เข้าสู่ระบบ:
  [ลืมรหัสผ่าน] [สมัครสมาชิกฟรี]   
684,453   2,433,775
 

รวมสัตว์ในเทพนิยาย

รวมสัตว์ในเทพนิยาย

Griffon (ฝรั่งเศส), Griffin (อังกฤษ) สัตว์ประหลาดในตำนานเทพนิยายกรีก โดยกริฟฟอนจะมีหน้าที่สำคัญอยู่ 2 อย่าง คือหนึ่งเป็นผู้ลากราชรถของเหล่าเทพ ซึ่งกริฟฟอนเหล่านี้จะแตกต่างจากกริฟฟอนทั่วไปคือมีร่างและปีกเป็นสีดำ และหน้าที่ที่ 2 ก็คือคอยลงโทษเหล่ามนุษย์ที่มักมากในทรัพย์สมบัติ ซึ่งอันนี้มาจากนิสัยของกริฟฟอนที่ชอบสะสมสมบัติมีค่า หรือชอบทำรังไว้ใกล้ ๆ กับขุมสมบัติ

 

....กริฟฟิน หรือ กริฟฟอน (griffin, gryphin, griffon หรือ gryphon) คือสัตว์ในเทพนิยายร่างกายเป็นครึ่งนกอินทรี ครึ่งสิงโต โดยส่วนหัว ขาคู่หน้าและปีก เป็นนกอินทรี ส่วนลำตัวและขาคู่หลังเป็นสิงโต และมีหางเป็นงู บางจำพวกก็มี หางของสิงโต ขนบนหลังเป็นสีดำ ขนที่อยู่ข้างหน้าเป็นสีแดง ส่วนขนปีกเป็นสีขาว. อาศัยอยู่ในถ้ำตามภูเขาตามตำนานกรีก

 

กริฟฟินเป็นสัตว์เทพผู้พิทักษ์เหมืองทองคำของดินแดนไฮเปอร์โบเรีย (ดินแดนในตำนานซึ่งอยู่ทางขั้วโลกเหนือ มีแสงอาทิตย์ และความอุดมสมบูรณ์ตลอดกาล), เป็นรูปจำแลงของเทพีเนเมซิส เทพแห่งความพยาบาท ซึ่งทำหน้าที่หมุนวงล้อแห่งโชคชะตา, นอกจากนี้ยังเป็นผู้ลากรถม้าของพระอาทิตย์ (เทพอพอลโล) อีกด้วยกริฟฟินนั้นเป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจ และบางคนยังถือว่ากริฟฟินเป็นสัญลักษณ์ของความหยิ่งยโสอีกด้วยในยุคแรก

 

....กริฟฟินถูกเปรียบเทียบให้เป็นเหมือนกับซาตาน ที่คอยล่อลวงวิญญานของมนุษย์ให้ติดกับ แต่ต่อมากริฟฟินก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของทั้งทวยเทพ และมนุษย์ สำหรับพระเยซู เพราะมันเป็นเจ้าแห่งพิภพและเวหา อีกทั้งมีรังสีแห่งแสง อาทิตย์. ศัตรูของกริฟฟินคือ บาซิลิสก์ ซึ่งเปรียบได้กับรูปจำลองของซาตาน



 

*เพิ่มเติม Hippogriff (ฮิปโปกริฟ): ชื่อเต็ม ๆ คือ Hippogriffin (ฮิปโปกริฟฟิน) บางคนอาจรู้จักเจ้าตัวนี้จากแฮร์รี่ พอตเตอร์มาแล้วนะครับ ฮิปโปกริฟสืบเชื้อสายมาจากกริฟฟอน (Gryphon สัตว์ครึ่งนกครึ่งสิงโต) กับม้า มันมีลำตัวเหมือนม้า แต่ขาหน้า เล็บ ปีก และจะงอยปากเป็นเหมือนกริฟฟอน ฮิปโปกริฟมักถูกยกไปเกี่ยวข้องกับดวงอาทิตย์ กริฟฟอนและม้าในรถม้าของอพอลโล และเปกาซัส

 

 

รวมสัตว์ในเทพนิยาย

ฮูปสเนคเป็นสัตว์ในนิทานพื้นบ้านของชาวอเมริกา มันเป็นงูที่อมปลายหางของตัวเองไว้ในปาก และเคลื่อนที่โดยการหมุนตัวบนพื้นดิน ฮูปสเนคสามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็วจนไม่มีใครหนีพ้น วิธีเดียวที่จะหนีจากมันก็คือกระโดดลอดผ่านรูที่เกิดจากการอมปลายหางของมัน จะทำให้ฮูปสเนคสับสนและเคลื่อนที่ผ่านเราไปโดยย้อนกลับไม่ทัน

 

บางครั้งฮูปสเนคก็เกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์ “Uroboros (อุโรโบรอส)” (ถ้าอ่าน Full Metal Alchemist น่าจะเคยได้ยินนะ) สัญลักษณ์แห่งความอมตะและจักรวาลรวมเป็นหนึ่งในศิลปะของกรีกและอียิปต์ สัญลักษณ์อุโรโบรอสแสดงให้เห็นรูปของงูที่มีปลายหางของมันอยู่ในปาก ตัวของมันโค้งเป็นวงกลม พญางูแห่งมิดการ์ดในตำนานของชาวนอร์สก็โอบล้อมโลกด้วยการอมหางของมันไว้ในปากเช่นกันหรือสํญลักษณ์ Uroboros (อูโรโบรอส)

 

สัญลักษณ์อูโรโบรอส เป็นรูปงูขดกันเป็นวงกลม แสดงถึงความไม่สิ้นสุด
สัญลักษณ์อูโรโบรอสนอกจากสื่อถึงความไม่มีที่สิ้นสุดแล้ว
อูโรโบรอสเป็นคำศัพท์ในภาษาลาติน มีความหมายตามตัวว่า 'งูกินหาง" ซึ่งมี
ความหมายถึง 'การก่อกำเนิด" หมายความว่า 'การกำเนิดเกิดด้วยตัวเอง" หรือการเกิดโดยปราศจากผู้ให้กำเนิด (ซึ่งใน FMA อาจเปรียบเทียบพวก Sin ในฐานะการกำเนิดจากวิธีที่ไม่ใช่ธรรมชาติเช่นนี้ด้วย)

....นอกจากนี้ จากการกำเนิดด้วยตัวเอง ยังจบชีวิตลงด้วยตัวเองด้วย
(ด้วยการกินตัวเองตาย คือ เกิดและดับในตัวเอง) โดยที่อูโรโบรอสถือเป็นชีวิต
ที่นอกเหนือจากกฎสามัญปกติ หรือชีวิตที่ไม่ได้มาจากพระเจ้า อูโรโบรอส ถูก
ใช้เป็นเครื่องหมายแห่งพระอาทิตย์ในอียิปต์ และในแนวคิด ทางนอสติค
(Gnosticism) ก็มาการพูดถึงอูโรโบรอสในฐานะอาทิตย์เช่นเดียวกัน โดยเชื่อว่าอู
โรโบรอสเป็นเครื่องหมายแทน สุริยเทพ อบราซัส (Abraxas) ความเป็นนิรันดร
และ จิตวิญญาณแห่งโลก

 

 

 

รวมสัตว์ในเทพนิยาย

....อูโรโบรอสเป็นอีกหนึ่งเครื่องหมายที่ถูกใช้กันในประเพณี และ วัฒนธรรมต่างๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเครื่องหมายที่ปรากฏและใช้กันอย่างแพร่หลายในศาสตร์
แห่งการเล่นแร่แปรธาตุ (Alchemist)

....ในทางเล่นแร่แปรธาตุ อูโรโบรอส จะสื่อถึง เมอร์คิวรี่ (Mercury) ซึ่งเป็นสสารที่
สามารถแทรกซึมผ่านเข้าไปในวัตถุอื่นๆได้ทุกชนิด และเป็นเครื่องหมายของ
การเกิดใหม่มิรู้จบของงูที่เกิดดับไปเรื่อยๆ เหมือนกับการสื่อถึงการเกิดใหม่ของ
งูจากการลอกคราบที่ปรากฏในตำนาน เทพนิยายต่างๆเช่น มหากาพย์ Gilgamesh ที่ว่างูได้กินผลไม้จากต้นไม้แห่งชีวิต (Tree of Life) ไป จึงได้รับชีวิตใหม่ ทำให้เกิดใหม่เรื่อยๆจากการลอกคราบ

....ดังนั้นการเกิดใหม่ที่ไม่มีที่สิ้นสุด เกิดขึ้นเป็นวงกลมไปเรื่อยๆนิรันดรตามรูปแบบของสัญลักษณ์อูโรโบรอสนี้ นอกจากนี้ยังมีเครื่องหมายอูโรโบรอสแบบรูปงู 2 ตัว กินหางกันและกันบนล่าง ซึ่งสื่อถึงสมดุลยภาพ สมดุลระหว่างข้างบนกับข้างล่าง ที่ดูราวกับเครื่องหมาย Infinity คือสมดุลยภาพระหว่างสองสิ่ง ส่วนในทางการเล่นแร่แปรธาตุจะสื่อถึง การระเหย การเปลี่ยนแปลงของสาร

 

 

รวมสัตว์ในเทพนิยาย

ไฮดราเป็นบุตรของ Echidna กับ Typhon มันอาศัยอยู่ในหนองน้ำของเลอร์นา (Lerna) ไฮดราเป็นสัตว์เก้าหัวที่มีพิษถึงตายได้ และมันมีหัวหนึ่งที่เป็นอมตะ ทุกครั้งที่หัวหนึ่งโดนตัดก็จะงอกขึ้นมาใหม่ได้ (บอสของบางเกมก็เอามุขนี้ไปใช้เหมือนกัน) เฮอร์คิวลิสฆ่าไฮดราโดยการใช้คบไฟลนตรงแผลที่ถูกตัดจนปิดสนิท เพื่อไม่ให้หัวใหม่งอกขึ้นมาได้ และฝังหัวที่เป็นอมตะไว้ใต้ก้อนหิน

....อสุรกายตัวนี้อาศัย ณ บึงร้างเลอร์นาในอาร์โกลิส เป็นมอนสเตอร์ร่างใหญ่อีกหนึ่งในตระกูลไทฟอน(ยักษ์ร้อยหัว) และ อิคิดนา (นางปีศาจครึ่งคนครึ่งงู) แต่บางเวอร์ชั่นว่าเป็นบุตรของไททันพาลลาส(Pallas)และสติกซ์(Styx เทพีแห่งแม่น้ำแห่งความตายสติกซ์) เป็นพี่น้องกับนีเมียน เคอบีรอส ไคเมรา ลาดอน และสฟิงซ์

 

ไฮดรามีร่างกายเป็นงูยักษ์หรือมังกร (บ้างก็มีขา บ้างเป็นงูยักษ์เฉยๆ) ที่มีหัวมากมายซึ่งก็แล้วแต่ตำนาน เริ่มตั้งแต่ห้าไปจนถึงร้อยหัวเลยทีเดียว แต่ที่นิยมที่สุดคงจะเป็นเจ็ดหรือเก้า และไม่มีอาวุธใดฆ่ามันได้(ง่ายๆ) เพราะหัวแต่ละหัวเมื่อถูกตัดขาดไปจะงอกขึ้นมาใหม่เพิ่มเป็นสองหัวทันที(ยิ่งโดนก็ยิ่งโหด) แถมแต่ละหัวยังมีความคิดเป็นของตัวเองซะด้วย มันมีลมหายใจและโลหิตเป็นพิษ เจ้าตัวนี้ฆ่าวีรบุรุษผู้กล้ามามากหน้าคร้าตา เวลามันขึ้นมาจากบึงทีก็จะออกไปทำลายบ้านเมืองปราสาทและฆ่าชาวบ้านมากมาย ดินแดนแถบนั้นต้องประสบชะตากรรมแบบนี้อยู่หลายปี

....และจุดจบของมันก็มาถึงโดยเฮอร์คิวลิส(อีกแล้ว) เพราะเป็นอีกหนึ่งในสิบสองภาระกิจของเขา เฮอร์คิวลิสขับรถม้าไปที่บึงเลอร์นาที่ว่า ท่อมๆมองๆอยู่สักพักก็ได้เจอมันเข้า(และลมหายที่เป็นไอพิษบางเวอร์ชั่นบอกว่าเฮอร์คิดลิสต้องเอาผ้าปิดจมูกปิดปากเลย)

 

....การต่อสู้ก็เริ่มขึ้น เขาก็กระหน่ำลูกธนูใส่มัน แต่ทว่าก็ไร้ผล เกล็ดหนาๆของมันไม่อ่อนต่อธนูหรอก เหนื่องจากลูกธนูเล่นงานมันไม่ได้ เขาเลยต้องใช้ดาบแทน ยกแรกฟันคอมันขาดแต่มันกลับงอกเป็นสอง ฟันจากสองเป็นสี่ 


....ระหว่างสู้นั้นเองเทพีเฮร่าชายาหลวงของซูสก็ตามแกล้งเฮอร์คิดลิสไม่เลิก(ด้วยเหตุที่เป็นลูกภรรยาอีกหนึ่งในหลายสิบคนของซูส) ปล่อยปูยักษ์ที่เรียกว่าคาร์คินอส(Karkinos) มาหนีบกัดเท้าของเฮอร์คิวลิส ซ้ำแล้วเลยต้องมาสู้กับคาร์คินอสอีก

....บางตำราเล่าว่าเฮอร์คิวลิสได้ความช่วยเหลือจากเทพเจ้าด้วย จนในที่สุด เขาก็ตัวศีรษะทั้งหมดของเจ้าไฮดราได้สำเร็จ(ก่อนที่จะงอกมาอีก) เป็นเหตุให้ไฮดราจบชีวิตลง เมื่อมีชัยต่อคู่ต่อสู้ เฮอร์คิวลิสก็ใช้เลือดพิษของไฮดราให้เป็นประโยชน์ เขาเอาลูกธนูทั้งหมดของเขาจุ่มลงในโลหิตของไฮดราใช้เป็นอาวุธต่อไป..

 

 

 

รวมสัตว์ในเทพนิยาย

Incubi & Succubi (อินคิวบิ & ซัคคิวบิ)

บางตำนานเรียก Succubus (ซัคคิวบัส) กับ Incubus (อินคิวบัส) เจ้าวิญญาณร้ายสองตัวนี้จะเข้าฝันผู้คนเพื่อสำเร็จความใคร่ให้มนุษย์ อินคิวบิเป็นวิญญาณผู้ชายที่จะเข้าฝันผู้หญิง มันสามารถทำให้ผู้หญิงคลอดลูกที่ชั่วร้ายออกมาได้ หนึ่งในกลุ่มนั้นคือ เมอร์ลิน

....Succubus มาจากตำนานความเชื่อในยุคกลางของชาวยุโรป โดยเชื่อว่าเธอเป็นปีศาจสาวอันทรงเสน่ห์ ที่ชอบไปหาผู้ชายหนุ่มๆยามหลับเพื่อจะลักหลับในฝัน! คือ มีความสัมพันธ์ทางเพศกับหนุ่มๆในฝันที่เธอต้องการ ไม่ว่าชายหนุ่มคนนั้นจะต้องการหรือไม่ก็ตาม หนุ่มที่โดน Succubus เข้าฝันจะมีความรู้สึกในฝัน และ จะไม่ตื่นขึ้นจนกว่าเธอจะไป และผู้ชายที่ถูกเธอกระทำจะถูก “สูบ” พลังชีวิตไป ซึ่งเอาน้ำเชื้อของผู้ชายไปให้กำเนิดเป็นปีศาจด้วย ทำให้หลังถูก Succubus เข้าฝัน ชายหนุ่มจะตื่นขึ้นมาด้วยความอ่อนล้าอ่อนเพลีย

 

ส่วนปีศาจที่ตรงข้ามกับ Succubus ก็คือ Incubus (ภาษาลาติน แปลว่า ฝันร้าย) ปีศาจเพศชาย ที่ไปหาสตรียามลับไหล เพื่อมีสัมพันธ์กันในฝัน เช่นเดียวกับ Succubus สตรีที่ได้มีสัมพันธ์กับ Incubus สามารถตั้งท้องได้ โดยที่เด็กที่เกิดมาจากสัมพันธ์กับ Incubus จะเกิดมามีพลังพิเศษเหนือธรรมชาติ เชื่อกันว่า ทั้ง Succubus และ Incubus คือ เทวดาตกสวรรค์

....ตามความเชื่อแล้ว ลักษณะของซัคคิวบัส จะเป็นปีศาจที่อยู่ในรูปของผู้หญิงที่มีเสน่ห์เย้ายวน ที่แฝงด้วยอาคมจนยากที่ชายใดจะปฏิเสธได้ เชี่ยวชาญด้านการหลอกล่อผู้ชาย ร่างจริงจะมีปีก ตาคล้ายงู แต่สามารถแปลงกายให้คล้ายมนุษย์ได้ จะล่าเหยื่อในฝัน โดยจะหลอกล่อเหยื่อ แล้วมอบความฝันสุดปรารถนาให้กับชายที่โดนสิง แลกกับไอชีวิตของเหยื่อ เหยื่อจะสูญเสียพลังงานอย่างมากบางทีอาจถึงชีวิต .
......ปีศาจประเภทนี้ในขณะที่ยังไม่โตเต็มที่ จะเป็นได้ทั้งชายและหญิง เมื่อโตเต็มที่จึงจะเลือกเพศ โดยปีศาจประเภทนี้ที่เป็นชาย จะมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า อินคิวบัส (incubus) ซึ่งต่างก็มีพฤติกรรมการล่าคล้ายกัน หากแต่จะเลือกเหยื่อที่เป็นเพศตรงข้ามกับตนเอง พฤติกรรมของซัคคิวบัสนั้นเชื่อได้ว่ามีเค้าโครงมาจากลิลิมซึ่งเป็นลูกสาวของลิลิธในตำนานของชาวยิว

 

 

 

รวมสัตว์ในเทพนิยาย

*เพิ่มเติม ยาฉะ (Yasha) เป็นปีศาจที่มีพฤติกรรมคล้ายกับซัคคิวบัสมาก แต่เป็นผู้หญิงและเป็นผีญี่ปุ่น ลักษณะเป็นหญิงสาวที่งดงามเช่นเดียวกับซัคคิวบัส และใช้มนต์มายาได้เหมือนกับซัคคิวบัส ยาฉะจะดูดไอชีวิตจากเหยื่อเพื่อยังชีพเหมือนกัน มนต์มายาของยาฉะสามารถทำให้เหยื่อเป็นบ้าได้ สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างยาฉะกับซัคคิวบัส คือ ยาฉะไม่สามารถล่าเหยื่อในฝันได้เหมือนซัคคิวบัส

 

 

 

 

รวมสัตว์ในเทพนิยาย

Phoenix (ฟีนิกซ์)

ฟินิกซ์ หรือนกแห่งไฟ บ้างก็เรียกว่า Bird Of Paradise (นกแห่งสรวงสวรรค์) หรืออีกชื่อที่คนีนเรียกว่า นกฟงหวง เป็นนกที่มีความหมายของความเป็นอมตะ การเกิดใหม่ และชีวิตหลังความตาย ซึ่งในตำนานของเทพเจ้ากรีกและอิยิปต์ นกฟินิกซ์ยังมีความเกี่ยวข้องกับเทพแห่งดวงอาทิตย์อีกด้วย

....ส่วนลักษณะของนกฟินิกซ์ มีขนาดตัวเท่ากับนกอินทรีย์ มีขนสีทองรอบๆลำคอ ลำตัวมีสีม่วงและหางมีสีฟ้าน้ำทะเล บ้างก็ว่าขนของมันเป็นสีทองสลับแดง ส่วนหัวจะมีพู่สลับขนนกยาวบางที่อธิบายว่ามีลักษณะคล้ายกับนกยูงหรือนกอินทรีย์

....ในตำนานกรีกนกฟินิกซ์จะอาศัยอยู่แถบอาระเบียโดยจะอาศัยอยู่ที่บริเวณแหล่งน้ำที่มีอากาศเย็น ทุกๆเช้าเมื่อตะวันสาดแสง เทพแห่งดวงอาทิตย์จะต้องหยุดรถม้าเพื่อฟังเสียงอันไพเราะของนกฟินิกซ์ ยามที่มันเล่นน้ำทุกๆวัน

 

นกฟินิกซ์จะมีอายุราวๆ 500-1460 ปี มันจะเผารังซึ่งสร้างขึ้นจากไม้ที่มีกลิ่นหอม เพื่อที่จะเผาร่างตัวเองไปพร้อมกันและถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งจากกองขี้เถ้าของตัวเอง ซึ่งการถือกำเนิดใหม่ของนกฟินิกซ์นี้ก็เปรียบได้ดั่งดวงอาทิตย์ ที่จะต้องลับขอบฟ้าทุกเย็นแล้วขึ้นใหม่ในทุกๆเช้า

....บางตำนานเล่าว่านกฟินิกซ์ฟื้นมาจากเถ้าถ่านหรือเศษไม้ที่ไหม้นั่นแหละ แล้วก็นำขี้เถ้าของตัวนกเก่า บรรจุในไข่ แล้วก็นำไปเก็บไว้ที่เมือง Heliopolis ที่ประเทศอิยิปต์ ซึ่งเมืองนี้มีความหมายว่า เมืองแห่งดวงตะวัน (City Of The Sun)โดยจะนำไปวางบนแท่นบูชาของเทพแห่งดวงอาทิตย์ ซึ่งเทพแห่งดวงอาทิตย์ของอิยิปต์ก็คือ เทพราห์ Ra

 

*เพิ่มเติม กล่าวไว้ว่า นกฟินิกซ์ มีต้นกำเนิดมาจากแถบอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่แถบตะวันออกกลางนั่นเอง มีนิสัยชอบทำรังบนยอดเขาและสามรถ ล่องหนและปรากฏตัวได้ตามใจนึก ขนาดลำตัวใหญ่พอๆกับนกอินทรีย์ สีขนเป็นสีทองเหลือบๆคล้ายกับสีของเปลวไฟ ดวงตามีสีอำพันซึ่งมีขนาดเท่ากับเมล็ดทับทิม เชื่อกันว่ามันกินความคิดอันบริสุทธิ์ของคน แล้วก็มอบความสุขให้เป็นการตอบแทน ว่ากันว่าน้ำตาของนกฟินิกซ์สามารถรักษาได้สารพัดโรค

 

 

 

 

รวมสัตว์ในเทพนิยาย

....เจอร์ซีเดวิล (หรือ ปีศาจเจอร์ซี) มีหัวเหมือนกับม้าหรือแกะ มีปีกคล้ายกับค้างคาวแต่ใหญ่กว่า ส่วนลำตัวนั้นยาวและเหมือนกับงู ในปี 1909 มีพยานหลายคนได้ยินเสียงน่าขนลุกจากแม่น้ำ Delaware และเห็นสัตว์ประหลาดเรืองแสงบินอยู่บนท้องฟ้า นอกจากนั้นยังพบรอยเท้าแปลกประหลาดบนหลังคาบ้านหรือบริเวณใกล้กับเล้าไก่อีกด้วย

 

(Jersey Devil) นับว่าเป็นสัตว์ลึกลับอีกชนิดนึ่งที่มีความโด่งดังอยู่พอสมควร ซึ่งชื่อของมันเนี่ย ก็ได้มาจากแหล่งหรือบริเวณที่พบเห็นตัวของมัน  ที่บริเวณป่าสน Pine Barrens ของรัฐ New Jersey ทางอมริกานู้น มาว่ากันถึงรูปร่างลักษณะของมันกันดีกว่า เจ้าอสูรกายเจอร์ซีย์เนี่ยเค้าว่าสูงประมาณ 4-6 ฟุต ลำตัวใหญ่ปกคลุมไปด้วยขนสีดำ มีหัวค่อนข้างคล้ายกับม้า ฟันเหลืองอ๋อย มีเขางอกออกมาจากหน้าผาก 2 อันและมีปีกอันใหญ่อยู่ทางด้านหลัง 2 ปีก และหาง 2 แฉก แต่บ้างก็ว่าเหมือนลูกศร ดูจากคำบรรยายลักษณะแล้วคิดว่าเหมือนอะไร  มันดูเหมือนซาตานของทางฝั่งยุโรปเค้า ด้วยเหตุนี้จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ได้ฉายาว่า Devil (ซาตาน) Jersey ไง

 

จากรายงานการพบเห็นของอสูรกายตัวนี้นั้นเริ่มมาจากเมื่อปี ค.ศ. 1735 ครับ นานไม่ใช่เล่นเลยใช่มั๊ยละ จากเรื่องเล่าเก่าแก่นั้นเล่าอสูรกายเจอร์ซีย์เนี่ยกำเนิดมาจากผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง แต่ไหงถึงกลายเป็นสัตว์ประหลาดไปได้ก็ไม่รู้ แต่เค้าว่ากันต่อมาว่าเป็นเพราะคำสาป

 

 

 

รวมสัตว์ในเทพนิยาย

Chimera (คิมีร่า)

ตัวนี้น่าจะคุ้นกันดี คิมีร่าเป็นสัตว์ที่มีหัวเป็นสิงโต ตัวเป็นแพะ และหางเป็นงู ลมหายใจของมันก่อให้เกิดเพลิงร้อนแรงถึงตายได้เชียวนะ คิมีร่า Chimera หรือ Chimaera ชื่อกรีก= Χιμαιρα ชื่อภาษาละติน= Chimæra
คิมีร่าเป็นสัตว์ในตำนานกรีก มีส่วนผสมของสัตว์อีกสามชนิด ได้แก่ สิงโต แพะ และงูหรือมังกร โดยมันมีส่วนหัวปกติจนไปถึงอกเป็นสิงโต ส่วนกลางของมันเป็นแพะ และมีส่วนท้ายเป็นงู มีหัวงูอยู่ที่ตรงปลายหางสามารถศัตรูได้ ซึ่งแต่ละหัวของมันนั้น มีความคิดเป็นของตัวเอง หัวมังกรของมันสามารถพ่นไฟได้ หายใจเป็นเปลวไฟ หางมันเป็นงูพิษร้ายแรง กัดแล้วถึงตายในทันที คิเมร่าเป็นลูกของอสูรกายไทฟอน และอิคิดนา มีพี่น้องหกตัวได้แก่ เซอร์บีรัส ไฮดรา นีเมียน สฟิงซ์ และเลดอน

....คิมีราบุกเข้าทำลายเมือง ลีเซีย(Lycia) ทำให้กษัตริย์โลเบทีสซึ่งเป็นเจ้าปกครองเมืองอยู่ในขณะนั้น ต้องการผู้มาปราบเจ้าสัตว์ร้ายตนนี้ บังเอิญวีรบุรุษ เบลเลอโรฟอน ขี่ม้าบินปีกาซัสผ่านมาพอดีจึงอาสาที่จะฆ่าเจ้าสัตว์ร้ายตนนี้ แต่มันออกจะเป็นเรื่องยาก เพราะแต่ละหัวของมันมองได้ทุกทิศทาง เบลเลอโรฟอนขี่ม้าบินเพกาซัสฉวัดเฉวียนอยู่เหนือคู่ต่อสู้ คอยหลบเปลวเพลิงที่พรุ่งพรวยออกมาจากปากของมัน และกระหน่ำห่าธนูใส่ จนในที่สุดเจ้าอสูรร้ายก็สิ้นชีพ
....ส่วนอีกตำนานกล่าวว่า เบลเลอโรฟอนใช้ตะกั่วเสียบไว้ที่ปลายหอกของเขา เมื่อโดนไฟของคิมีราทำให้ตะกั่วละลายเข้าไปในปากของมัน ทำให้มันถึงจุดจบ....

 

 

 

 

รวมสัตว์ในเทพนิยาย

....ไซคลอปคือยักษ์ที่มีตาเดียวอยู่กลางใบหน้า กล่าวกันว่าไซคลอปตัว (?) แรกเป็นบุตรของไกอา พระแม่ธรณี กับยูเรนัส สวรรค์ชั้นฟ้า (Uranus, the Heavenly Sky ..แต่งงานกับท้องฟ้าหรือเนี่ย!) Cyclopes จะเป็นอมนุษย์ยักษ์ตาเดียว สามตัวเด่น ๆ คือ อาร์จีส บรอนทีส กับสเตอโรพีส ลูกของ ยูเรนัส (ท้องฟ้า) กับไกอา (ผืนดิน) ด้วยรูปลักษณ์อันน่าเกลียด ก็เลยถูกบิดา โยนเข้าไปในทาร์ทะรัส ....ซุส เป็นผู้ช่วย Cyclopes ทั้งสามให้ออกจากการจองจำ เมื่อตอนทำสงครามกับเหล่าเทพไททันส์ ครับ Cyclopes สามตนจึงสร้างอาวุธให้กับสามพี่น้อง สายฟ้า ให้ซุส ตรีศูลโพไซดอน หมวกล่องหนให้ฮาเดสกับเกราะให้เทพอื่น ๆนอกจาก Cyclopes สามตนนี้ ก็มีตัวอื่นอีกหลายตัว ที่เด่น ๆ ชื่อโพลีฟีมัส ตัวที่ โอดิสซุส แล่นเรือหลงไปพบระหว่างทางกลับบ้านจากสงครามทรอย แล้วโอดิสซุส ก็ทำให้โพลีฟีมัสตาบอด

 

รวมสัตว์ในเทพนิยาย

ตัวนี้น่าจะรู้จักกันดียิ่งกว่าห้าตัวแรก คำอ่าน ดรากอน นั้นผมหมายถึงสำเนียงคนไทย  (ถ้าให้อ่านตามจริง จะประมาณ ดรา-เกิน หรือ แดร-เกิน) มังกรพบเจอได้บ่อย ๆ ในเทพนิยายและตำนานต่าง ๆ สำหรับตำนานของชาวบาบิลอน (Babylonian Myth) ‘Tiamat (เทียแมท)’ เป็นมังกรผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้ต่อสู้กับพระเจ้า Marduk และในนิทานของอังกฤษ นักบุญจอร์จได้ฆ่ามังกรเพื่อปกป้องสาวพรหมจรรย์

 

....มังกรเป็นสัตว์ที่เกิดในตำนานของเกือบทุกชาติในโลก ในตำนานยุโรปมังกรเป็นสัตว์ที่ดุร้ายและเป็นตัวแทนของความชั่วร้ายที่ต้องปราบ วีรบุรุษในตำนานหรืออัศวินมีหน้าที่อย่างหนึ่งคือปราบมังกร ในขณะที่เอเชียมองมังกรในเชิงเคารพและบูชา เป็นสัญลักษณ์ของความสูงส่งและความอุดมสมบูรณ์มังกรมาจากภาษาลาตินว่า Draco

ตำนานฝรั่งกล่าวว่า มังกรเป็นสิ่งแรกที่เกิดขึ้นในจักรวาล โดยในตอนที่จักรวาลเริ่มต้นใหม่ๆทุกอย่างอยู่ในภาวะเป็นน้ำที่ขุ่นขึ้น สรรพสิ่งทั้งมวลยังไม่แสดงตัวตนออกมา และก่อนที่โลกจะก่อตัวก็มีวิญญาณดวงหนึ่งกำเนิดขึ้นท่ามกลางสภาวะอันยุ่งเหยิง ดวงวิญญาณนี้ลุกเป็นไฟหมุนตัวไปท่ามกลางอวกาศด้วยความหิวโหยและกระหายในความใคร่ เมื่อจักรวาลยังว่างเปล่า มันไม่พบสิ่งใดนอกจากเงาสท้อนของตัวเอง ด้วยความหิวมันจึงไล่งับหางและกลืนกินตัวเอง พร้อมทั้งผสมพันธุ์ไปด้วย ด้วยเหตุนี้มังกรตัวแรกก็กลายเป็นสองตัวจากนั้นก็ทวีคูณขึ้นไปเรื่อยๆ จนมังกรเต็มห้วงนภากาศไปหมด จากนั้นมันกลายเป็นสัตว์ต่างๆ รวมทั้งมนุษย์ด้วย

 

 

 

 

รวมสัตว์ในเทพนิยาย

....โกเลม (Golem) ตามตำนานของชาวยิว เป็นยักษ์ สูง 2-30 เมตร (มีทุกขนาด) ส่วนมากจะทำงานเป็นผู้เฝ้าประตูต่างๆ ที่สำคัญ (คงพอนึกถึงยักษ์ที่คอยทำงานให้ทัพของซารูแมน) ร่างจะเป็นหินรูปร่างใหญ่โตเดินช้าส่วนมากจะอยู่ในทะเลทราย
ว่ากันว่าพระชาวยิวในเมืองปราก (Prague) เมืองหลวงของเชโกสโลวะเกีย เป็นคนสร้างโกเลมขึ้น ในตอนนั้นชาวยิวที่อาศัยอยู่ในสลัมของปรากกำลังถูกข่มเหง โกเลมจึงเกิดขึ้นเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้อง (Protection) โกเลมถูกสร้างขึ้นจากดินเหนียว และจะมีชีวิตเมื่อพระเขียนคำว่า shem (“ชื่อ”) บนกระดาษหนังแล้วใส่เข้าไปในปากของมัน นอกจากนั้นพระยังเขียนคำว่า emet (“สัจธรรม” Truth) บนหน้าผากของมัน

 

โกเลม (Golem) คือศาสตร์แห่งการสร้างข้ารับใช้ตามคติความเชื่อของชาวยิว ยูดา การสร้างโกเลมนั้น สามารถสร้างได้โดยการนำมูลดินมาปั้นเป็นรูปมนุษย์ มีรยางค์ทั้งห้าครบบริบูรณ์ คือ ศีรษะ แขน และขา การที่จะให้โกเลมมีชีวิตขึ้นมาได้นั้น คือการฝังรูปจารึกถ้อยคำอันศักดิ์สิทธิ์ คำว่า "EMETH" เป็นภาษายิว (ที่นี่ไม่มีฟอนท์ฮิบริว ไม่งั้นจะเขียนให้ดู) ซึ่งหมายถึง "สัจจะ" อาจจะเป็นแผ่นกระดาษ แผ่นไม้ หิน หรือสิ่งที่สามารถลงอักขระได้

 

โกเลมนั้นเปรียบได้กับ ชิกิงามิ หรือภูติรับใช้ตามคติของชินโต รับคำสั่งของเจ้านายและนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โกเลมนั้น เด่นเรื่องพลังทางกายภาพ และความทนทานทางร่างกาย แต่ด้อยในเรื่องของพลังเวทย์ และการต้านทานพลังเวทย์ รวมไปถึงความรวดเร็วคล่องตัว นักเวทย์ทั่วไปจึงนิยมให้โกเลมเป็น "หน้าด่าน" ตั้งรับ ขณะที่ร่ายเวทย์ เพื่อป้องกันศัตรูจู่โจม

 

โกเลมถือเป็นสิ่งที่เรียกว่า มีจิตแต่ไร้วิญญาณ คือตายไปแล้ว จิตจะหายไป ไม่สามารถเกิดใหม่ได้ หรือสร้างใหม่ให้มีความทรงจำของตัวเดิมได้ เพราะไร้วิญญาณซึ่งเป็นที่พำนักของจิต มีแต่เพียงพลังเวทย์จากอักขระ EMETH เท่านั้นที่เป็นตัวขับดัน


 

 

รวมสัตว์ในเทพนิยาย

.... ฮาร์ปีมักถูกวาดภาพเป็นสัตว์ที่มีศีรษะและหน้าอกเหมือนผู้หญิง แต่ร่างกายเป็นนก (คล้าย ๆ กินรีที่เรารู้จักกันนั่นแหละ) มันเป็นที่รู้จักในเรื่องกลิ่นอันเหม็นอย่างร้ายกาจ ซึ่งจะทำลายทุกอย่างที่เข้าใกล้ จริงๆแล้วฮาร์ปีคือบรรดาบุตรีของThaumas กับ Electras หรือ Posaidon กับ Gaia โดยปกติจะมีจำนาน3ตน มีหลายชื่อเรียก แต่โดยทั่วไปจะมีชื่อว่า Aello , Celeano และ Ocyppete

 

ในเทพนิยายสมัยแรกๆระบุว่ามีจำนวนความแตกต่างกันไป และมีความงาม แต่ต่อมาในยุคหลังๆกล่าวว่า ปีศาจนกพวกนี้มีความน่าเกลียด มีเล็บยาว และมีกลิ่นแรง และมีความหิวอยู่ตลอดเวลา Zeus ได้ให้นกพวกนี้ไปแย่งอาหารมาจาก Phineus นกตัวที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ของ Balius กับ Xanthus ภายหลังนก Harpies ถูก Celias และ Zetes ฆ่าตาย ที่อยู่ของนกพวกนี้ได้แก่เกาะ Strophades หรือที่แห่งหนึ่งใน Crete

 

 

 

 

รวมสัตว์ในเทพนิยาย

Hell Hounds (เฮล ฮาวนด์)

....แปลตรงตัวคือ “สุนัขล่าเนื้อแห่งนรก” นั่นเอง มีหลายตำนานที่พูดถึงสุนัขน่ากลัวซึ่งอาศัยอยู่ใต้โลกพวกนี้ ตำนานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือ “Cerberus (เซอร์บิรัส)” เซอร์บีรัส Cerberus หรือเคอร์เบรอส Kerberos ชื่อในภาษากรีก

 

Cerberusเป็นสัตว์ในตำนานกรีก เป็นบุตรของไทฟอน(Typhon) และอีคิดน่า(Echidna)มีพี่น้องหกตัวได้แก่ ไคเมร่า ไฮดรา สฟริงซ์ นีเมียน ลาดอน(แต่ละตัวนี่ไม่ไช่เล่น)โดยเซอร์บีรัส มีรูปร่างเป็นสุนัขสามหัวตัวใหญ่ แข็งแรงมีหางเป็นงูที่สามารถฉกกัดได้ คิดว่า เซอร์บีรัสน่ามีหางเป็นงูแน่นอนเพราะเป็นลูกของอีคิดน่า ซึ่งมีรูปร่างเป็นหญิงสาวที่มีหน้าตาแสนสวย แต่ท่อนล่างของนางกับเป็นงูใหญ่จึงไม่ผิดที่เซอร์บีรัสจะมีหางเป็นงู ภายหลังเทพเฮดิส(Hedes)ได้นำเซอร์บีรัสไปเป็นยามเฝ้าประตูนรก มันจึงถือได้ว่าเป็นสัตว์อารักขาประจำตัวของเทพเจ้าเฮดิสเลยทีเดียว ในภาพเห็นตัวแค่นี้แต่จริงในตำนานกล่าวว่ามันมีตัวใหญ่ ถึงไม่เท่ามังกรก็เถอะ เราจะเห็นได้ในภาพยนตร์หรือในวรรณกรรมหลายๆเรื่อง ที่เห็นสุนัขสามหัวตัวใหญ่เฝ้าทางเข้านรก หรือสิ่งของอื่นๆตามจินตนาการของผู้เขียน

 

....นรกที่ว่า หมายถึงนรกในตำนานของชาวกรีก เฮดิส(ตามชื่อผู้ปกครอง) ซึ่งเซอร์บีรัสจะเฝ้าที่นี่ไว้โดยมันจะให้คนที่ตายแล้วผ่านเข้าไป แต่จะไม่ให้กลับออกมาอีก ส่วนคนที่ยังไม่ตาย อย่าหวังว่าจะได้เข้าไป มันจะไม่ให้ผ่านเข้าไปเด็ดขาด!

....และที่ได้ยินกันบ่อยในตำนานของวีรบุรุษในตำนาน เฮอร์คิวลิส(Herculis) หรือเฮราเคิลในตำนานโรมัน โอรสของจอมเทพซูส โดยเรื่องเกิดขึ้นเมื่อ เฮอร์คิวลิสถูกเทพีเฮร่ากลั่นแกล้งในฐานะที่เป็นลูกภรรยาน้อยของซูส ให้เฮอร์คิวลิสทำความผิดนานาประการ ผู้พยากรแห่งวิหารเดลฟีได้บอกแก่เขาว่าเขาจะต้องอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ที่ไร้ความสามารถเป็นเวลาถึง 12 ปี และเขาต้องทำภาระกิจ 12 อย่าง เช่นต่อสู้กับสัตว์ร้ายต่างๆหนึ่งในนั้นคือจับเซอร์บีรัส ในกาลนั้น เขาได้เดินทางไปยังไต้บาดาลและต่อสู้กับเซอร์บีรัสอย่างดุเดือด แต่ด้วยพละกำลังมหาศาลที่ได้จากเทพซูสผู้เป็นบิดา จึงสามารถจับเซอร์บีรัสไปถวายกษัตริย์ได้


....และยังมีตำนานของออร์ฟีอุส ซึ่งภรรยาของเขาถูกงูพิษกัดตาย เขาได้ใช้พรสวรรค์ในการเล่นพิณ ทำให้เซอบีรัสเคลิ้มหลับไป ปล่อยให้เขาไปเข้าตามวิญญาณภรรยาในเฮดิสโดยง่าย ด้วยเสียงพิณนี้เอง เทพเฮดิสและเพอซีโฟนีภรรยาได้ทรงสดับเสียงพิณอันไพเราะ เกิดความประทับใจในความสามารถและความพยายามของเขา ยอมให้ยูริดิซี คนรักของออร์ฟีอุสกลับไปมีชีวิตได้ ทว่ามีข้อแม้ว่าเขาห้ามหันมามองนางระหว่างทางกลับจนกว่าจะถึงโลกมนุษย์แต่เมื่อใกล้ถึงจุดหมาย ออร์ฟีอุสลืมคำเตือนของเฮดิส หันไปมองยูริดิซี ทำให้นางต้องกลับไปอยู่ในใต้ภิภพตลอดกาล

 
โหวตให้กระทู้นี้ >>
มีผู้เข้าชมแล้ว 15,774 ครั้ง, โหวตแล้ว 48 ครั้ง / 236 คะแนน
โพสท์โดย: chaaa WorlD ดู Hot Topic อื่นๆของ chaaa WorlD
13:42 - 20 มกราคม 2554
แจ้งลบ
 

Comment!  

   
 
 
   
เนื้อหาถูกโพสท์โดยสาธารณชน แสดงบนเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ
 
QUICK LINK
CONTACT US
ADVERTISE
    2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010 2011 2012 2013   2014
Postjung