ตรวจหวย ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 1 ตุลาคม 2557 .... ตรวจผล คลิ๊ก
เข้าสู่ระบบ:
  [ลืมรหัสผ่าน] [สมัครสมาชิกฟรี]   
521,300   2,191,683

จระเข้กินคน (ไอ้ด่างเกยชัย)

user posted image

“ล่าจ้าววังโนราห์”..................จระเข้สุดโหดแห่งคลองอีปัน

คลองอีปันซึ่งเป็นคลองธรรมชาติแยกจากแม่น้ำตาปีในจังหวัดสุราษฎธานีนั้น เป็นคลองที่กล่าวกันว่าในอดีตชุกชุมด้วยจระเข้ใหญ่น้อยมากมาย และหนึ่งในนั้นที่ถือว่าเป็นตำนานเล่าขานของสองฝั่งคลองอีปันก็คือสถานที่ ที่เรียกกันว่า “วังโนราห์”
เหตุที่ได้ชื่อนี้มีเรื่องเล่าว่า ณ ค่ำคืนหนึ่งคณะมโนราห์กลับจากการไปแสดงในยามดึกจำต้องล่องเรือสำปั้นใหญ่ ผ่านเข้าสู่เวิ้งน้ำกว้างของคลองอีปัน ทันใดนั้นเองก็ปรากฏจระเข้ใหญ่อันซ่อนเร้นกายอยู่ในวังน้ำจู่โจมหมุนเรือจน คว่ำและขย้ำฉีกกินเหล่ามโนราห์เคราะห์ร้ายจนหมดทั้งลำเรืออย่างสยองขวัญ
สถานที่แห่งนั้นจึงเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและกระแสโลหิตอันไหลหลั่งเต็ม ท้องธาร ณ ที่แห่งนั้นจึงได้รับการเรียกขานกันว่า“วังโนราห์” และเรียกขานขนานนามจ้าวผู้ครอบครองวังน้ำแห่งนั้นว่า “จ้าววังโนราห์”
จากวันนั้นถึงวันนี้นับเป็นกาลเวลาล่วงเลยผ่านไปไม่นานนักก็ปรากฏเหยื่อ เคราะห์ร้ายอีก 2 รายซ้อนๆกัน ทั้งคู่เป็นชายชาวบ้านน้ำและเป็นคู่หูคู่เกลอกันมายาวนาน วันหนึ่งทั้ง 2 ออกไปตัดหวายตามปกติเพื่อนำมาจุลเจือครอบครัวบริเวณทางตอนเหนือของคลองแล้ว ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ชาวบ้านแถบละแวกดังกล่าวพร้องผู้ใหญ่บ้านต่างระดมลูกบ้านออกตามหาแต่ก็ไม่ เจอ เพียงแต่ปรากฏพบแต่ลำเรือของเกลอทั้ง 2 ที่ถูกคว่ำจนจมและแตกละเอียดดั่งโดนแรงมหาศาลของพญาสัตว์เข้าขย้ำเล่นงาน จนชาวบ้านต่างลงความเห็นว่า ชายทั้ง 2 โดนจ้าววังโนราห์คาบไปกินเสียแล้ว
อีกไม่กี่วันต่อมาก็ปรากฏหญิงสาวชาวน้ำพายเรือกำลังจะกลับบ้านแต่เมื่อผ่าน วังโนราห์แล้วก็หายตัวไปเฉยๆ ชาวบ้านพบเพียงเรือพายที่คว่ำพร้อมกับมีรอยแตกจากการขบกัดด้วย แรงมหาศาล......เสร็จไปอีกหนึ่ง หลังจากได้ลิ้มรสชาติเนื้อมนุษย์มาหลายๆครั้ง จระเข้ร้ายเริ่มรู้สึกติดใจจึงเริ่มออกอาละวาดอีกคราวนี้เหยื่อของมันเป็น ชายชราผู้มีอาชีพหาของป่าถูกคว่ำเรือ และลากไปกินอีกราย
ท่ามกลางความหวาดกลัวของชาวบ้าน ผู้ใหญ่บ้านจึงทำการว่าจ้างหมอปราบจระเข้ฝีมือฉกาจมาจากแหล่งต่างๆแต่ก็ดู เหมือนว่าจ้าววังโนราห์จะรู้ทัน.........มันกบดานเงียบเหมือนนกรู้ จนชาวบ้านต่างเล่าลือกันว่ามันเป็น “จระเข้ผีสิง”
แต่จะอย่างไรก็ตามแต่ด้วยความสามารถของ “โอม ชุมทอง” พรานจระเข้หนุ่มฝีมือดีที่เข้ามาล่าจ้าววังจนมันต้องเป็นฝ่ายหนีหัวซุกหัว ซุนบ้างและถูกเผด็จศึกลงได้ในไม่ช้า ความสงบสุขของที่นี่จึงหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่งเป็นเหลือเพียงตำนานเล่าขาน ถึงความโหดเหี้ยมอำมหิตของจระเข้ร้ายที่ชื่อ “จ้าววังโนราห์” เอาไว้เล่าให้ลูกหลานฟัง

*****อ้างอิงจาก.................หนังสือ เรื่อง “เรื่องจริง/ระทึกใจ ตอน ล่าจ้าววังโนราห์” ซึ่งเป็นงานเขียนจากประสบการณ์จริงของ “โอม ชุมทอง”


user posted image
user posted image
user posted image


“ไอ้ด่างคลองบางมุด” หรือ “ไอ้ด่างเกยชัย” พ.ศ. ๒๕๐๗

หากย้อนกลับไป 40 ปีที่แล้วสมัยที่เมืองไทยยังใช้เส้นทางน้ำเป็นทางสายหลัก และบางแห่งก็มีจระเข้ชุกชุมตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ชาวบ้านทั่วไปมีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับน้ำ แต่จู่ๆกลับเกิดข่าวสะเทือนขวัญพาดหัวข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ ปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ โดยเริ่มออกอาละวาดตั้งแต่ต้นเดือนกันยา ในคลองบางมุด บ้านหนองไก่ปิ้ง ต.นาขา อ.หลังสวน จ.ชุมพร จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน จระเข้ตัวนี้มีขนาดใหญ่มาก และดุร้ายถึงขั้นไล่กัดผู้คนที่เดินริมตลิ่ง และไล่กัดเรือที่สัญจรไปมา จนชาวบ้านไม่กล้าพายเรือหรือเดินเลาะริมตลิ่ง
ต่อมาในกลางเดือนกันยายน เย็นวันหนึ่ง นายอุดม ชาวบ้าน ต.นาขา ลงอาบน้ำในคลอง ถูกจระเข้ยักษ์คาบไปกินต่อหน้าต่อตา ต่อหน้าชาวบ้านนับสิบ รุ่งเช้าพบศพนายอุดมลอยขึ้นมา ปรากฏว่าถูกกินเฉพาะส่วนท้อง
๒ – ๓ วันต่อมา นายอิน ชาวเขมรบ้านเดิมอยู่ จ.ตราด มาตั้งรกรากที่คลองบางมุด ได้นำเรือเล็กไปตัดจากเพื่อนำมามุงหลังคาบ้าน ขณะยืนตัดกิ่งจากอยู่ในเรือ จระเข้ยักษ์ได้พุ่งตัวขึ้นมาบนเรือคาบขานายอินตกลงไปในน้ำ นายอินดิ้นและเกาะแคมเรือร้องให้ภรรยาซึ่งอยู่บนฝั่งช่วย เธอพยายามกระพุ่มน้ำและส่งเสียงไล่ แต่ไม่เป็นผล จระเข้ยักษ์ได้คาบนายอินจมหายลงไปใต้ท้องน้ำต่อหน้าต่อตา รุ่งขึ้นศพนายอินลอยขึ้นมา ก็พบว่าถูกกินเฉพาะส่วนท้องเช่นเดียวกับนายอุดม
ข่าวจระเข้ยักษ์อาละวาดกินคนไปแล้ว ๒ ศพแพร่กระจายไปทั่วชุมพร ส.ต.อ.บุญโชติ และครูสมพงษ์ซึ่งเป็นเพื่อนกับนายอินผู้ตาย ถึงกับลาราชการเพื่อออกล่าจระเข้ล้างแค้นแทนเพื่อนโดยร่วมกับนายแดง เจ้าของโรงสี โดยใช้เรือ ๒ ลำ ปืนและดินระเบิด
กลางเดือนตุลาคณะล่าจระเข้ยังออกควานหาตัวแต่ไม่มีวี่แวว
กระทั่งบ่ายจึงใช้ระเบิดกระป๋องนมจุดโยนลงไปในน้ำถึง ๑๔ กระป๋อง ระเบิดติดต่อกันจนถึงกระป๋องสุดท้าย จระเข้ยักษ์ก็โผล่ขึ้นมาอย่างกะทันหันพุ่งเข้าใส่เรือลำหนึ่ง พร้อมกับอ้าปากกว้างงับแคมเรือจนขาดทะลุ นายแดงเจ้าของโรงสีซึ่งทำหน้าที่คัดท้ายเรือเสียหลักตกน้ำ จระเข้ยักษ์ว่ายรี่เข้าไปจะคาบนายแดง ตำรวจชุดติดตามล่าจึงพากันระดมยิงใส่ลำตัวจระเข้ยักษ์ด้วยปืนเล็กยาวแบบ .๘๓ และปืนพก จระเข้ยักษ์จึงผละจากนายแดงจมหายไปทันที นายแดงจึงรอดหวุดหวิด
หลังจากถูกคณะไล่ล่าใช้ระเปิดกระป๋องนมและระดมยิงจนจระเข้ยักษ์อาละวาดฟาด หัวฟาดหาง ทำให้ชาวบ้านเห็นชัดว่า จระเข้ยักษ์ตัวนี้มีสีดำทั้งส่วนลำตัวและส่วนหัว ยกเว้นที่คอเท่านั้นที่มีสีขาวคาดอยู่รอบลำคอ
จึงเป็นที่มาของชื่อ “ไอ้ด่าง” จากนั้นจระเข้ยักษ์เงียบหายไประยะหนึ่งกระทั่งวันที่ ๒๕ ตุลาคม สายตรวจ สภอ.หลังสวน ๒ นายออกตรวจพื้นที่โดยใช้เรือหางยาวแล่นไปตามคลองบางมุด ขณะนั้นเป็นเวลาเย็นและฝนตกพรำ ฉับพลันน้ำในคลองก็ปั่นป่วนและเกิดกระแสคลื่นลูกใหญ่ ด้วยความสงสัยจึงเหลียวดูรอบกาย และต้องตัวเย็นวาบเมื่อพบกับตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมาอย่างอาฆาตมาดร้าย
เห็นเข้าก็รู้ว่ามันคือจระเข้ และมันกำลังว่ายตามเรืออยู่ ด้วยความตกใจทั้งสองจึงรีบเร่งเครื่องหนีทันทีโดยไม่สนใจว่าจระเข้ยักษ์จะจม หายไปตอนไหน
จากการที่จระเข้ยักษ์อาละวาดไล่กัดกินคนจนประชาชนชาวคลองบางมุดนับพันครอบ ครัวต่างพากันเดือดร้อน จึงมีคำสั่งให้ตำรวจพลร่มหน่วย ” เสือดำ ” ๒ นายแห่งค่ายนเรศวร หัวหินเข้าร่วมกับราษฎรคลองบางมุดทำการออกล่าจระเข้ยักษ์ โดยสมทบกับคณะล่าของ ส.ต.อ.บุญโชติ โดยตีวงตั้งแต่ปากอ่าวตะโกจุดหนึ่ง กับจากคลองบางมุดเข้าหากัน
ปลายเดือนตุลาคม นักล่าทั้ง ๒ คณะได้นำเรือชุดละลำหายออกจากปลายคลองบางมุดตั้งแต่เช้า เพื่อค้นหาจระเข้ยักษ์ โดยเรือของ “เสือดำ” พายล่วงหน้าไปก่อน ๑ คุ้งน้ำ จากนั้นนักล่าชุด ส.ต.อ.บุญโชติจึงออกติดตามไป การค้นหายังดำเนินต่อไปกระทั่งบ่ายก็ยังไม่พบ
จนเวลาเย็น ขณะที่เรือของตำรวจเสือดำ ผ่านถึงหมู่บ้านบางหมี กับบ้านทับซัน จนลับคุ้งน้ำไปแล้ว ไอ้ด่างก็ลอยตัวขึ้นเหนือผิวน้ำ กลางคลองบางมุดจนเห็นชัดถนัดตา พอดีกับเรือ ส.ต.อ.บุญโชติและครูสมพงษ์ตามมา โดยมีนายหยึดเป็นคนแจวท้าย พอเห็นไอ้ด่างเท่านั้นครูสมพงษ์เร่งให้นายหยึดรีบแจวเรือเข้าไปเพื่อได้ระยะ ยิงหวังผล แต่นายหยึดกลัวจนตัวสั่นค้างอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งไอ้ด่างจมลงไป พลาดโอกาสทองอย่างน่าเสียดาย
รุ่งขึ้นนายสุคนธ์ บ้านอยู่ปากอ่าวตะโก พายเรือขนานคู่กับเพื่อนบ้านซึ่งพายมาคนละลำ ทั้งสองคุยกันและหัวเราะเสียงดังเพื่อความเพลิดเพลิน ทันใดนั้น ไอ้ด่างก็โผล่ขึ้นมาในช่องกลางระหว่างเรือทั้งสองลำ โดยให้เห็นแค่ส่วนหัวและกลางหลัง คนขับเรือทั้งสองจึงรีบพายจ้ำหนีขึ้นฝั่งอย่างไม่คิดชีวิต
ข่าวไอ้ด่างลอยตัวครั้งที่สองเช้าวันนั้น ครูสมพงษ์รู้เรื่องเข้าจึงขอแรงชาวบ้านนั่งห้างดักยิงไอ้ด่าง โดยครูสมพงษ์กุมปืนไรเฟิล .๓๗๕ นั่งห้างอยู่ที่ต้นโกงกาง แล้วให้คนนำสุนัขไปผูกแพล่อ แต่ก็ไม่มีวี่แววไอ้ด่าง
พร้อมๆกับนักล่าทั้ง ๒ ชุดที่นำเรือออกล่าถึง ๔๘ ชั่วโมง ปรากฏมีนักล่าชุดที่ ๓ เป็นแขกชื่อนายหะหมัด อายุ ๖๕ ปี ผมขาวโพลนทั้งศรีษะ มาจาก ต. เขาสง ท่าชนะ โดยใช้วิธีบุกเดี่ยวลงเรือเล็กออกล่าด้วยตนเองโดยใช้หอกเล่มเดียวซึ่งอ้าง ว่าเคยฆ่าจระเข้มาแล้ว ๑๕ ตัวด้วยหอกเล่มนี้ ขณะนี้นายหะหมัดยังคงลงเรือเล็กออกควานหาไอ้ด่างในคลองบางมุดทุกวัน
เนื่องมาจากการติดตามค้นหาล่าจระเข้ยักษ์ของตำรวจพลร่มหน่วย “เสือดำ” คณะส.ต.อ.บุญโชติ อภิสนธิสมบัติ กับบังหะหมัด ซึ่งนักล่า ๓ คณะออกติดตามค้นหา ”ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์ตั้งแต่วันที่ ๒๙ - ๓๑ตุลาคม กับวันที่ ๑ กันยายน ต้องประสบความล้มเหลว
จากความล้มเหลวในการล่าไอ้ด่างหลายสิบครั้งจนครั้ง
ล่าสุดความมุ่งมั่นในการล่าของ ๓ คณะติดตาม จระเข้ยักษ์ ได้เรียกขวัญชาวบ้านที่หวาดกลัวกลับคืนมาและร่วมมือกันวางแผนประกาศขีดเส้น ตายไอ้ด่าง ในการนี้กำนันตำบลปากตะโก กำนันตำบลบางน้ำขวาง และผู้ใหญ่บ้านคลองบางมุด ได้ร่วมมือประสานงานกับชาวบ้าน ๒๐๐ คน และระดมเรือที่จะใช้เป็นพาหนะปราบจระเข้ประมาณ ๑๐๐ ลำเศษ โดยได้ทำพิธีบวงสรวงกรมหลวงชุมพรขอไอ้ด่าง โดยมีจุดนัดพบคือหน้าโรงถ่านของนายจรัญ ปรกติ คหบดีใหญ่แห่งปากอ่าวตะโก อ.สวี
โดยมีแผนการล่าคือให้ผูกเรือเล็กเป็นแพ แพละ ๕ – ๖ ลำแยกย้ายไปเริ่มต้นจากในบาง ( คลองซอย ) ที่เป็นต้นน้ำ แล้วใช้ไม้กระทุ้งลงไปถึงพื้นน้ำ ไล่ไปทุกระยะจนถึงคลองใหญ่ ในคลองใหญ่จะมีกองเรืออีกขบวนหนึ่งใช้ไม้กระทุ้งไล่มาจาก ๓ คลองคือ คลองบางมุด คลองน้ำขาว และคลองบางด้าน
จากนั้นยังมีกองเรือขบวนหลังไล่ตามใช้ไม้กระทุ้งจระเข้ที่กบดานอยู่ ให้หนีมุ่งออกไปยังปากคลองตะโก ที่บริเวณปากคลองกว้าง ๒๐ วานั้น ได้ขึงอวนขนาดใหญ่ปิดกั้นขวางทั้งคลอง และก่อนจะถึงกำแพงอวน มีการวางเบ็ดราวขึงจากหน้าดินสลับเป็นชั้นขึ้นมาถึงผิวน้ำ จระเข้ทุกตัวจะหนีการขับไล่ มารวมกันที่นี่และไม่มีทางรอดไปได้ ส่วนระยะทางจากปลายคลองถึงปากคลองตะโกที่เป็นเขตกวาดล้างมีความยาวประมาณ ๙ กิโลเมตร
เรือทุกลำได้แยกย้ายออกกระทุ้งตั้งแต่ก้นคลองออกมาตามแผนการที่วางไว้ เรือที่ผูกเป็นแพได้ใช้ไม้กระทุ้งลงไปถึงก้นคลอง จนพลบค่ำไม่ปรากฏว่าพบจระเข้แม้แต่ตัวเดียว ทั้งๆที่คลองตะโกกับคลองบางมุดเป็นแหล่งที่มีจระเข้ชุกชุมมากที่สุด ทำให้แผนการกวาดล้างต้องล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ส่วนสาเหตุของการล้มเหลวน่าจะเกิดจากการออกกวาดล้างอย่างหนักก่อนหน้านี้จาก คณะล่าหลายกลุ่ม ประกอบกับช่วงนี้ระดับน้ำขึ้นสูง และน้ำเหนือไหลบ่าทำให้น้ำเชี่ยวกราก จระเข้น้อยใหญ่ถูกกวนจึงย้ายถิ่นหนีไปอยู่ที่อื่น
จากเหตุดังกล่าวทำให้พักการออกล่าจระเข้ยักษ์ไว้ชั่วคราว จนกว่าน้ำจะลดสู่ระดับปกติ เพราะเชื่อว่าเมื่อระดับน้ำลดจระเข้จะหวนสู่ถิ่นเดิม แต่พรานใหญ่จาก อ.โคกโพธิ์ จ. ปัตตานี นำโดยนายประยูร คณาณุรักษ์ พร้อมกับคณะถ่ายภาพยนตร์ของไทย ที.วี ได้เดินทางไปบันทึกภาพ รวมทั้งบังหะหมัดผู้บุกเดี่ยวด้วย
สภาพคลองบางมุดในสมัยนั้น สองข้างทางมีป่าโกงกางสลับด้วยป่าจากเป็นระยะ ตอนบนของคลองแคบ แต่น้ำลึกไม่ต่ำกว่า ๓ วา ( ๖ เมตร ) บางแห่งเช่นทางโค้ง จะมีวังน้ำลึกซึ่งมีจระเข้อาศัยอยู่เป็นแห่งๆ นายยวย ภู่ไทย พรานใหญ่ผู้ลุกคลีกับจระเข้ที่หลังสวนตั้งแต่อายุ ๑๓ ต่อมาเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลและสงวนพันธุ์จระเข้ที่บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์
เผยว่าสาเหตุที่การล่าในวันดี – เดย์ล้มเหลวเพราะผู้ล่าไม่เข้าใจลักษณะนิสัยจระเข้ซึ่งจะขึ้นผึ่งแดดบนฝั่ง ในเวลากลางวัน แต่คณะล่าควานหาตัวเฉพาะในน้ำ มิได้ครอบคลุมถึงบนฝั่งในป่าจาก
ขณะเดียวกัน นายมง สุวรรณสินธ์ หรือชาวบ้านเรียกลุงมง ผู้เฒ่าวัย ๖๐ เศษ ซึ่งมีที่พักริมคลองจากกึ่งกลางจุดเกิดเหตุครั้งแรกและครั้งที่สอง เผยว่าจะใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อในการพิชิตจระเข้ยักษ์ตัวนี้ หลังจากการตามล่าล้มเหลวมาตลอด ลุงมงได้กล่าวอีกว่าสมัยก่อนบริเวณแถบคลองบางมุดอุดมไปด้วยจระเข้ แทบทุกปีต้องมีชาวบ้านตกเป็นเหยื่อ ต่อมามีพวกญวนจากสุราษฎร์ มาจับเอาไปแล่ขาย ทำให้จำนวนลดลง
ท่ามกลางมรสุม และพายุดีเปรสชั่นในอ่าวไทยที่โหมทั้งฝนและลม ทำให้น้ำท่วมในเขตชุมพรและภาคใต้ขณะนี้ ข่าวร้ายได้เกิดขึ้นในคลองบางมุด อำเภอสวน ดินแดนจระเข้ยักษ์อีกครั้ง “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์ได้อาละวาดลอยขึ้นมากันกินคนอีกในคลองเขาปีบ เขตติดต่อระหว่างอำเภอหลังสวนกับอำเภอสวี
เมื่อตอนเช้าวันที่ ๑๘ พฤศจิกายนเวลา ๘ น.เศษ จระเข้ยักษ์ได้ลอยตัวขึ้นมาในคลองเขาปีบแล้วคาบนายช้วน พิมาน ชาวบ้านในคลองเขาปีบดำหายไปในคลองเขาปีบ โดยชาวบ้านเพื้อเห็นเหตุการณ์ยืนยันว่าเป็นไอ้ด่างแน่นอน
การอาละวาดครั้งใหม่ของ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์ที่ย้ายแหล่งใหม่จากคลองบางมุดครั้งนี้ คาดว่าจระเข้ยักษ์ตัวนี้ได้หหลบหลีกการกวาดล้างครั้งใหญ่ของวันดี-เดย์ ตลอดวันที่ ๖ เดือนนี้รอดไปได้ แล้วเข้าไปอยู่ในคลองเขาปีบซึ่งเป็นคลองแยกไปจากคลองบางมุด และคลองตะโก โดยการกวาดล้างวันนั้นไปไม่ถึงคลองเขาปีบ ทำให้ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์ได้แหล่งใหม่ในคลองเขาปีบอันสงบเงียบเป็นที่ซุ่มซ่อนกบดานอยู่ ตั้งแต่วันที่ ๖ เป็นต้นมา
จากการเปิดเผยของชาวบ้านปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน มีจระเข้ขนาดใหญ่ตัวหนึ่งลอยตัวขึ้นกลางคลองและบางทีก็ขึ้นฝั่งบนตลิ่ง ท้ำให้คลองเขาปีบที่เคยสงเงียบเพราะเป็นคลองไม่สู้กว้างใหญ่นักต้องเป็นเขต อันตราย ยิ่งกว่านั้นจระเข้ใหญ่ตัวนี้ยังอาละวาดไล่หนุนกัดเรือพายที่ผ่านเข้าไปใน คลองเขาปีบ และไล่งับพายจนชาวบ้านไม่กล้านำเรือผ่านคลองเขาปีบอีกเลย
ต่อมาวันที่ ๑๗ กระบือของชาวบ้านลงไปแช่ในคลองถูกจระเข้ยักษ์ตัวเดียวกันนี้ ใช้หางฟาดถูกตัวและกัดที่ขาหลังข้างซ้าย โดยจระเข้ยักษ์พยายามจะลากกระบือตัวนั้นลงไปในน้ำเสียงร้องของกระบือประกอบ กับการปักหลักดื้อของมันทำให้เจ้าของและชาวบ้านมาช่วยใช้ปืนระดมยิงลงไปใน น้ำสกัดไว้ จนจระเข้ยักษ์ต้องปล่อยเหยื่อตัวมหึมาไว้พร้อมกับดำน้ำหนีไปซ่อนในบริเวณวัง น้ำ
ในตอนเช้าวันนั้น เวลาประมาณ ๔ น.เศษ นายช้วน พิมาน บ้านอยู่ริมคลองเขาปีบ ต.ทุ่งตะไคร้ บ้านหัวท่า ได้ออกจากบ้านไปตัดกล้วยมาเลี้ยงหมู และเพื่อไปซื้อเนื้อควายที่ถูกไอ้ด่างกัดเมื่อวันที่ ๑๗ มาทำอาหารด้วย
ในขากลับนั้น นายช้วนแบกต้นกล้วยเดินข้ามคลองเขาปีบตรงบริเวณนั้นกว้างเพียง 2 วาเท่านั้น อีกมือหนึ่งของนายช้วนหิ้วเนื้อควายมาด้วยขณะที่นายช้วนซึ่งแบกต้นกล้วยเดิน ท่องน้ำที่กำลังขึ้นท่วมสะพานลึกถึงเข่า เดินมาถึงกลางคลองพอดี
จระเข้ยักษ์ซึ่งซุ่มตัวอยู่ในร่องน้ำบ่าจากริมคลองก็พุ่งตัวราวกับลูกธนู เข้าใช้ปากอันกว้างใหญ่ กัดเข้าตรงเข่านายช้วนแล้วลากลงใต้น้ำทันที
นายช้วนได้ร้องขอความช่วยเหลือดังทั่วบริเวณ 2 ฝากคลองทำให้ชาวบ้านและญาติพี่น้องออกมาช่วยเหลือ
แต่ไอ้ด่างนำนายช้วนเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายไปขัดไว้ใต้รากไม้ริมตลิ่งเสียแล้ว สักครู่หนึ่งไอ้ด่างจึงลอยตัวขึ้นมาอีก ทำให้ชาวบ้านออกติดตามจับความเคลื่อนไหวของมันได้ ทุกระยะจนกระทั่ง “ไอ้ด่าง” ดำน้ำลงไปกบดานอยู่ในแอ่งน้ำลึกถึง ๒ ช่วงตัวคนซึ่งเป็น “วัง” ของมัน
ญาติของนายช้วนได้เดินทางเข้าตัวจังหวัดชุมพร โดยนำข่าวไปบอกกับ ส.อ.ห้วง พิมานกับ ส.อ.จำนง พิมาน ญาติของนายช้วนซึ่งเป็นทหารประจำค่ายทหารบกชุมพร
พอ ได้รับข่าวร้ายเท่านั้น ส.อ.ห้วง พิมาน กับ ส.อ.จำนง พิมาน ได้รายงานผู้บังคับบัญชาขอลาและขออนุมัติติดตามล่าจระเข้ยักษ์โดยใช้อาวุธ ซึ่งผู้บังคับบัญชามีคำสั่งอนุญาต
ในการออกเดินทางครั้งนี้นอกจาก ส.อ.ห้วง พิมาน กับ ส.อ. จำนง พิมานแล้ว ได้มีผู้ร่วมเดินทางไปปราบจระเข้ยักษ์อีก ๔ คน คืน ร.ท.ลิขิต จันทโรทัย ร.ท.มาโนช เขียนยาคำ ส.อ.ละออ นาคจิตติ และส.อ.ช่วน แปลงรอด โดยไปถึงเมื่อเวลา ๑๒ น.เศษ
ขณะที่คณะล่าจระเข้ไปถึงได้พบว่า ชาวบ้านประมาณ ๑๐๐ กว่าคน พร้อมด้วยอาวุธปืน และฉมวกกำลังค้นหาจระเข้ยักษ์กับศพนายช้วน ตีแนวขนานทั้ง 2 ฝั่งคลองเขาปีบอย่างชุลมุน ซึ่งในที่สุดได้ค้นพบศพนายช้วนอยู่ใต้รากไม้ริมตลิ่งถูกไอ้ด่างจระเข้ยักษ์ ลากไปขัดไว้ และไม่มีทางที่จะดึงออกมาได้ ต้องให้นักประดาน้ำดำลงไปใช้เชือกผูกศพแล้วใช้คนกว่า ๒๐ คนดึงอยู่พักใหญ่จึงลากศพนายช้วนมาได้
ปรากฏว่าศพนายช้วนไม่มีส่วนใดเหลือเป็นชิ้นดีให้เห็นเลยเพราะถูกจระเข้กัด กินด้วยความหิวกระหายกับถูกรากไม้ครูดจนจำแทบไม่ได้ ทุกคนได้แต่สังเวชและอนาถใจไปตาม ๆ กัน
จากแหล่งที่พบศพของนายช้วนนั้นเอง คณะนักล่ากับชาวบ้านจึงรู้ว่า เป็นบริเวณแอ่งน้ำลึกหรือวังจระเข้เก่าที่ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์ใช้เป็นที่หลบซ่อนและกบดานอยู่ในวัง
พอรู้แหล่งซ่อนของจระเข้ ยักษ์ คณะนักล่าแห่งค่ายทหารบกชุมพรได้ให้ชาวบ้านทุกคนหลบซุ้มอยู่บนตลิ่งแล้วใช้ ระเบิดซี .3 หย่อนลงไปในบริเวณวังจระเข้ยักษ์เป็นนัดแรก
เสียงระเบิดดังก้องสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับน้ำพุ่งเป็นลำขึ้นสูงเทียมยอดตาล กลางลำน้ำ พอสิ้นเสียงระเบิดและสงบลงแล้วไม่ปรากฎว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งได้ลอยขึ้นมาเลย
จากนั้นอีก ๑๐ นาที ส.อ.ห้วงได้ตัดสินใจทิ้งระเบิดซี.๓ นั้นที่ ๒ ตามลงไปในวังน้ำลึกนั้นอีกเสียงระเบิดครั้งที่ ๒ นี้เองทำให้ทุกคนเห็นพรายน้ำผุดขึ้นแล้ววิ่งพุ่งเป็นทางจากจุดระเบิดเหนือ วังไปตามลำคลองด้านเหนืออย่างรวดเร็ว “นั่นไอ้ด่าง หนีไปแล้ว”
เสียงคนร้องบอก ทำให้คนนับร้อยและคณะล่าจระเข้วิ่งไล่ตามทั้งสองฝั่งคลองไปอย่างกระชั้นชิด จนกระทั่งทุกคนเหนื่อยหอบ และได้พบว่าพรายน้ำผุดเป็นทางนั้นไปหยุดที่ริมตลิ่งที่มีน้ำลึกแค่เอว แต่ก่อนที่ใครจะทำอะไรต่อไป ส.อ.ห้วงได้สั่งให้ทุกคนหนีขึ้นตลิ่งก่อนแล้ว ส.อ.ห้วงได้ปีนขึ้นต้นตาตุ่มริมคลอง พร้อมเหวี่ยงระเบิดซี .๓ นัดที่ ๓ ลงไปในน้ำตรงบริเวณที่พรายน้ำวิ่งมาหยุดตรงนั้น
การระเบิดครั้งที่ ๓ นี้ได้ผล เพราะแรงระเบิดตกถูกเป้าหมาย เป็นผลให้ส่วนหางของจระเข้โผล่ขึ้นก่อนลอยกระเพื่อมตามกระแสน้ำ บอกให้รู้ถึงการสิ้นอิทธิฤทธิ์ของ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์แล้ว
ทันใดนั้น ส.อ. จำนงได้ใช้ฉมวกพุ่งลงไปกลางส่วนหลังของไอ้ด่าง ซึ่งทำให้มันดิ้นพลิกขึ้นมาให้เห็นทั้งตัวแต่มันไม่สามารถจะอาละวาดต่อไปได้ อีกแล้ว เพราะกระดูกสันหลังของมันหักด้วยอำนาจของแรงระเบิดซี .๓ ชาวบ้านจึงช่วยกับเอาเชือกมัดพันธนาการตัว “ไอ้ด่าง” และลากจระเข้จอมเพชฌฆาตแห่งลำน้ำขึ้นมาบนตลิ่ง ซึ่งไอ้ด่างอยู่ในสภาพร่อแร่เต็มที่
จากนั้นคณะล่าจระเข้ได้ใช้เชือกลากจระเข้ยักษ์จากคลองเขาปีบมุ่งไปยังตลาด อำเภอสวี แต่ระหว่างที่ลากมาในคลองนั้น “ไอ้ด่าง” ก็พลิกท้องบอกถึงการจบชีวิตปิดฉากอันโหดเหี้ยมของมันเสียก่อน
มีผู้เชื่อว่าจระเข้ที่เคยปรากฏเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วเป็นตัวเดียวกับไอ้ด่าง เกี่ยวกับประวัติความดุร้ายของ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์กินคนละแวกคลองบางมุดและคลองเขาปีบมี นายอุดม , นายอิน , นายเต็ก, นางรัด ,ด.ช.เลือน ทองมาก และนายช้วน พิมานเป็นศพที่ 6
โดย จระเข้ยักษ์ที่อาละวาดตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ - ๒๕๐๐ ที่คลองเขาปีบโดยถูกกัดจนได้รับบาดเจ็บ ๕ คนคือสิบเอกห้วง พิมาน นายเฉียน พิมาน และนายสาย พวงมาลัย นายจวง และนายนิกูล เสียชีวิต ๑ รายคือนายจ๊ง
สำหรับลักษณะของจระเข้ยักษ์ที่เรียกกันว่า “ไอ้ด่าง” นั้นเพราะเป็นจระเข้พันธุ์ “ไอ้เคี่ยม” ซึ่งเป็นจระเข้ตีนเป็ด หรือพันธุ์ทองหลาง ตัวดำเมื่อมสนิทมีสีขาวที่คอและตามตัวเวลามันโผล่ลอยตัวขึ้นมาเหนือน้ำนั้น จะมองเห็นสีขาวพาดที่บริเวณคอ
ซากไอ้ด่างถูกนายไห้ แซ่เซ็งซื้อตัวไปในราคา ๒๓,๐๐๐ บาท ทำให้องค์การสวนสัตว์ชวดได้ตัวไอ้ด่าง
จากการวัดจากซากของไอ้ด่าง มีความยาวจากหัวถึงหาง ๔.๒๕ เมตร รอบตัว ๑.๗๕ เมตร เล็กกว่าถังน้ำมัน ๒๐๐ ลิตร ๗ นิ้ว จากหัวถึงคอ ๒๕ นิ้ว อ้าปากกว้าง ๒๐ นิ้ว
การชำแหละไอ้ด่างเพื่อทำสต๊าฟฟ์ไว้ เมื่อผ่าลงไปในท้องก็พบกระดูกในท้องไอ้ด่างมากมาย และยืนยันได้ว่ากินคนแน่
ปรากฎว่าหลังจากการผ่าชำแหละซากแล้ว ได้พบแผลเห็นได้อย่างชัดเจนในซาก ‘ไอ้ด่าง’ จระเข้ยักษ์ดังนี้
ขาหน้าด้านขวาถูกกระสุนปืนลูกโดดฝั่งในด้านซ้ายของลำตัว เนื้อเละไปทั้งแถบ คอด้านขวาเป็นรูเน่า ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ ‘ไอ้ด่าง’ จระเข้ยักษ์พบจุดจบ ส่วนสันหลังบริเวณกว้างยาว ๑ ศอก ยุ่ยเป็นรอยไหม้ซี่โครงหักหลายซี่ เพราะถูกแรงระเบิดซ้ำซากหลายครั้งอย่างไม่ปราณี
โดยเฉพาะเมื่อผ่าแหวะส่วนกระเพาะของจระเข้ยักษ์แล้ว ทำให้นายบุญถึง และเจ้าหน้าที่ ๑๐ กว่าคนต้องตะลึงเมื่อพบว่า นอกจากเศษอิฐ เศษหินแล้ว ยังพบหัวกระโหลกมนุษย์ถึง ๒ หัวยังอยู่ในสภาพมีเศษผมติดกับหนังศรีษะอยู่ นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนของมนุษย์ในกระเพาะจระเข้ตัวนี้อีกมีกระดูกส่วนขากับ สะบ้าจากเข่าคน กับมีตะขอเหล็กขนาดใหญ่อีก 1 ตัว ด้วย
จากการพบส่วนกระโหลกศรีษะของมนุษย์ถึง 2 หัวในท้องจระเข้ยักษ์ตัวนี้ ซึ่งเป็นการพิสูจน์อย่างแน่ชัดว่าจระเข้ตัวนี้เป็น “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์แห่งคลองบางมุดแน่
สำหรับส่วนกระโหลก 2 ชิ้นนี้ แสดงว่า ‘ไอ้ด่าง’ จระเข้ยักษ์ได้กินคนมาแล้ว 2 คน นอกจากการกัดกินคนอื่น ๆ ซึ่งไอ้ด่างเลือกกินเฉพาะส่วนท้องเท่านั้น จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า จระเข้ยักษ์ตัวนี้ต้องกินคนมาก่อนหน้านี้
 
โหวตให้กระทู้นี้ >>
มีผู้เข้าชมแล้ว 48,579 ครั้ง, โหวตแล้ว 31 ครั้ง / 79 คะแนน
โพสท์โดย: ทูตดำ DARKNES DRAGONจุลศักราช๑๓๗๒ ดู Hot Topic อื่นๆของ ทูตดำ DARKNES DRAGONจุลศักราช๑๓๗๒
04:11 - 16 พฤษภาคม 2553
แจ้งลบ
 
 

Comment!  

   
 
 
   
เนื้อหาถูกโพสท์โดยสาธารณชน แสดงบนเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ

เมื่อริคกี้ มาร์ติน โดนลูกชายถามว่า "ผมเคยอยู่ในพุงป๊าเหรอ??"

“นอร์เวย์” คว้าแชมป์ประเทศที่มีสวัสดิการดูแล “ผู้สูงวัย” ดีที่สุดในโลก

ไอบาขู่ลงดาบ! สาวอินเดีย ปัดรับเหรียญเอเชียนเกมส์

สุรชัยคาดปปช.ส่งสำนวนถอดถอนสนช.พรุ่งนี้
ดู Hot Topic ทั้งหมด
 
QUICK LINK
CONTACT US
ADVERTISE
    2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010 2011 2012 2013   2014
Postjung