เข้าสู่ระบบ:
  [ลืมรหัสผ่าน] [สมัครสมาชิกฟรี]   
350,252   2,091,596

เชอร์รี่ แอน สาวน้อยผู้อาภัพ

เชอร์รี่ แอน ดันแคน สาวน้อยวัย 16 ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ต้องมาจบชีวิตอย่างอนาถด้วยวัยเพียงแค่ 16 เพียงเพราะผู้ชายสูงวัยที่ไม่เคยรู้จักคำว่า "พอ" ในกิเลส-ตัณหา โดยในเรื่องนี้นั้นก็ได้พบกับความทุกข์ของบรรดาแพะรับบาปทั้งหลายที่ต้องมาทนทุกข์ในคดีนี้โดยที่ตนเองไม่มีความผิด เรามาดูเรื่องราวนี้กัน

 

เชอรี่แอน คดีตราบาปตำรวจชั่ว คดีที่โลกลืม

นี่เป็นบทกลอน"แพะรับบาป" ที่โลกลืมส่วนหนึ่ง ที่นายเฮาดี้ กนกชวาลชัย ได้ระบายความรู้สึกขณะ ที่ถูกจองจำร่วมกับพรรคพวก ในคดีฆาตกรรมนางสาวเชอรี่แอน ดันแคนที่เกิดขึ้น เมื่อ 16 ปีที่แล้ว เป็นคดีที่มีผู้ถูกยัดเยียดให้ต้องรับผิดทั้งที่ความผิดนั้นตนเองมิได้ เป็นผู้ก่อ หรือที่เรียกกันตามประสาชาวบ้านว่าเป็น "แพะรับบาป"

"…พ่อทำผิด อะไร ที่ไหนลูก
พ่อจึงถูกตำรวจจับ มากักขัง
พ่อเคยทำ อะไร กับใครบ้าง
จึงถูกขัง ถูกจำจอง อยู่ห้องกรง

โธ่, ลูกเอ๋ย เคยคิด พ่อผิดมั้ย ?
แล้วเหตุใด เขาจึงคิด จิตลุ่มหลง
จับพ่อมา กล่าวหา ว่า "ฆ่าคน"
ในกมล พ่อไม่คิด สักนิดเดียว

พ่อจากไป เพียงร่าง ที่ห่างเจ้า
ส่วนใจเล่า ยังชะแง้ อยู่แลเหลียว
ไม่เคยลืม เจ้าสักว่า นาทีเดียว
"ใจ" ห่วงเหนียว ลูกยา ทุกนาที…"


รู้ไหมคะว่าคดีที่โด่งดังในไทยชนิดเป็นตำนานชนิดถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ไทย มีอยู่ 3 คดีด้วยกัน
นวลฉวี,
ยอดหญ้าสยามล,
เชอรี่แอน

ทำไมหรือ? นั้นก็เป็นเพราะมันอยู่ในความทรงจำผู้คนมาเนิ่นนาน บางเรื่องยาวนานหลายทศวรรษ


เชอรี่แอนก็เช่นกัน เป็นภาพสะท้านที่ชัดเจนที่สุด ถึงการฆาตกรรมที่สุดโด่งดัง แม้วิธีการไม่โหดเหี้ยมอะไรมากมาย ไม่ซับซ้อนสักนิด แต่สิ่งที่ต้องให้คดีนี้เป็นที่กล่าวถึงนั้นก็คือส่งผลร้ายแก่ แพะรับบาปหลายๆ คนและผู้เกี่ยวข้องได้ ตราบจนถึงทุกวันนี้


เชอรี่แอน เด็กสาวลูกครึ่งอายุแค่ 16 ปีคนหนึ่ง ต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้า สะพานแห่งความตาย คือความสวยสะพรั่ง และความสดสวยของเธอเอง นั้นคือบทบันทึกโศกนาฎกรรมแห่งชีวิต ความรัก และความตายของเธอเชอรี่แอน ดันแคน





25 กรกฎาคม พ.ศ. 2529

ในป่าแสมบางสำราญ บริเวณหลัก กิโลเมตรที่ 42 ของถนนสุขุมวิท(สายเก่า) ตำบลปางปูใหม่ จังหวัดสมุทรปราการ

วันนี้ นางสงัดกับนางสายหยุด ศรีเมือง สองสามีภรรยา ชาวบ้านที่ อาศัยในบริเวณนั้นตื่นเช้ามาเพื่อช่วยกันหาและจับปูในป่าแสนซึ่งเป็นป่าชายเลนเพื่อนำไปขายเป็นรายได้เลี้ยงชีพเหมือนทุกวันที่ผ่านมา

แต่วันนี้เปลี่ยนไป เพราะวันนี้นอกจากทั้งคู่จะเจอปูแล้ว ยังเจอศพผู้หญิงอีกด้วย เธอนอนเสียชีวิตอยู่ในร่องน้ำบริเวณในป่าชายเลน แน่นอน.......

ทั้งคู่ตกใจรีบไปแจ้งตำรวจสภอ.สมุทรปราการ หลังตำรวจได้รับแจ้ง ไม่กี่นาทีต่อมาก็ยกกำลังพลเกือบหมดโรงพักมายังที่เกิดเหตุจากการสันนิษฐานชั้นแรกว่า เธออาจเป็นสาวโรงงานในละแวกนั้น อาจถูกลวงมาฆ่า ข่มขื่น เหมือนคดีฆาตกรรมที่เล็กทั่วๆ ไป แต่นี้ไม่ใช่ ข่าวเล็ก ข่าวนี้ ต่อมาได้กลับกลายเป็นข่าวสุดดังไปทั่วประเทศในเวลาต่อมา


เพราะจากการสืบ พบว่า ศพนั้นคือ นางสาว เชอรี่แอน ดันแคน นักเรียนสาวลูกครึ่งวัย 16 ปีของโรงเรียนพระกุมารเยชูวิทยา ซอยสุขุมวิท 101 เธอถูกฆาตกรรมอย่างเลือดเย็น อาจจะถูกบีบคอเสียชีวิต เพราะสภาพศพไม่พบบาดแผลใดๆ แน่นอนการสอบสวน บุคคลที่เกี่ยวข้องกลุ่มแรกกับความตายของเธอกลุ่มแรก ประกอบไปด้วย มิสเตอร์โจ และนางกลอยใจ ดันแคน พ่อแม่บังเกิดเกล้าของเธอ

คนสำคัญอีกคนหนึ่งที่ตำรวจเรียกมาสอบสวนคือ นายวินัย ชัยพานิช หรือเรียกเล่นๆ ว่าแจ๊ค เสี่ยใหญ่วัย 43 ปี (ในขณะนั้น) เจ้าของธุรกิจก่อสร้างมากมายหลายแห่ง ซึ่งฐานานุรูปของเขาคือเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูสาวน้อยเชอรี่แอน (เลี้ยงต้อย?)

ประเด็นสำคัญ จากบันทึกประจำวันของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สมุทรปราการ ปรากฏว่า นายวินัย ได้แจ้งถึง การหายตัวของ เชอรี่แอนไว้ เมื่อวันที่ 26 กรกฏาคม หลังการพบศพหนึ่งวัน

ในขั้นแรกของคดี ตำรวจยังมืดมน เนื่องจากไม่มีหลักฐานประกอใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งพยานบุคคลในที่เกิดเหตุและหลักฐานแวดล้อมรอบข้าง รวมทั้งวิทยาการสอบสวนในสมัยนั้นอาจยังไม่รุดหน้าเท่าทุกวันนี้

จากการสืบสวนเพื่อนสนิทของเชอรี่แอน พบว่า ตอนเย็นวันที่ 22 กรกฏาคม หลังเลิกเรียนแล้ว ทุกคนเห็นเชอรี่แอน เดินขึ้นแท็กซี่ ที่มาจอดรอรับเธออยู่หน้าโรงเรียนตามลำพัง และนี้คือภาพสุดท้ายที่เห็นเชอรีแอน เพื่อนๆ ของเชอรี่แอนไม่มีใครจำทะเบียนรถคนนั้นได้ และรูปพรรณสัณฐานของโชเฟอร์แท็กซี่ทุกอย่างมืดมนหนักขึ้นไปอีก


สื่อมวลชนในสมัยนั้น โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ เริ่มติดตามข่าวคดีนั้นอย่างต่อเนื่อง กัดแบบไม่ปล่อย เพราะทุกอย่างไม่คืบหน้า


เมื่อตำรวจหาหลักฐาน พยานไม่ได้ สื่อก็เร่ง คดีได้รับความสนใจของประชาชน ทำให้ตำรวจจำเป็นต้องปิดคดีนี้ให้เร็วที่สุด



21 สิงหาคม พ.ศ.2529

กลุ่มฆาตกร และผู้บงการในการฆาตกรรม นางสาวเชอรี่แอน ดันแคน ถูกจับยกแก๊งค์ ราวกับอภิหารหารย์ ซ้อนปาฏิหารย์

พ.ต.ท.เลิศล้ำ ธรรมนิสา รองผู้กำกับ สภอ.สมุทรปราการ (ยศและตำแหน่งในเวลานั้น) แถลงการณ์ข่าวการจับกุมต่อสื่อมวลชน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ต้องหา 5 ชีวิตคือ

จำเลยที่ 1 นายวินัย ชัยพานิช
จำเลยที่ 2 นายรุ่งเฉลิม กนลชวาลชัย
จำเลยที่ 3 นายพิทักษ์ ค้าขาย
จำเลยที่ 4 นายกระแสร์ พลอยกลุ่ม
จำเลยที่ 5 นายธวัช กิจประยูร


ทั้ง 5 คน 5 ชีวิต ถูกตราหนาจากสังคมว่าเป็นกลุ่มฆาตกร ที่มีส่วนร่วมสังหาร นางสาวเชอรี่ แอน อย่างเลือดเย็น สื่อมวลชน ประชาชน ตราหน้า รุมสาปแช่งพวกเขา ลงทัณฑ์ว่า พวกเขาต้องถูกประหารชีวิต


นายวินัย ชัยพานิช จำเลยที่ 1 ถูกตั้งข้อหาว่า เป็นผู้บงการฆ่า ซึ่งในสำนวนกฎหมายคือ ผู้ใช้-ผู้จ้างวานคนอื่น คือจำเลยที่ 2 3 4 5 ซึ่งเป็นลูกน้องหรือ ผู้ใต้บังคับบัญชาไปวางแผนสังหาร ผู้อื่นโดยวางแผนและไตร่ตรองไว้ก่อน


ง่ายยิ่งกว่าง่ายยิ่งกว่าต้มมาม่า 3 นาทีหรือยิ่งกว่าการ์ตูนอีก เพราะระยะเวลาแค่ 27 วัน เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถับกุมกลุ่มฆาตกร ได้ยกแก๊งครบทุกโบกี้ครบที่นั่งแบบนี้



ภาพละครที่สร้างขึ้นแหกตาคนทั้งประเทศ


เมื่อข่าวนี้เป็นที่รับรู้ของประชาชนทั่วประเทศ ทุกคนเริ่มสนใจกลุ่มฆาตกรในคดีนี้มากขึ้น เสียงวิพากษ์เป็นในทางเดียวกัน คือขอให้ศาลตัดสินประหารชีวิตฆาตกรกลุ่มนี้


เบื้องหลังการจับกุมแพะกลุ่มนี้ เกิดขึ้นหลังการตายของเชอรี่แอนประมาณ 2 สัปดาห์


นายประเมิน โพชพลัด อาชีพขับสามล้อรับจ้าง เดินเข้ามาหานางกลอยใจดันแคน หลังจากที่เห็นรูป และเรื่องราวข่าวสะเทือนขวัญบนหน้าหนังสือพิมพ์ เขาให้การกับตำรวจ ในเวลาต่อมา ในวันที่เกิดเหตุ เขากำลังขับรถตระเวนหาผู้โดยสารอยู่ในซอยสวนพลู เขตยานนาวา ณ จุดหนึ่งริมถนน เขาเหลือบไปเห็น จำเลยที่ 2 นายรุ่งเฉลิม กนล และชวาลชัย จำเลยที่ 3 นายพิทักษ์ ค้าขาย กำลังประคองเชอรี่แอน ออกมาจากซอยแห่งหนึ่ง เธออยู่สภาพสลบไสล ไม่รู้สึกตัว โดยมี จำเลยที่ 1 นายวินัย ชัยพานิช จำเลยที่ 4 นายกระแสร์ พลอยกลุ่มและ จำเลยที่ 5 นายธวัช กิจประยูร เดินตามมาข้างหลัง


นายประเมินจอดรถ ถามคนกลุ่มนั้นว่า ต้องการให้พาไปโรงพยาบาลหรือไม่....แต่ได้รับการปฏิเสธ


นายประเมินได้ให้การกับผู้พิพากษาในเวลาต่อมาว่าจำหน้าเด็กผู้หญิงคนนั้นดี และแม่นยำ เพราะเธอเป็นสาวลูกครึ่ง หน้าตาสวยมาก เขาทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์ว่าเธอถูกฆ่าตาย จึงเดินทางมาเพื่อเป็นพยานให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2529

และนี้คือพยานปากเอกคนเดียวที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีในตอนนี้ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กลุ่ม 5 คน ถูกจับกุมดำเนินคดี


โดยหารู้ไหมว่า...นายประเมินคือพยานเท็จ!


เขาถูกจ้างโดยตำรวจเพื่อใส่ความผู้ต้องหาทั้ง 5 โดยรับค่าจ้างแค่สังกะสีไม่กี่แผ่นเพื่อนำมาซ่อมหลังคาบ้าน สังกะสีที่แลกกับชีวิตของผู้บริสุทธิ์ทั้ง 5 คน


กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ บุกเข้าจับ นายวินัย และลูกน้อง ถึงหน้าบริษัทเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม


นายวินัยถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บงการและจ้างวานให้ฆ่าเชอรี่แอน และต่อมาเขาเป็นเพียงคนเดียว ที่ไม่ถูกอัยการฟ้อง จนถูกปล่อยตัวเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2529 จนถูกปล่อยตัวไปเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 เนื่องจากอัยการพิจารณาแล้วว่า หลักฐาน และสำนวน ที่ตำรวจยื่นฟ้องมานั้น อ่อนหัด และมั่วตั๊วเกินไป


แต่จำเลยอีก 4 คนเหลือ ต้องรับซะตากรรมที่ตนเองไม่ได้ก่อ พวกเขาทั้งหมดถูกตัดสินประหารชีวิต จากศาลชั้นต้น


ก่อนรอประหาร ทั้งหมดถูกจำคุกใกล้ตะแลงแกง ที่นั้นมีทั้งโรคระบาด อาหารไม่สะอาด หนู แมงสาป สุขอนามัยสุดเลวร้าย


จำเลยทั้งสี่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลจังหวัดสมุทรปราการและศาลอุทธรณ์ได้รับ ไว้พิจารณา เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2533 ในระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นายรุ่งเฉลิม หรือเฮาดี้ กนกชวาลชัย จำเลยที่ 1 เจ้าของบทกลอนข้างต้น ได้ถึงแก่ความ ตายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2534 ที่เรือนจำบางขวาง ส่งผลให้ศาลจังหวัดสมุทร ปราการสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1


ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2535 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 แต่ให้ขังไว้ระหว่างฎีกา และในวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2536 ศาลฎีกาได้พิจารณาแล้วมีคำพิพากษาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 768/2536 พิพากษา ยืนตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ อันเป็นสิ่งแสดงว่าจำเลยที่ยังมีชีวิตอยู่ในคดีดังกล่าวเป็น "ผู้บริสุทธิ์"


ต่อมาหลังจากการต่อสู้ในศาลฏีกา......ได้มีการเปลี่ยนคำพิพากษาออกมายกฟ้องพวกเขาทั้งหมด แต่ก็สายไปเสียแล้ว เพราะความทุกข์ทรมานที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี ได้ส่งผลให้.........


นายพิทักษ์ ติดโรคร้ายมาจากคุก และมาเสียชีวิตลงเมื่อปลายปี 2536 เมื่อพ้นคดีออกจากคุกมาเพียง 5 เดือน

นายธวัชเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตามหลังนายพิทักษ์ไม่นานมานัก


ส่วนนายกระแสร์ พลอยกลุ่ม คือแพะในคดีเชอรี่แอน เพียงคนเดียวที่มีชีวิตรอด


นายกระแสร์ ได้พูดหลังออกจากคุกว่า "…ก่อนเข้าคุกข้าพเจ้ามีครอบครัว ภรรยาอยู่ที่ท่าเรือคลองเตย มีลูกชาย 1 คน ลูกสาว 1 คน ตอนที่ข้าพเจ้าเข้าไปอยู่ในคุกภรรยาข้าพเจ้าเครียดมากจนเสียชีวิต ต่อมาลูกสาวอายุ 17 – 18 ปีถูกฆ่าข่มขืน ข้าพเจ้าอยู่ในคุกไม่มีใครบอกว่าลูกสาวข้าพเจ้าโดนฆ่าตาย ข้าพเจ้าก็ไม่รู้เรื่องเขาปิดกัน ลูกสาวกำลังสอบชิงทุนไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น ถ้าเกิดข้าพเจ้าซึ่งเป็น พ่อยังอยู่ข้างนอก ก็ยังดูแลเขาได้ไม่โดนฆ่า ต่อมาลูกชายก็หายสาปสูญยังหาไม่เจอ…"


นายกระแสร์ เริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยน้ำเสียงช้าๆ ว่า

"เมื่อปี 2529 นางสาวเชอรี่แอน ดันแคน ถูกฆ่าตาย ตำรวจปากน้ำก็มาแจ้งจับพวกข้าพเจ้ากับเสี่ยวินัย ชัยพาณิชไปจับ รุ่งเฉลิม กนกชวาลชัย พิทักษ์ ธวัช จับไปปากน้ำว่าร่วมกันฆ่านางสาวเชอรี่แอน แต่พวกเราไม่ได้ฆ่า บอกกับตำรวจ กับใครตอนนั้นก็ไม่มีใครเชื่อ นักข่าวประโคมข่าวมาก ตำรวจปากน้ำชื่อ พ.ต.อ.มงคล ศรีโพธิ์ และพ.ต.อ.สันติ เพ็งสูตร เอาตัวนายประเมิน โภชน์พัฒน์ มาชี้ตัวโดยดูรูปจากตำรวจก่อนและให้เงินนายประเมิน 500 บาท แล้วมาชี้ตัวว่าพวกเราเป็นคนประคองเชอรี่แอนลงมาจากตึกคอนโดมิเนียมของเสี่ยวินัย จากนั้นอัยการก็สั่งฟ้องเรา ศาลตัดสินประหารชีวิตพวกเรา 4คน แต่ยกฟ้องเสี่ยวินัย เราถูกส่งเข้าไปอยู่ในแดนประหาร คุกบางขวาง จนปี 2535 ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง แต่รุ่งเฉลิม ตายในคุกก่อนที่ศาลจะอุทธรณ์จะพิพากษา เพราะคิดมากเครียด เนื่องจากตัวเองไม่ได้ทำความผิด ลูกเขาก็ยังเล็กๆ อยู่ในสมัยนั้น ตัวข้าพเจ้าเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาเจ้านายเก่าบริษัทยามประกันตัวให้ออกมาได้ แต่พิทักษ์และธวัช ยังติดอยู่ในบางขวาง เพราะต้องรอศาลฎีกา แต่ออกมาได้ไม่เท่าไหร่ก็เสียชีวิตทั้ง 2 คนเพราะติดโรคมาจากในเรือนจำ ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าตายปีไหน ตอนข้าพเจ้าโดนจับถูกตำรวจซ้อม หัวฟาดกับโต๊ะ ทำให้มึน ประสาทเลยช้าคิดอะไรช้า


ผู้ต้องหาโดนซ้อมจนสมองชา

"ตอนที่ข้าพเจ้าถูกจับข้าพเจ้าไม่รับสารภาพ ข้าพเจ้าถูกตำรวจหลายคนซ้อม เยอะ หลายคนจำไม่ได้ มีตำรวจนอกเครื่องแบบด้วย ไม่ทราบว่าใครบ้าง ถูกซ้อมจนกระดูกสันหลังร้าว ไปหาหมอตามคลินิคเขาฉายเอ็กซเรย์ให้ข้าพเจ้า ขณะที่ศาลชั้นต้นกำลังจะตัดสิน แล้วข้าพเจ้าก็ไม่มีตังค์ที่จะผ่า พอศาลตัดสินข้าพเจ้าก็เข้าเรือนจำปากน้ำไปเลย พอออกมาแล้วหลักฐานฟิล์มเอ็กซเรย์ก็ไม่รู้ หมอหายไปอยู่ไหนหมดแล้ว จากกระดูกสันหลัง ทำให้หัวคิดช้า คิดอะไรคิดออก แต่ช้า เพราะมึน ตอนที่ตำรวจซ้อมหัวฟาดพื้น สมัยก่อนโรงพักปากน้ำเป็นไม้ เก้าอี้เป็นไม้ พอถูกถีบก็หงายท้องเลยหลังกระแทกโต๊ะที่นั่งหัวฟาด ขณะนี้พอเวลาเดินเร็วๆ ขาจะชามาจากหลัง นอนหงายไม่ได้ ต้องนอนตะแคง ช่วงที่อยู่ในคุกมีหมอก็ขอยาแก้ปวดบ้าง แม่ส่งน้ำมันไปให้ทาบ้าง



เข้าคุกทั้งที่ไม่ผิด

"ตอนเสี่ยวินัยเขายกฟ้องพวกข้าพเจ้าโดนตัดสินประหารชีวิต เสี่ยวินัย ก็ไปวิ่งเต้นแจ้งทางกองปราบปราม ทีนี้กองปราบปรามเขารู้แล้วว่าพวกข้าพเจ้าไม่มีความผิด กองปราบปรามติดตามคดีอย่างเงียบๆ กำลังตามจับผู้ต้องหาตัวจริงแล้วก็แจ้งมาที่โรงพักปากน้ำว่า พวกนี้ไม่มีความผิด ตัวจริงกำลังจะจับอยู่ แต่ตำรวจปากน้ำไม่เชื่อให้ศาล อัยการสูงสุดดำเนินเรื่องต่อไป ไม่ยอมปล่อยพวกข้าพเจ้าทั้งที่รู้ว่าไม่ผิด อยู่ในคุกไม่มีใครช่วยหรือต่อสู้ให้ ภาวนาอย่างเดียวให้เรารอด เพราะเราไม่ได้ทำความผิด เราอยู่ในคุกเรายังไม่รู้ว่ากองปราบปรามกำลังดำเนินการ พอเขาจับตัวจริงได้เราก็รอด ศาลยกฟ้องก่อนแล้วจึงจับผู้ต้องหาตัวจริง หลังศาลยกฟ้องไม่มีใครยื่นมือมาช่วย คนที่ไม่เคยทำผิดอยู่ๆ ศาลตัดสินประหารชีวิต จิตใจที่ยืนอยู่ตรงนั้นจะเป็นอย่างไร อย่างเฮาดี้ (นายรุ่งเฉลิม กนกชวาลชัย) เป็นลมพับตรงนั้น นอกนั้นพากันร้อง เป็นลมหมด ก็เขาไม่ได้ทำความผิดแล้วศาลตัดสินประหาร คนไม่ผิดความรู้สึกตอนนั้นจะเป็นอย่างไร ถ้าเป็นคนอื่นจะเป็นอย่างไร พอศาลตัดสินก็ต้องเข้าคุกไป


ผู้ต้องหา- เมียตายลูก-สาวโดนฆ่าข่มขืน-ลูกชายหายสาปสูญ

"ก่อนเข้าคุกข้าพเจ้ามีครอบครัว ภรรยาอยู่ที่ท่าเรือคลองเตย มีลูกชาย 1 คน ลูกสาว 1 คน ตอนที่ข้าพเจ้าเข้าไปอยู่ในคุก ภรรยาข้าพเจ้าเครียดมากจนเสียชีวิต ต่อมาลูกสาวอายุ 17-18 ปีถูกฆ่าข่มขืน ข้าพเจ้าอยู่ในคุกไม่มีใครบอกว่าลูกสาวข้าพเจ้าโดนฆ่าตาย ข้าพเจ้าก็ไม่รู้เรื่องเขาปิดกัน ลูกสาวกำลังสอบชิงทุนไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น ถ้าเกิดข้าพเจ้าซึ่งเป็นพ่อยังอยู่ข้างนอกก็ยังดูแลเขาได้ ไม่โดนฆ่า ต่อมาลูกชายก็หายสาปสูญยังหาไม่เจอ


ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกรมตำรวจ 25 ล้าน

"ช่วงเกิดคดีสื่อมวลชนออกข่าวทั่วประเทศ หนังสือพิมพ์ ทีวีทุกช่อง ลงข่าวกันครึกโครมหมดเลย แต่ตอนศาลยกฟ้องมีข่าวแค่นี้ (ทำมือให้ดูว่าเป็นข่าวสั้นๆ) แล้วประชาชนจะรู้หรือว่าพวกเราไม่ได้ผิด เขาต้องคิดว่าเรายังเป็นฆาตกรอยู่ เพราะเขาไม่รู้ว่าศาลยกฟ้องเรา ตอนออกมาจากคุกมีทนายอยู่ 1 คนช่วยเหลือว่าความคดีฟ้องกรมตำรวจกับตำรวจให้ แต่ฟ้องแบบไม่มีสตางค์ ฟ้องอนาถา ศาลตัดสินแล้วว่าตำรวจพวกนั้นไม่เกี่ยว ให้ฟ้องกับกรมตำรวจ ตอนนี้ฟ้องกับกรมตำรวจอยู่ฟ้องเรียกค่าเสียหาย ตอนโดนจับเสียชื่อเสียง คนอื่นเกลียดว่าเป็นฆาตกร ทั่วประเทศลงข่าวครึกโครมส่วนนี้เรียก 10 ล้านบาท และตำรวจทำร้ายร่างกายทำให้พิการทางสมอง ข้าพเจ้าก็เรียกอีก 5 ล้านบาท แล้วข้าพเจ้าเคยทำงานด้านรักษาความปลอดภัยได้เงินเดือนๆ ละ 3,300 บาทประมาณ 21 เดือนคิดเป็นเงิน 96,300 บาท แล้วก็ตอนที่ข้าพเจ้าเสียอิสรภาพถูกจับเข้าไปอยู่ในคุก ถูกใส่โซ่ตรวนตลอด 24 ชั่วโมง มีกินบ้างไม่มีบ้างตอนอยู่ในคุก แล้วแดนประหารมีนักโทษทุกประเภท ไม่มีใครกลัวใคร บางคนก็ประสาทเสีย บางคนก็บ้า ก็ต้องทนอยู่กันอย่างนั้น ลำบากมาก ตรงนี้เรียก 10 ล้านบาท แล้วแต่ศาลจะเมตตาให้


"ทนายไม่ได้บอกว่าคดีจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ข้าพเจ้าก็ไปขึ้นศาล ฝ่ายอัยการก็เลื่อนเรื่อย ศาลรัชดาเลื่อนเรื่อย นี้ก็เลื่อนข้าพเจ้าไปวันที่ 3 เมษายน เวลา เช้า 09.00 น. ข้าพเจ้าไม่ได้หวังว่าจะชนะคดีได้เงิน 25 ล้านบาท แล้วแต่ศาลจะเมตตา ได้แค่ 1 ล้าน ครึ่งล้าน แค่ให้พอมีเงินไปใช้หนี้เขา ตอนที่แม่ข้าพเจ้ามาเยี่ยมในคุก แม่อยู่อยุธยาต้องยืมเงินเขามาเยี่ยมข้าพเจ้า ปัจจุบันมีอาชีพขายปลาตู้ ปลากัด และรับจ้างเป็นยามบ้างหรือใครจ้างให้ทำอะไรก็ไปไม่พอกิน


สำหรับแพะแดนประหาร

อยู่ในคุกบอกไม่ถูกว่าจะได้ออกหรือไม่ได้ออก คิดว่าจะได้ออกก็คิดไม่ได้ คิดว่าจะตายก็เอ๊ะ ยังไงก็บอกไม่ถูก คล้ายๆ หมดอาลัยแล้ว ถึงคราวก็ตายคิดแบบนี้ เพราะไม่รู้ว่ากองปราบปรามกำลังเดินเรื่องให้เรา ไม่เคยมีใครมาส่งข่าวให้เลย ตอนไปศาล ตำรวจโรงพักมากันใหญ่เลยทั้งที่เราไม่ได้ผิดเลย ใส่ตรวน 2 เส้น ใส่กุญแจมืออีก จนจะเดินไม่ไหวอยู่แล้ว ทำกับเราน่าดู สุดท้ายตำรวจบอกทำไปตามหน้าที่ ทำไปตามพยานหลักฐาน เขาก็พ้นไป จะว่าเป็นเวรกรรมของข้าพเจ้า ก็เป็นกรรมที่มันพวกนี้สร้างกรรมให้เรา พวกตำรวจร่วมกันจับพวกเรา สร้างกรรมให้เรา ทำให้หลายชีวิตต้องลำบาก ลูกเมียลำบาก ในแดนประหารมีคนทุกชนิด บางคนก็ไม่ได้ทำความผิด จับเขาไปไว้ในนั้น บางคนก็สู้คดี ได้คุยกับบางคนไม่ได้มีความผิดบางคนไม่รู้เรื่อง ตำรวจชอบปิดคดีเร็วๆ ข้าพเจ้าว่าตอนนี้ในแดนประหารมีคนที่ไม่ผิดอยู่ แต่เราไม่รู้ว่าเขาจับกันมาอย่างไร แต่คดีข้าพเจ้าเป็นคดีดัง แต่อยู่ๆ ก็เงียบไม่มีใครรับผิดชอบ บางคนถ้าเกิดเป็นคดีแบบข้าพเจ้า ถ้าหลักฐานที่เขาสร้างมาแน่นหนาก็ต้องโดนประหารทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำความผิด อยากเรียกร้องให้ประเทศไทยมีกฎหมายจ่ายค่าเสียหายชดเชยให้กับคนที่ถูกจับไปอยู่ในคุกโดยไม่รู้เรื่อง ศาลเขาคงจะอ่านหนังสือบ้างว่าคดีแพะมาอีกแล้ว ข้าพเจ้าเห็นข่าวในทีวีจับแพะคดีปล้นร้านทองอีก เขาคงคิดว่าเป็นเวรกรรมของมัน จับเขาไปแล้ว คนจับส่งเป็นใคร คดีข้าพเจ้าจำชื่อได้หมดตอนนี้เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่กันแล้ว แต่อย่าไปเอ่ยชื่อเขาเลยไม่ดี เดี๋ยวส่งคนมาเก็บอีกจะยุ่ง"

ลอกคราบเสี่ยวินัย...ปฐมเหตุแห่งความตาย

จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังของ เสี่ยวินัยพบว่า มีเส้นทางชีวิตที่ไม่ธรรมดา และจบการศึกษาในระดับที่ไม่น่าเชื่อว่าจะสวนทางกับพฤติกรรมที่แสดงออกเช่นนี้
เสี่ยวินัย เกิดในครอบครัวที่จัดได้ว่าเป็นผู้มีอันจะกิน บิดาและมารดานับได้ว่าเป็นผู้มีฐานะและการเงินที่ดีครอบครัวหนึ่ง

ในด้านการศึกษา เสี่ยวินัยสำเร็จการศึกษาวิชาออกแบบและสถาปัตย์ จากสหรัฐอเมริกา จากนั้นกลับมาทำงานในประเทศไทย ปี 2519 โดยประกอบอาชีพเกี่ยวกับการก่อสร้าง และได้มาพักอาศัยอยู่กับมารดาที่บ้านพักเยื้องตรงข้าม สน.ทุ่งมหาเมฆ ซอยสวนพลู เขตยานนาวา

ต่อมาประมาณปี 2523 ได้เปิดภัตตาคาร ชื่อ 'สามก๊ก' ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านพักใน ซอยสวนพลู ได้รู้จักกับ น.ส.สุวิบูลย์หรือกุ้ง โดยการแนะของน้องสาวตนเอง และรู้จักกันได้เพียง 2 เดือน ก็ได้เสียมีสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยากับ น.ส.สุวิบูลย์ แต่ไม่ได้แต่งงานกันเพราะแม่ของฝ่ายหญิงไม่ชอบ

ด้วยสัมพันธ์ที่มีต่อกันอย่างแน่นแฟ้นทั้ง 2 คน จึงได้ร่วมทุนกันสร้าง คอนโดมิเนียม ชื่อ 'ริเวอร์วิว คอนโดมิเนียม' เป็นอาคารให้เช่าพักจำนวน 8 ชั้น อยู่ แถวตลาดน้อย สัมพันธวงศ์ ในปี 2524

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ร่วมดำเนินกิจการและมีสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยากับ น.ส.สุวิบูลย์อยู่นั้น ในปี 2528 เสี่ยวินัยได้ไปรู้จักกับ 'น.ส.เชอรี่แอน ดันแคน' อายุ 16 ปี ที่ร้านอาหาร 'พี.เจ.' สุขุมวิท 19 ซึ่งเป็นของบิดาและมารดาของเชอรี่แอน และเกิดหลงใหลได้ปลื้มในเรือนร่างของลูกครึ่งอเมริกันผู้นี้

ในที่สุดความฝันของเสี่ยวินัยก็บรรลุผล เมื่อแม่ของเชอรี่แอนยินยอมให้เสี่ยวินัยพาไปเลี้ยงดูอุปการะและอยู่กิน โดยมีเรือนหออยู่ที่ห้องพักในริเวอร์วิว คอนโดมิเนียม ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้แม่ของเชอรี่แอนตัดสินใจเช่นนั้นเป็นผลมาจากความร้าวฉานที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวเพราะผู้เป็นพ่อชาวอเมริกันมีพฤติกรรมที่ไม่พึงปฏิบัติในทำนองชู้สาวต่อลูกสาวในไส้หลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเมา

นอกเหนือจากการลงทุนร่วมกับ น.ส.สุวิบูลย์ในกิจการให้เช่าคอนโดมิเนียมแล้ว เสี่ยวินัยยังดำเนินกิจการอื่นๆ อีกมากมาย โดยในปี 2529 ได้ตั้ง 'ห้างหุ้นส่วนจำกัด คิวลิตี้ อาคิเทค แอนด์เมนเทนเม้นท์' หรือ 'คิว เอ เอ็ม' ประกอบธุรกิจก่อสร้างตกแต่งอาคาร ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและซ่อมแซมบ้าน โดยเปิดรับในระบบสมาชิก ที่ต้องเสียค่าสมาชิกเดือนละ 2,000 บาท



พฤติกรรมเจ้าชู้ไม่เลือกหน้า

สำหรับต้นตอปัญหาความขัดแย้งใน 'รักสามเส้า' ระหว่างเสี่ยวินัย-น.ส.สุวิบูลย์-น.ส.เชอรี่แอน ซึ่งกลายเป็นศึกชิงรักหักสวาทที่บานปลายใหญ่โตนำไปสู่คดีฆาตกรรม อันลึกลับซับซ้อนและโหดร้ายป่าเถื่อนในวันที่ 22 ก.ค. 2529 อีกทั้งยังสืบทอดความทุกข์ร้อนแสนเข็ญมาสู่บรรดากลุ่ม 'แพะรับบาป' ของคดีและทายาทจวบจนปัจจุบันอย่างไม่รู้จักจบสิ้นนั้น ถ้าจะกล่าวว่าเป็นผลมาจาก 'ความเจ้าชู้' ไม่รู้จักพอของเสี่ยวินัยก็คงจะไม่เกินเลยไปนัก

เพราะขณะที่สังคมรับรู้ว่า เสี่ยวินัยอยู่กินกับ น.ส.สุวิบูลย์ ยังแอบเล็ดลอดไปหาความสุขกับหญิงอื่นอยู่ตลอดเวลา และมีผู้หญิงผ่านเข้ามาในชีวิตอย่างมากหน้าหลายตา กระทั่งสร้างความไม่พอใจให้กับ น.ส.กุ้ง ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชูทางการเงินของเสี่ยวินัย

เท่าที่สืบทราบนอกจาก น.ส.สุวิบูลย์ และน.ส.เชอรี่แอนแล้ว ก่อนหน้านั้นเสี่ยวินัยยังแอบลักลอบได้เสียกับ 'น.ส.ทิพย์วรรณ' หรือ 'น้อย' ซึ่งเป็น 'คนใช้' ในบ้านของแม่ตนเองอีกด้วย

น.ส.ทิพย์วรรณได้เข้าเป็นคนใช้อยู่ที่บ้านแม่ของเสี่ยวินัยขณะที่มีอายุ 14 ปี โดยได้รับเงินเดือนในครั้งแรก 350 บาทต่อเดือน ต่อมาเมื่ออายุได้ 16 ปี ได้ตกเป็นภรรยาของเสี่ยวินัยอย่างลับๆ

น.ส.ทิพย์วรรณเคยออกจากบ้านเสี่ยวินัยไปประกอบอาชีพเป็นสาวบริการในร้านอาหารญี่ปุ่น จากนั้นได้กลับมาประเทศไทยเมื่อเดือนเมษายน 2529 และเข้าพักอาศัยอยู่ที่บ้านเสี่ยวินัยเช่นเดิม และทราบเรื่องว่า น.ส.สุวิบูลย์มีความสัมพันธ์กับนายวินัยอย่างลึกซึ้ง



ขอคืนดี 'กุ้ง' แต่ไร้ผล

สำหรับเฉพาะกับ น.ส.สุวิบูลย์นั้น หลังเกิดคดีฆาตกรรม ในระหว่างที่เสี่ยวินัยหลุดจากคุกเป็นคนแรกๆ ปรากฏว่า แทนที่เสี่ยวินัยจะขัดแย้งกับ น.ส.สุวิบูลย์เพราะเป็นต้นเหตุให้ต้องกลายเป็นผู้ต้องหาและหวิดที่จะมีชะตาชีวิตเหมือนกับแพะทั้ง 4 คนเสี่ยวินัยกลับพยายามที่จะหาทางคืนดีกับ น.ส.สุวิบูลย์

ไม่มีใครทราบได้ว่า เสี่ยวินัยมีวัตถุประสงค์อย่างไร แต่สามารถคาดเดาได้ว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินๆ ทองๆ เป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการคืนดีกับ น.ส.สุวิบูลย์ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมีอยู่วันหนึ่งเสี่ยวินัยไปหาน.ส.สุวิบูลย์ที่บ้านและพบเห็นกับตาตนเองว่า อดีตคู่ขาเก่าคนนี้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ 'พ.ต.ท.ล้ำเลิศ ธรรมนิธา' รองผู้กำกับการสภ.อ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นหนึ่งในพนักงานสอบสวนคดีนี้

เสี่ยวินัยกับ พ.ต.ท.ล้ำเลิศ เกิดมีปากมีเสียงกันจนมีการแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน โดยนายวินัยแจ้งความว่า พ.ต.ท.ล้ำเลิศขู่ฆ่า ส่วน พ.ต.ท.ล้ำเลิศแจ้งความว่าถูกเสี่ยวินัยพูดจาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน




สืบสวนคดีเชอรี่แอน ดันแคน ใหม่หมด

ในชั้นแรกที่นายวินัย ถูกจับกุม และตั้งข้อกล่าวหานั้น เจ้าหน้าที่ตรวจแถลงข่าวว่า มูลเหตุสำคัญที่สุดที่เป็นเหตุจูงใจที่ทำให้นายวิชัย วางแผนฆ่า เชอรี่แอน เนื่องจากเขาจับได้ว่า เชอรี่แอนแอบมีชายหนุ่มคนใหม่ แถมยังพามาค้างที่คอนโดฯ ของเขาอีกด้วย พิษรักแรงหึงทำให้เขาใช้วิธีจ้างวานบริวารใกล้ชิด ให้อุ้มเชอรี่แอนไปเชือดด้วยความแค้น

ผลสรุปเรื่องราวแห่งคดีฆ่านี้ทั้งหมดนี้พยานโจทย์ให้การว่า กลุ่มฆาตกรได้ทำการมอมยาผู้ตายให้สลบ อาจด้วยการโปะยาบนรถแท็กซี่ หลังจากนั้นจึงนำร่างเธอไปที่เกิดเหตุ โดยอาจปล่อยร่างของเธอค่อยๆ จมลงน้ำ จนขาดใจตายไปเอง อย่างที่เหตุการณ์ปรากฏ(อ้าวไหนตอนแรกบอกว่าบีบคอตายไง)

แม้ว่าจำเลยทั้งหมด จะให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา มาตั้งแต่ถูกจับกุมและในชั้นสอบสวนก็ตาม แต่เมื่อความจริงเปิดเผยออกมา ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว เพราะพวกเขา ทั้งถูกซ้อม ทรมานด้วยกลกรรมวิธีต่างๆ นานาสารพัดสารพัน จากคดีง่ายๆ กับกลายเป็นคดีซ้อนคดีในเรื่องราวกันจนแยกไม่ออก ระหว่างกลุ่มฆาตกร และแพะรับบาป

หลังจากรู้ว่ากลุ่มฆาตกรที่จับมาเป็นแพะรับบาป เจ้าหน้าทีตรวจต้องสืบสวนใหม่หมด โดยเริ่มต้นจาก สภอ.สมุทรปราการ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และกำลังเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ขนาดกองปราบปรามที่ถูกร้องเรียนจากนายวินัย ให้มาช่วยสืบสาวความเป็นจริง และความยุติธรรมที่จริงแท้ของคดีนี้ ให้กระจ่าง และนอกจากจะจับกลุ่มฆาตกรในคดีนี้แล้ว ยังต้องวางแผนจับกุมกลุ่มตำรวจแหกคอกไปพร้อมๆ กันอีกด้วย




ฆาตกรตัวจริง

เวลาล่วงเลยมาถึงพ.ศ.2538 เกือบ 10 ปีหลังการฆาตกรรม สาวน้อยเชอรี่แอน เจ้าหน้าที่กองปราบปราม ยังไม่ทิ้งคดีนี้เสียที่เดียว มีการรื้อสำนวน สอบปากคำพยาน และรวบรวมหลักฐานใหม่หมด ความลับและปริศนาในอดีตค่อยๆ กระจ่างออกมาที่ละปม จนกระทั้งชุดที่สืบสวนโชว์ผลงานจับกุมกลุ่มฆาตกรตัวจริงได้ โดยกลุ่มสืบสวนในตอนนั้นประกอบไปด้วย

พ.ต.อ.อดิศร จินตนะพัฒน์ รอง ผกก.3 ป รองผู้กำกับการ 3
พ.ต.ท.จตุรงค์ เนขขัมม์ รองผกก.3 ป รองผู้กำกับการ 3
พ.ต.ท.โชคดี อนุภาพเดช ,ร.ต.อ.สมศักดิ์ พัฒนเจริญ (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น)

การรื้อฟื้นคดีที่ศาลพิพากษาตัดสินไปแล้ว ไม่ใช้เรื่องที่ทำกันง่ายๆ ในวงการยุติธรรมไทยในสมัยนั้น ทั้งสามฝ่าย คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษา ต้องดำเนิน ทั้งตัวบทกฎหมาย ด้วยความยุ่งยากหลายขั้นตอน

เป็นสองคดีที่ซ้อนขึ้นอย่างหลายเงื่อนในโจทย์เดียวกัน ทุกอย่างจึงรื้อฟื้นโดยเริ่มต้นจากศูนย์



**************


ความจริงที่ปรากฎออกมา

เจ้าหน้าที่กองปราบพบว่า นอกจากนายวินัยจะมีความสัมพันธ์สวาทกับนางสาวเชอรี่แอนแล้ว เขายังมีผู้หญิงคนอื่นอีก หนึ่งในนั้นคือ นางสาวสุวิบูง พัฒน์พงษ์ พานิช หรือกุ้ง หุ้มส่วนธุรกิจของนายวินัย นอกจากนี้ยังมีผู้หญิงอีก 2-3 คน ในบริษัทก่อสร้าง ตำรวจสืบแกะรอย คู่ขาวินัยทุกคน

หลังวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2538 ข่าวการฆาตกรรมเชอรี่แอน โด่งดังอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่กองปราบจับกุมผู้ต้องหาคดีนี้เป็นคำราบสอง ประกอบไปด้วย นายสมใจและนายสมพงษ์ บุญญฤทธิ์ สองศรีพี่น้อง ที่เชื่อกันว่าเป็นคนสังหารเชอรี่แอนตัวจริง

19 กุมภาพันธุ์ 2538 จับนายสมัคร ธูปบูชาการ และนายว่องไว ผู้ร่วมทีมสังหาร

1 พฤศจิกายน 2538 นางสาวสุวิบูล เดินเข้ามามอบตัวในฐานะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้จ้างวาน แต่ใช้หลักทรัพย์ 5,000,000 บาท ประกันตัวออกไปได้

18 มกราคม 2539 ตัวรวจจับกุม นายประมวล พลัดโพชน์ คนขับรถสามล้อในข้อหาแจ้งความเท็จจนในที่สุดศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 8 ปี

ในชั้นศาล ตำรวจได้ประมวลเหตุการณ์ และหลักฐานต่างๆ สรุปส่งฟ้องศาล ดังต่อไปนี้

นงสาวสุวิบูล เกิดความหึงหวง เชอรี่แอนขึ้นมา เมื่อสืบรู้ว่านายวินัย มีความสัมพันธ์สวาทกับเธอ อย่างลับๆ และได้นำเชอรี่แอนมาเลี้ยงดูจนออกหน้าออกตา ส่งเสีย ทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ

ด้วยความแค้นและริษยา หึงหวง จึงจ้างวานให้คนอื่น อุ้มเชอรี่แอนไปฆ่าโดยไตร่ตรองและวางแผนไว้ก่อน โดยมี นายสมพงษ์และนายสมใจ สองมือฆ่า ซึ่งทั้งคู่เคยเป็นนักงานบริษัทของนายวินัยมาก่อน จึงรู้จักเชอรี่แอนพอสมควร อีกทั้งยังเคยรับส่งเชอรี่แอนอยู่บ่อยครั้ง และบางครั้งภรรยาของเขาทั้งสองก็เคยเป็นพี่เลี้ยงเชอรี่แอนมาก่อนเป็นบางครั้งที่นายวินัยติดธุระ แต่ภายหลังเกิดมีเรื่องบาดหมางกับนายวินัย จนต้องย้ายมาทำงานกับนางสาวสุวิมล

ด้วยความแค้นที่ต่อนายวินัย ทั้งสองจึงรับปากกับนางสาวสุวิมลอย่างง่ายได้
และด้วยความรู้จักสนิทสนมกับเชอรี่แอนจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะหลอกเธอไปฆ่า

นายสมัคร ธูปบูชาการ ก็มีความสนิทสนมกับกลุ่มฆาตกรกลุ่มนี้ด้วย
นายพีระ ว่องไววุฒิ เป็นเพื่อนสนิทกับนายสมพงษ์ และนายสมใจ และเป็นโซเฟอร์แท็กซี่มรณะ หมายเลขทะเบียน 1ท-3992 กรุงเทพมหานคร ที่ไปรับส่งเชอรี่แอนที่หน้าประตูโรงเรียน จนพบจุดจบ แต่เจ้าหน้าที่กันตัวเขาไว้เพื่อเป็นพยานในคดีนี้

แผนการฆ่าก็ง่ายๆ คือ เดินทางไปรับเชอรี่แอนที่โรงเรียนพระกุมารเยซูวิทยา ในซอยสุขุมวิท 101 โดยนายสมพงษ์ และนายสมใจ ใช้อุบายล่อหลอกเชอรี่แอนในเรื่องที่เกี่ยวกับนายวินัย จนเชอรี่แอนหลงเชื่อ วางใจจนยอมขึ้นรถไปด้วย ระหว่างทางที่ขับรถไปบางปู เธออาจรู้สึกตัวว่ามันมาผิดเส้นทางที่ควรจะเป็น เธอคงพยายามหนีออกจากรถ และอาจมีการต่อสู้และขัดขืนในแท็กซี่มรณะคันนั้น ด้วยรู้ล่วงแล้วว่าซะตาชีวิตจะเป็นอย่างไรในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

กลุ่มฆาตกรจำเป็นต้องบีบคอเธอจนเสียสติ จนถึงหลักกิโลที่ 43 ตำบลบางปูใหม่ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นป่าแสมรกชัฏและเปล่าเปลี่ยว กลุ่มฆาตกรนำร่างของเธอ ไปทิ้งไว้ในร่องน้ำจนจมน้ำตาย และชาวบ้านมาพบศพอีก 2 วันต่อมา



ผลการตัดสิน


นี้อาจเป็นผลการตัดสินที่ล้มมวยคนดูทั้งประเทศก็ได้

6 สิงหาคม พ.ศ.2540 เกือบสองปีต่อมาหลังจากจับกุมกลุ่มฆาตกรและผู้จ้างวานตัวจริง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ให้ตัดสินประหารชีวิตนางสาวสุวิบูล พัฒน์พานิช ผู้จ้างวาน รวมทั้งนายสมพงษ์ บุญญฤทธิ์ และนายสมัคร ธูปบูชการ สองมือฆ่า ก็ถูกพิพากษาให้ประหารชีวิตเช่นกัน

ต้นปี พ.ศ. 2542 ศาลอุทรณ์พิพากศาลยืนตาม ศาลชั้นต้นให้ประหารีวิตโดยไม่ลดหย่อนผ่อนโทษ

แต่....

29 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา พลิกคำตัดสินจากสองศาลแรก โดยให้ปล่อยตัว นางสาวสุวิบูลไป เพราะหลักฐานไม่เพียงพอ แม้ว่าจะทำให้เชื่อว่า นางสาวสุวิบูลกิจ เป็นคนจ้างวานฆ่าเชอรี่แอนตัวจริงก็ตาม ส่วนสองมือฆ่า ศาลตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต

ส่วนกลุ่มตำรวจชุดแรกของ สภอ. เมืองสมุทรปราการ ที่สืบสวนคดีนี้และปั้นพยานเท็จเพื่อจับแพะขึ้นมานั้น ทั้งหมดไม่ได้ถูกลงทัณฑ์แต่อย่างใด เพราะศาลตัดสินแล้วว่า กระทำลงไปตามขั้นตอนของการสอบสอน ตามกฎหมายทุกประการ ปัจจุบันบางคนก็ได้ดีในหน้าที่การงานด้วยซ้ำ


ส่วนนายวินัยตัวต้นเหตุทุกวันนี้ยังไม่เลิกพฤติกรรมเดิม และนอกจากนี้ยังฟ้องร้องครอบครัวของแพะรับบาปในเรื่องการแบ่งฟ้องค่าสินไหมทดแทนคดีนี้อย่างไม่รู้จบจักสิ้น


หลังจากนั้น

ความตายของเชอรี่แอน กลายเป็นตำนานฆาตกรรมสะเทือนขวัญที่สุดในประเทศไทย ผลพวงของคดีนี้ที่ตามมาคือเกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการยุติธรรมมากมายทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษา

พ.ศ. 2539 สำนักงานอัยการสูงสุด จัดเสวนาวิชาการเรื่อง "คดีเชอรี่แอนกระบวนการจะคุ้มครองเสรีภาพของผู้บริสุทธิ์อย่างไร"จากการเสวนาครั้งนั้นได้มีการปรับปรุงขั้นตอนยุติธรรมบางอย่าง ซึ่งมีผลใช้บังคับอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ด้วย

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : www.baanmaha.com/community/thread26012.html

                                   www.baanmaha.com/community/thread26013.html

 

 

 

 
โหวตให้กระทู้นี้ >>
มีผู้เข้าชมแล้ว 23,227 ครั้ง, โหวตแล้ว 46 ครั้ง / 209 คะแนน
โพสท์โดย: boonggie ดู Hot Topic อื่นๆของ boonggie
19:48 - 9 กันยายน 2553
Tags ที่เกี่ยวข้อง : เชอร์รี่ แอน แพะรับบาป
แจ้งลบ
 
 

Comment!  

   
 
 
   
เนื้อหาถูกโพสท์โดยสาธารณชน แสดงบนเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ

ฟังเหตุการณ์โดนต่อยจากปาก ก้อย รุ่งระวี ขุระสะ "เจ็บตัว ไม่เท่า เจ็บหัวใจ"

มิสเวิลด์ผู้กล้าหาญ!! ไม่ยอมแพ้โชคชะตาแม้เคยถูก "ข่มขืน"

คสช.ต้องจับตา วันเกิด“นช.แม้ว” เงียบแต่ไม่เหงา

ก้อยอยากกลับเข้ามาทีมชาติ ถามคนไทยหรือยัง....
ดู Hot Topic ทั้งหมด
 
QUICK LINK
CONTACT US
ADVERTISE
    2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010 2011 2012 2013   2014
Postjung