระหว่างคริตส์ศตวรรษที่ 15 - 18 พื้นที่ที่เรียกว่าจังหวัดพระตะบองนี้ตกอยู่ในความยึดครองของสยาม ผู้คนในแถบนี้แตกฉานซ่านเซ็น ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยในถิ่นต่างๆ

ในช่วงปลายคริตส์ศตวรรษที่ 18 ถึงต้นคริตส์ศตวรรษที่ 20 ตรงกับสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ของสยาม สยามได้จัดการปกครองโดยตรงต่อดินแดนเมืองพระตะบองและส่วนอื่นๆ ซึ่งเรียกรวมกันว่า ดินแดนเขมรส่วนใน โดยตั้งเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน - ต้นสกุลอภัยวงศ์) ให้เป็นผู้ปกครองดินแดนส่วนนี้ และมีเจ้าเมืองในสกุลอภัยวงศ์สืบทอดต่อมาอีก 5 คน จนถึงปี พ.ศ. 2449 (พ.ศ. 2450 ตามปฏิทินสากล) ซึ่งเป็นปีที่สยามเสียดินแดนเขมรส่วนในและดินแดนลาวฝั่งขวาของแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส เพื่อแลกกับการคืนเมืองตราดตามสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส ลงวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 หลังจากนั้นในวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2450 พระบาทสมเด็จพระนโรดมสีสุวัตถิ์ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการ ให้แบ่งเขตการปกครองของเมืองพระตะบองออกเป็น 3 เขต (จังหวัด) ได้แก่ เขตพระตะบอง เขตเสียมราฐ และเขตศรีโสภณ ต่อมาจึงแบ่งเขตการปกครองใหม่อีกครั้งในปี พ.ศ. 2468 เป็น 2 เขต คือ เขตพระตะบองและเขตเสียมราฐ โดยเขตพระตะบองมีเมือง (อำเภอ) ในความปกครอง 2 เมือง คือ เมืองพระตะบองกับเมืองศรีโสภณ ถึงปี พ.ศ. 2483 เขตพระตระบองก็มีเมืองในความปกครองเพิ่มขึ้นเป็น 7 เมือง คือ เมืองพระตะบอง เมืองสังแก เมืองระสือ (โมงฤๅษี) เมืองตึกโช เมืองมงคลบุรี เมืองศรีโสภณ และเมือง Bei Thbaung


Wiki letter w.svg

 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

ตราประจำจังหวัดพระตะบอง (สมัยไทยปกครอง พ.ศ. 2484 - 2489)
แผนที่ดินแดนจังหวัดพระตะบอง (แสดงด้วยพื้นที่สีแดง)

ในปี พ.ศ. 2484 หลังสิ้นสุดกรณีพิพาทอินโดจีนไทย-ฝรั่งเศส ไทยได้ดินแดนส่วนที่เรียกว่าเขมรส่วนในและลาวฝั่งขวาของแม่น้ำโขงคืน จึงได้ประกาศจัดตั้งจังหวัดขึ้นใหม่ในดินแดนเหล่านี้ 4 จังหวัดคือ จังหวัดพระตะบอง จังหวัดพิบูลสงคราม จังหวัดนครจัมปาศักดิ์ และจังหวัดลานช้าง เฉพาะจังหวัดพระตะบองนั้นเมื่อแรกตั้งจังหวัดนั้น ได้แบ่งการปกครองออกเป็น 7 อำเภอ ตามประกาศเรื่องตั้งอำเภอ ลงวันที่ 23 กรกฎาคม พุทธศักราช 2484 ดังนี้

  1. อำเภอเมืองพระตะบอง ตามเขตอำเภอพระตะบองเดิม
  2. อำเภอพรหมโยธี ตามเขตอำเภอสังแกเดิม
  3. อำเภออธึกเทวเดช ตามเขตอำเภอระสือเดิม
  4. อำเภอมงคลบุรี ตามเขตอำเภอมงคลบุรีเดิม
  5. อำเภอศรีโสภณ ตามเขตอำเภอศรีโสภณเดิม
  6. อำเภอสินธุสงครามชัย ตามเขตอำเภอตึกโชเดิม
  7. อำเภอไพลิน ตามเขตอำเภอไพลินเดิม

ต่อมาทางการไทยได้ปรับปรุงเขตการปกครองจังหวัดพระตะบองเสียใหม่ โดยโอนท้องที่อำเภอศรีโสภณ และอำเภอสินธุสงครามชัย ไปขึ้นจังหวัดพิบูลสงครามแทนในเดือนธันวาคม ปีเดียวกัน

จังหวัดพระตะบองจึงมีเขตการปกครองตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแต่ พ.ศ. 2484 จนถึง พ.ศ. 2489 รวมทั้งสิ้น 5 อำเภอ คือ อำเภอเมืองพระตะบอง อำเภอพรหมโยธี อำเภออธึกเทวเดช อำเภอมงคลบุรี และอำเภอไพลิน

อนึ่ง ชื่ออำเภอที่ไทยตั้งขึ้นใหมในทั้ง 4 จังหวัด ที่ได้คืนมาจากฝรั่งเศสนั้น ส่วนหนึ่งตั้งชื่อตามบุคคลที่มีบทบาทอย่างสูงในการรบสงครามอินโดจีน ในจังหวัดพระตะบอง มีชื่ออำเภอลักษณะดังกล่าวดังต่อไปนี้

  • อำเภอพรหมโยธี ตั้งชื่อตาม นายพันเอกหลวงพรหมโยธี (มังกร พรหมโยธี ยศสุดท้ายเป็นที่พลเอก)
  • อำเภออธึกเทวเดช ตั้งชื่อตามพลอากาศโท หลวงอธึกเทวเดช (บุญเจียม โกมลมิศร์) แม่ทัพอากาศสนาม

ภายหลังในเดิอนเมษายน 2486 ได้เปลี่ยนชื่อ อำเภออธึกเทวเดช เป็นอำเภอรณนภากาศ เนื่องจาก แม่ทัพอากาศ/ผู้บัญชาการทหารอากาศ (พลอากาศโท หลวงอธึกเทวเดช) ได้ลาออกจากตำแหน่ง

  • อำเภอสินธุสงครามชัย (ภายหลังโอนไปขึ้นกับจังหวัดพิบูลสงคราม) ตั้งชื่อตาม นายพลเรือตรี หลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน ยศสุดท้ายเป็นที่พลเรือเอก) ผู้บัญชาการทหารเรือ และแม่ทัพเรือในขณะนั้น

สำหรับตราประจำจังหวัดนั้น กรมศิลปากรได้กำหนดให้จังหวัดพระตะบองใช้ตราประจำจังหวัด เป็นรูปพระยาโคตรตระบองยืนทำท่าจะขว้างตะบอง ตามตำนานในท้องถิ่นที่เล่าถึงที่มาของชื่อจังหวัด

 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปัจจุบัน

ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2496 ได้มีการจัดตั้งเขตบริหารปอยเปต (Poi Pet administration) โดยอยู่ภายใต้การปกครองของเมืองศรีโสภณ (เมืองนี้ได้ถูกแบ่งเป็น 2 เมืองในปีนั้น คือ เมืองศรีโสภณและเมืองบันทายฉมาร์) ต่อมาได้ยกฐานะขึ้นเป็นเมืองชื่อว่า เมือง O Chrov ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2508 และในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน ได้มีการแบ่งเขตการปกครองของเมืองระสือส่วนหนึ่งออกเป็นเขตการปกครองใหม่ คือ เขตบริหาร Kors Kralor หลังจากนั้นในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2509 รัฐบาลกัมพูชาก็ได้ตั้งเมืองทมอปุก (Thmar Pouk) ขึ้นเป็นเมืองในความปกครองของจังหวัดพระตะบอง และได้แบ่งเมืองบันทายฉมาร์ไปขึ้นกับจังหวัด (เขต) อุดรมีชัยซึ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ในปีนั้น

ในสมัยการปกครองของเขมรแดง ได้มีการอพยพประชาชนออกจากเมืองต่างๆ ไปอยู่ในชนบทเพื่อขยายผลผลิตทางการเกษตร จังหวัดพระตะบองกลายเป็นพื้นที่หนึ่งที่ได้ชื่อว่าทุ่งสังหาร อันเนื่องมาจากการปกครองที่เลวร้ายของเขมรแดง ในยุคนี้ เขมรแดงได้ตั้งเมืองขึ้นใหม่ในเขตจังหวัดพระตะบองอีก 2 เมือง คือ เมืองบานันและเมืองโกรส ลอร์ (Kors Lor)

จังหวัดพระตะบองได้รับการปลดปล่อยจากระบอบเขมรแดงในวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2522 และได้มีการจัดตั้งคณะกรมการเมืองขึ้นปกครองจังหวัดนี้จนกระทั่งมีการเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ. 2526 โดยในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 - 2529 จังหวัดพระตะบองมีเมืองในปกครอง 9 เมือง และ 1 เขตการปกครอง

ในปี พ.ศ. 2529 ตั้งมีการจัดตั้งเมืองบานัน เมืองโบเวล และเมืองเอกพมนขึ้น ทำให้จังหวัดพระตะบองมีเมืองในความปกครองรวม 12 เมือง แต่สองปีต่อมา ก็ได้แบ่งเอาเมือง 5 เมืองในความปกครอง ไปจัดตั้งขึ้นเป็นจังหวัดบันเตียเมียนเจย

ในปี พ.ศ. 2542 หลังจากการสลายตัวของเขมรแดงอย่างแท้จริงแล้ว ก็ได้มีการแบ่งอาณาเขตของจังหวัดพระตะบองไปจัดตั้งเป็นเทศบาลนครไพลิน และในปี พ.ศ. 2543 ก็ได้แบ่งเอาเขตเมืองระสือส่วนหนึ่งจัดตั้งขึ้นเป็นเมืองกะห์กรอลอ[2]

 การแบ่งเขตการปกครอง

จังหวัดพระตะบองแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 13 เมือง (ស្រុក srok)

รหัสเมือง ชื่อเมือง
(ภาษาเขมร)
เขียนด้วยอักษรไทย เขียนด้วยอักษรโรมัน
0201 បាណន់ บานัน (บาณาน่) Bananh
0202 ថ្មគោល ทมอโกล (ถฺมโคล) Tamor Coul
0203 បាត់ដំបង บัตตัมบอง, พระตะบอง (บาต่ฏํบง) Batdombong
0204 បវេល บอเวล (บเวล) Bowel
0205 ឯកភ្នំ เอกพนม (เอภฺนุ ํ) Ek Pnum
0206 មោងប្ញស្សី โมงรืซเซ็ย, เมืองระสือ (โมงฤสฺสี) Moung Ruessie
0207 រតនមណ្ឌល รัตนมณฑล (รตนมณฺฑล) Rotana Mondol
0208 សង្កែ สังแก (สฺงแก) Sangcae
0209 សំឡូត ซ็อมลูต (สํฬูต) Samlut
0210 សំពៅលូន ซ็อมปึวลูน (สํเพาลูน) Sampoulun
0211 ភ្នំព្រឹក พนมพรึก (ภฺนุ ํพฺรึก) Pnumpruek
0212 កំរៀង ก็อมเรียง (กํเรียง) Camriang
0213 គាស់ក្រឡ กะห์กรอลอ (คาส่กฺรฬ) Cahcrala

 อาณาเขต

 

 

 

11 จังหวัดมีนบุรี

 
 

จังหวัดมีนบุรี ขึ้นกับมณฑลกรุงเทพ ตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2444 โดยแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอคลองสามวา อำเภอแสนแสบ อำเภอหนองจอก และอำเภอเจียรดับ (ปัจจุบันอยู่ในเขตหนองจอก)

ต่อมาในปี พ.ศ. 2474 จังหวัดมีนบุรีได้ถูกยุบรวมเข้ากับจังหวัดพระนคร เพื่อประหยัดงบประมาณราชการ เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 อำเภอที่เป็นที่ตั้งของจังหวัดมีนบุรีเดิมจึงมีชื่อเรียกว่า อำเภอมีนบุรี และได้รับเอาท้องที่ตำบลแสนแสบจากอำเภอลาดกระบังมาอยู่ในการปกครองในปี พ.ศ. 2500

จากนั้นอำเภอมีนบุรีได้เปลี่ยนแปลงฐานะเป็น เขตมีนบุรี เมื่อมีการรวมจังหวัดพระนครกับจังหวัดธนบุรีเข้าด้วยกันเป็นกรุงเทพมหานครในปี พ.ศ. 2515 แบ่งเขตการปกครองย่อยเป็นแขวง รวม 7 แขวง จนในที่สุด ปี พ.ศ. 2540 ได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทยเปลี่ยนแปลงพื้นที่เขตมีนบุรี แยก 5 แขวงทางด้านเหนือของเขต ไปจัดตั้งเป็นเขตคลองสามวา ทำให้เขตมีนบุรีเหลือพื้นที่ปกครองอยู่ 60 ตารางกิโลเมตรเศษ ใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของกรุงเทพมหานคร

 

 

 

 

12จังหวัดลานช้าง

 
จังหวัดลานช้าง
ตราประจำจังหวัดลานช้าง
ตราประจำจังหวัด
Cquote1.png Cquote2.png
ข้อมูลทั่วไป
ชื่ออักษรไทย ลานช้าง
ข้อมูลสถิติ
แผนที่
 
แผนที่จังหวัดลานช้าง

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

จังหวัดลานช้าง (บางทีก็เรียกว่า จังหวัดล้านช้าง) เป็น 1 ใน 4 จังหวัดที่ประเทศไทยได้ดินแดนคืนจากฝรั่งเศสในช่วง พ.ศ. 2484 โดยยกท้องที่ดินแดนลาวฝั่งขวาแม่น้ำโขงตรงข้ามกับเมืองหลวงพระบาง ขึ้นเป็นจังหวัด เดิมพื้นที่นี้ขึ้นอยู่กับมณฑลพายัพในสมัยรัชกาลที่ 5 และตกอยู่ภายใต้ความปกครองของฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ. 2447 พร้อมกันกับเมืองจำปาสัก ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยต้องส่งดินแดนนี้คืนให้แก่ฝรั่งเศส ซึ่งผู้ปกครองประเทศลาวในขณะนั้น ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวนี้คือ แขวงไซยะบูลีของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

กรมศิลปากรได้กำหนดให้จังหวัดลานช้างใช้ตราประจำจังหวัดเป็นรูปช้างหลายตัวยืนอยู่กลางลานกว้าง โดยคิดรูปตราจากความหมายของชื่อจังหวัดที่แปลว่า “ดินแดนที่มีช้างจำนวนมาก”

 การจัดการปกครอง

จังหวัดลานช้าง ได้แบ่งการปกครองออกเป็น 6 อำเภอ ตามประกาศเรื่องตั้งอำเภอ ลงวันที่ 23 กรกฎาคม พุทธศักราช 2484 ดังนี้

  1. อำเภอสมาบุรี ตามเขตอำเภอสมาบุรีเดิม
  2. อำเภออดุลเดชจรัส ตามเขตอำเภอปากลายเดิม
  3. อำเภอแก่นท้าว ตามเขตอำเภอแก่นท้าวเดิม
  4. อำเภอเชียงฮ่อน ตามเขตอำเภอเชียงฮ่อนเดิม
  5. อำเภอหาญสงคราม ตามเขตอำเภอหงษาเดิม

เขตการปกครองที่ได้จัดไว้นี้ได้ใช้เรื่อยมาจนถึง พ.ศ. 2489 โดยไม่มีการปรับปรุงเพิ่มเติมแต่อย่างใด

เกร็ดความรู้

ชื่ออำเภอต่างๆ ที่ตั้งขึ้นในทั้ง 4 จังหวัด ที่ได้คืนมาจากฝรั่งเศสนั้น ส่วนหนึ่งตั้งชื่อตามบุคคลที่มีบทบาทอย่างสูงในการรบสงครามอินโดจีน เฉพาะจังหวัดลานช้าง มีชื่ออำเภอลักษณะดังกล่าว 2 อำเภอ คือ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

13 จังหวัดสายบุรี ถูกยุบเลิกตามประกาศเรื่อง ยุบรวมท้องที่บางมณฑลและบางจังหวัด จังหวัดสายบุรีถูกยุบรวมเข้ากับจังหวัดปัตตานี ยกเว้น อำเภอบาเจาะถูกผนวกเข้ากับจังหวัดนราธิวาส ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2474 เล่มที่ 48 หน้าที่ 576

เขตการปกครอง

เขตการปกครองของจังหวัดสายบุรีในอดีตมี 2 อำเภอ และ 1 กิ่งอำเภอ ซึ่งรายชื่อดังต่อไปนี้สะกดชื่อตามราชกิจจานุเบกษา ฉบับวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2460 ได้แก่[1]

  1. อำเภอเมืองสายบุรี (อำเภอตะลุบัน)
  2. อำเภอจำปากอ (อำเภอบาเระเหนือ)
  3. กิ่งอำเภอกะลาพอ

 

 

 

14 จังหวัดสวรรคโลก เป็นจังหวัดหนึ่งของไทยในอดีต ปัจจุบันคือ อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย

<script type=text/javascript> //

ประวัติ

เมื่อปี พ.ศ. 2329 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดให้ย้ายเมืองสวรรคโลกจากอุทยานประวัติศาสตร์เมืองเก่าศรีสัชนาลัย ปัจจุบันอยู่บ้านวังไม้ขอน คือที่ตั้งเมืองสวรรคโลกในปัจจุบัน ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ ทางราชการได้แยกตำบลวังไม้ขอนอีกตำบลหนึ่งทางฝั่งตะวันออกของลำน้ำยม เรียกว่า ตำบลในเมือง อำเภอวังไม้ขอน จังหวัดสวรรคโลก มณฑลพิษณุโลก ในพ.ศ. 2476 เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอเมืองสวรรคโลก และในวันที่ 31 มีนาคม 2481 ยุบเลิกจังหวัดสวรรคโลกมาอยู่ภายใต้การปกครองจังหวัดสุโขทัย ภายหลังได้เคยมีการเสนอให้มีการจัดตั้งจังหวัดสวรรคโลกขึ้นมาอีกแต่ก็ยังขาดคุณสมบัติบางข้อเช่น จำนวนประชากร และ พื้นที่ แต่อาจมีการเสนอจัดตั้งจังหวัดสวรรคโลกในเงื่อนไขต่างหากด้วยเหตุผลเพื่อฟื้นฟูอดีตจังหวัดที่ถูกยุบโดยขัดต่อพระบรมราชโองการในสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งทำให้เป็นผลเสียตามมาแก่เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของผู้คนประชาชนในเมืองสวรรคโลกเป็นอย่างมาก เพราะมีการย้ายข้าราชการ และศูนย์ราชการ และศูนย์การศึกษาต่างๆ ไปอยู่ที่สุโขทัย ปัจจุบันทำให้เมืองสวรรคโลกขาดแคลนสถานศึกษาชั้นสูง ทั้งวิทยาลัยอาชีวศึกษาพาณิชยการ และวิทยาลัยเทคนิค รวมทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยอื่นๆ

เขตการปกครอง

เขตการปกครองของจังหวัดสวรรคโลกในอดีตมี 2 อำเภอ ซึ่งรายชื่อดังต่อไปนี้สะกดชื่อตามราชกิจจานุเบกษา ฉบับวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2460 ได้แก่[1]

  1. อำเภอเมืองสวรรคโลก (อำเภอวังไม้ขร)
  2. อำเภอด้ง (อำเภอหาดเสี้ยว)

 

 

 

15 จังหวัดหล่มสัก หรือ จังหวัดหล่มศักดิ์[1] เดิมเป็นจังหวัด แต่ภายหลังได้มีการลดฐานะเป็นอำเภอหล่มสัก ขึ้นกับจังหวัดเพชรบูรณ์[2] ตามพระราชกฤษฎีกา ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2481 เดิมมีเขตเขตการปกครอง ได้แก่

 

 

 

 

16 จังหวัดหลังสวน ถูกยุบเลิกตามประกาศเรื่อง ยุบรวมท้องที่บางมณฑลและบางจังหวัด จังหวัดหลังสวนถูกยุบเป็นอำเภอหลังสวน รวมเข้ากับจังหวัดชุมพร ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2474 เล่มที่ 48 หน้าที่ 576

<script type=text/javascript> //

 ประวัติศาสตร์

 

ลุ่มน้ำหลังสวน เป็นแหล่งที่มนุษย์เข้ามาอาศัยตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้พบหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญคือ เครื่องมือหินขัดประเภทขวาน แต่เนื่องจากแม่น้ำหลังสวนเป็นแม่น้ำสายสั้น ๆ และมีที่ราบลุ่มน้อย ชุมชนในบริเวณดังกล่าวจึงไม่อาจจะพัฒนาเป็นชุมชนเกษตรกรรมขนาดใหญ่ได้

หลังสวน เป็นหัวเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่งในแหลมมลายู เคยได้รับการยกฐานะเป็นหัวเมืองจัตวาขึ้นต่อกรุงเทพมหานครโดยตรงในสมัยต้นรัชกาลที่ 5 ครั้นเมื่อจัดตั้งมณฑลชุมพรในปี พ.ศ. 2439 หลังสวนจึงเป็นจังหวัดหนึ่งของมณฑลชุมพร และภายหลังได้ยุบจังหวัดหลังสวนลงเป็นอำเภอหลังสวนขึ้นกับจังหวัดชุมพร ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2475 ตราบเท่าทุกวันนี้

ที่มาของชื่อ

เนื่องจากหลังสวนเป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่งมาตั้งแต่สมัยโบราณ ชื่อที่เรียกจึงยากที่จะหาหลักฐานได้ว่ามีที่มาอย่างไร แต่เนื่องจากหลังสวนเป็นเมืองที่มีผลไม้มากจนกลายเป็นสินค้าสำคัญของเมืองนี้ ดังนั้น กระทรวงคมนาคมจึงได้สันนิษฐานในปี พ.ศ. 2459 ว่า คำว่า “หลังสวน“ น่าจะเพี้ยนมากจากคำว่า “รังสวน” หรือ “คลังสวน” ซึ่งหมายถึงแหล่งหรือที่รวมของผลไม้ทุกชนิดนั่นเอง

เมื่อครั้งที่พระยาอุปกิตศิลปสารเดินทางไปตรวจราชการที่เมืองหลังสวน ก็ได้สันนิษฐานเกี่ยวกับที่มาของคำว่า “หลังสวน” ไว้ดังนี้

“…คำว่าหลังสวน จะผิดหรือถูกขอฝากไว้ในที่นี้ด้วยคือ ริมฝั่งทั้งสองของแม่น้ำ ไม่เห็นมีบ้านเรือนอย่างแม่น้ำเรา มีแต่สวนครึ้มทั้งสองฟาก มีแต่ทางขึ้นลงจากแม่น้ำเท่านั้น ถามผู้แจวเรือว่า แถวนี้ไม่มีบ้านดอกหรือ เขาตอบว่า มี แต่อยู่หลังสวนขึ้นไป ภายหลังข้าพเจ้าไปเที่ยวตามบ้านเหล่านั้น ก็ได้เห็นจริงตามที่เขาพูด จึงสันนิษฐานว่า “เมืองหลังสวน” คงมาจากเค้าที่บ้านเมืองอยู่ข้างหลังสวนลึกเข้าไป…”

 เขตการปกครอง

เขตการปกครองของจังหวัดหลังสวนในอดีตมี 3 อำเภอ ซึ่งรายชื่อดังต่อไปนี้สะกดชื่อตามราชกิจจานุเบกษา ฉบับวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2460 ได้แก่[1]

  1. อำเภอเมืองหลังสวน (อำเภอขันเงิน)
  2. อำเภอสวี
  3. อำเภอพะโต๊ะ

 

 

 

ขอขอบคุณ วิกิพีเดีย

 
โหวตให้กระทู้นี้ >>
มีผู้เข้าชมแล้ว 297,717 ครั้ง, โหวตแล้ว 31 ครั้ง / 143 คะแนน
โพสท์โดย: SavageBaby ดู Hot Topic อื่นๆของ SavageBaby
22:09 - 25 มกราคม 2554
แจ้งลบ
 

Comment!  

   
 
 
   
เนื้อหาถูกโพสท์โดยสาธารณชน แสดงบนเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ
 
QUICK LINK
CONTACT US
ADVERTISE
    2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010 2011 2012 2013   2014
Postjung